เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อภิปรายร่าง พ.ร.บ. ระบบตั๋วร่วม โดยเน้นย้ำความสำคัญในการเชื่อมโยงระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภทเพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความสะดวก ลดมลพิษ และเสนอแนะให้ปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการให้มีตัวแทนจากกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและผู้ด้อยโอกาส รวมถึงกลไกกองทุนและการตรวจสอบความโปร่งใส
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ของคณะรัฐมนตรีและของคุณสุรเชษฐ์ ท่านประธานครับ พ.ร.บ. นี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าระบบตั๋วร่วมเราพยายามจะทำกันหลาย ๆ ที่ เสร็จแล้วก็ไม่เสร็จสักที ผมจำได้ว่า สมัยท่านยิ่งลักษณ์มีการวางโครงสร้างขั้นพื้นฐานด้านคมนาคม ซึ่งจะเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ ไม่ว่าเป็นระบบราง รถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร ๙ สาย หรือว่ามีถนนหนทางติดต่อกัน และมีระบบขนส่งทางน้ำและทางอากาศที่จะเชื่อมโยงกัน ซึ่งอันนั้นก็เป็นพื้นฐานจริง ๆ แล้ววันนี้ เราก็พัฒนาขึ้นมาเป็นที่ว่าจะใช้ตั๋วร่วมซึ่งสำคัญเป็นการก้าวไปข้างหน้า Infrastructure ที่ผ่านมา ถ้าไม่มีการรัฐประหารป่านนี้ประเทศไทยไปไกลแล้ว เพราะว่าปี ๒๕๖๐ เรียบร้อยหมดแล้ว ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๒ ท่านประธานครับ ผมเอาประโยชน์ของประชาชนมาก่อน ประโยชน์ของ ประชาชนก็คือจะได้ลดค่าใช้จ่ายในการที่จะจ่ายซ้ำซ้อนอย่างที่มีสมาชิกบอกแล้วว่าค่าแรกเข้า มันจำเป็น ถ้ายังแยกกันอยู่ก็จ่ายแล้วจ่ายอีก แล้วก็ ๒. เพิ่มความสะดวกให้แก่ประชาชนไม่ต้องพะว้าพะวงว่าจะต่ออย่างไรหรืออย่างไร ทำให้รวดเร็วขึ้น ท่านประธานครับ ระบบตั๋วร่วมนี่ก็จะช่วยอำนวยความสะดวก แล้วก็อีกอย่างหนึ่ง ถ้าเราเน้นถึงระบบรางก็จะทำให้ลดมลพิษ ลดโลกร้อน หรือถ้าเราใช้รถเมล์ไฟฟ้า EV ก็จะ เช่นเดียวกันลดมลพิษ ลดโลกร้อนเช่นเดียวกัน ก็เหลือแต่ในน้ำซึ่งก็ไม่เป็นอะไรครับ ก็พอไหวอยู่ อีกหน่อยคงใช้เครื่อง EV แล้วก็ที่สำคัญคือสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของ ประชาชนให้มาใช้ระบบสาธารณะเพื่อแก้ปัญหารถติดในเมืองใหญ่หรือความสะดวกที่จะไป ต่างจังหวัด ท่านประธานครับ เราต้องเข้าใจครับว่า ตั๋วร่วม คืออะไรครับ ดูดี ๆ แล้วถ้าเรา ไม่เคยชิน แต่ในนิยามมาตรา ๓ นี้กล่าวไว้ดีนะครับ หมายความว่าการให้บริการขนส่งสาธารณะ แก่ผู้โดยสาร โดยผู้ให้บริการซึ่งได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. นี้ใช้แทนบัตรที่จะทำขึ้นตาม มาตรฐานทางเทคโนโลยี ก็หมายความว่าเราจะใช้ระบบดิจิทัลต่าง ๆ เข้ามาซึ่งก็มีท่านสมาชิก ที่ว่าตอนนี้รัฐบาลจะใช้ดิจิทัลมาใช้ ซึ่งมันก็จะได้ต่อเนื่องกันได้ โดยมีคณะกรรมการในการชำระ ค่าโดยสารเพื่อให้การเดินทางในระบบขนส่งสาธารณะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ท่านประธานครับ ระบบขนส่งสาธารณะเมื่อสักครู่ผมก็พูดไปแล้ว ก็คือมันเป็นด้านถนน ด้านราง และน้ำ อย่างต่อเนื่องจริง ๆ ท่านประธานครับ พอเราจะทำขึ้นมาคนที่จะมาทำธุรกรรมนี้ต้องมาขอ อนุญาตอย่างกับ พ.ร.บ. ที่ขออนุญาต อำนวยความสะดวกเช่นเดียวกันโดยมีกฎเกณฑ์ และคนที่จะให้ใบอนุญาตก็คือคณะรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ผมอ่านไปถึงมาตรา ๕ มีคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วมซึ่งมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน แล้วมีคณะกรรมการ ๑๑ ท่านจากหน่วยงานต่าง ๆ และผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๓ ท่าน รวมแล้ว ประมาณ ๑๖ ท่าน ผมยังสงสัยว่าในเมื่อเราจะใช้ระบบดิจิทัล ทำไมกระทรวงดิจิทัลนี่จะมีส่วนร่วม ได้ไหมหรือตัวแทน ต้องการคำตอบนะครับ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก็ดีนะครับ มีหน้าที่กำหนด กฎเกณฑ์มาตรฐานทางเทคโนโลยี รวมถึงการกำหนดค่าโดยสารตามมาตรา ๓๑ และมีการ ดำเนินการของกองทุนดูรายได้ รายจ่าย และวินิจฉัยการแก้ปัญหาและตั้งอนุกรรมการขึ้นไป ดำเนินการ แล้วที่สำคัญ คณะกรรมการนี้มีอำนาจอย่างกับ สส. ๆ เลยนะครับ เรียกเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลมาให้ข้อมูลหรือชี้แจง เมื่อไปถึงระบบที่ว่า ถึงระบบอัตราโดยสารร่วมผมขอ เสนอนิดหนึ่งครับ เราต้องคำนึงถึงการคุ้มครองผู้บริโภคให้เป็นหลัก แล้วต้องคำนึงถึงสิทธิ ประโยชน์ของผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงวัยหรือนักเรียนนักศึกษาที่จะใช้กันทั่วไป แล้วต้องเป็นธรรมด้วย แล้วก็ต้องมีศูนย์ที่จะรับร้องเรียนว่าถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานครับ ใน พ.ร.บ. นี้มีกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมขึ้นมา ซึ่งมีกลไก คือท่านปลัด กระทรวงคมนาคมเป็นประธาน สนับสนุนการดำเนินการ การพัฒนา การส่งเสริมเกี่ยวกับ การบริหาร แต่ที่น่าสนใจก็คือเปิดโอกาสให้เอกชนกู้ยืมมาร่วมด้วยนะครับ โดยเฉพาะผมเห็น ผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะรถเมล์หรือเรือนี่ก็จะได้รับประโยชน์ ทีนี้ผมห่วงนิดหนึ่งว่า รายได้ของกองทุนนี้ อันที่ ๑ เป็นทุนประเดิมจากรัฐบาล อันที่ ๒ คือได้งบประมาณประจำปี ตามความจำเป็นซึ่งรัฐมนตรีจะเสนอ อันที่ ๓ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต อันที่ ๔ รายรับจาก ผู้ได้รับอนุญาต แล้วถ้าไปเรื่อย ๆ นะครับ โดยไม่ต้องนำส่งคลัง เป็นรายได้ของแผ่นดิน อันนี้ มาตรา ๓๕ ซึ่งอันนี้ผมก็อยากทราบรายละเอียดนิดหนึ่งนะครับว่าถ้ามันไม่พอแล้วจะทำอย่างไร แล้วก็การตรวจสอบความโปร่งใสต่าง ๆ เป็นอย่างไร ท่านประธานครับ บทกำหนดโทษ ที่กำหนดไว้ก็มีทั้งด้านปกครอง ด้านอาญา ปรับเป็นพินัยแล้วการตรวจสอบแก้ไขต่าง ๆ อันนี้ เป็นสิ่งที่ดีนะครับ ท่านประธานครับ ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ผมดีใจครับว่าประเทศเราได้พัฒนาขึ้น ไปอีกชั้นหนึ่ง แล้วผมเชื่อว่าอีกหน่อยปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็จะมีการแก้ไขไปสู่อย่างที่ ท่านสมาชิกได้อภิปรายว่ามันต้องติดต่อนั่นติดต่อนี่ไปเรื่อย ๆ ผมจึงขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๒ ฉบับนี้นะครับ โดยเอาร่าง ครม. เป็นหลักครับ ขอบคุณครับ