ธิษะณา เสนอระบบตั๋วร่วมแก้จราจร-ฝุ่น PM2.5 อ้างโมเดลต่างประเทศ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๙ มกราคม ๒๕๖๘

ธิษะณา ชุณหะวัณ เสนอร่างนโยบายระบบตั๋วร่วมเพื่อแก้ปัญหาการจราจรและคุณภาพอากาศในกรุงเทพมหานคร โดยอ้างอิงความสำเร็จจากต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีบัตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกขนส่งสาธารณะทุกรูปแบบ รวมถึงร้านค้าสะดวกซื้อ ธิษะณา ชุณหะวัณ เน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาระบบตั๋วร่วมเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ลดปัญหาการจราจรและฝุ่น PM2.5 และเรียกร้องให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี พรรคประชาชนค่ะ เป็นที่ทราบกันดีค่ะท่านประธานว่า การคมนาคมและการสัญจรในกรุงเทพมหานครส่วนมากค่ะเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลที่มีอัตรา จำนวนที่มีแต่จะขึ้นเอา ๆ จนทำให้เกิดปัญหารถติด ฝุ่นควัน PM2.5 และไม่ตอบสนองกับ ความสะดวกสบายของพี่น้องประชาชนค่ะ เมื่อมีการพูดถึงใช้ตั๋วร่วมมามากกว่า ๒๐ ปี แล้วค่ะท่านประธาน ตั้งแต่สิงคโปร์ ไต้หวัน เริ่มมีการพัฒนาระบบตั๋วร่วม จนปัจจุบันก็พัฒนา ตั๋วร่วมไปใช้กับขนส่งสาธารณะและร้านสะดวกซื้อทั่วไปได้แล้วค่ะ ส่วนประเทศไทยเองก็ได้ มีการพูดถึงใน ครม. มาแล้วในเรื่องการใช้บัตรร่วมขนส่งสาธารณะตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ค่ะ แต่ปัจจุบันนี้ค่ะท่านประธาน ผ่านมาแล้ว ๑๘ ปีค่ะเราก็ยังไม่มีตั๋วร่วมเดินทางสาธารณะ ที่ใช้ได้กับทุกขนส่งสาธารณะในทุกรูปแบบเลยค่ะท่านประธาน ท่านยังคงจำบัตรแมงมุมได้ ใช่ไหมคะท่านประธาน ท่านประธานคะ ร่างของพรรคประชาชนมีแนวทางแก้ไขดังต่อไปนี้ค่ะ ๑. กำหนดให้มีการบริหารจัดการเก็บค่าโดยสารในรูปแบบตั๋วร่วม และเชื่อมต่อทุกการเดินทาง ด้วยตั๋วใบเดียวค่ะ ๒. กำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมสำหรับกรณีการเดินทางครั้งเดียว บนขนส่งสาธารณะหลายรูปแบบโดยระบุรูปแบบของขนส่งสาธารณะที่ชัดเจนและ ไม่คลุมเครือค่ะท่านประธาน ๓. การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม และเพิ่มความชัดเจน ในการใช้เงินกองทุน ๔. คือกำหนดหน้าที่ผู้ประกอบกิจการระบบตั๋วร่วม เปิดเผยสถานะ ทางการเงินเพื่อจะตรวจสอบความโปร่งใสในการประกอบกิจการค่ะท่านประธาน ร่างของ พรรคประชาชนมีความชัดเจนในกลไกในเชิงปฏิบัติจริง โปร่งใสตรวจสอบได้ โดยมีสัดส่วนของ ผู้แทนประชาชนในคณะกรรมการนโยบายตั๋วร่วมด้วยค่ะท่านประธาน ท่านคะหากท่านได้ ศึกษานโยบายของระบบตั๋วร่วมในต่างประเทศแล้วเปรียบเทียบกัน ในสหราชอาณาจักร อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปก่อนหน้านี้มีบัตร Oyster ที่เป็นบัตรครอบจักรวาลเดินทาง ได้ทั่วลอนดอน หากมีบัตรนี้เพียงใบเดียวก็สามารถใช้ได้ทั้งรถไฟฟ้า รถราง รถบัส เรือ รวมในบัตรเดียว ภายในวันหนึ่งท่านก็สามารถเดินทางกี่เที่ยวก็ได้โดยราคาก็จะถูกกำหนดไว้ ส่วนประเทศญี่ปุ่นมีระบบ e-Money บัตร IC Card เติมเงินอย่าง Suica ที่เป็นของ JR สามารถใช้ขึ้นระบบขนส่งสาธารณะได้ทั่วไป มีทั้งรถไฟ รถไฟฟ้าใต้ดิน รถบัส และ Monorail ทุกเขตในมหานครโตเกียวและยังสามารถใช้กับบางระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่ต่างจังหวัด ของญี่ปุ่นได้อีกด้วยนะคะ เช่น ภูมิภาคโทโฮคุ นีงาตะ ฮอกไกโด ญี่ปุ่นตะวันตก คิวซู จนถึง โอกินาว่า คือใช้ตามพื้นที่ที่ระบุไว้รวมกับระบบ e-Money อื่น ๆ อย่างเช่น PASMO ICOCA หรือ Suica ได้เช่นกันค่ะ ซึ่ง ๑๐ IC Card หลักของญี่ปุ่นก็อยู่ภายใต้เครือข่ายและการจัดการ ของรัฐเอกชนสามารถใช้รวมกันได้ทุกยานพาหนะเลยค่ะ แล้วก็ร้านค้าสะดวกซื้อทั่วไปโดยที่ ไม่ต้องมีหลายบัตร แค่ใช้ใบเดียวก็เอาอยู่แล้วค่ะท่านประธาน ท่านสามารถใช้บัตรแบบไม่มีบัตร ก็ได้ด้วยนะคะโดยใช้ Application ในโทรศัพท์มือถือ ประเทศเกาหลีใต้ก็มีแบบ T-Money ที่คนเที่ยวใช้บ่อย แล้วซึ่งจะสามารถใช้ได้แบบทุกระบบเลยเหมือนของญี่ปุ่น ได้ทั้งรถไฟ รถบัส รถแท็กซี่ และใช้จ่ายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป นอกจากคมนาคมและขนส่งสาธารณะ ยังสามารถ นำไปจับจ่ายใช้สอยซื้อของได้ตามห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร แล้วก็เพิ่มความสะดวกสบาย ให้กับผู้ใช้ค่ะท่านประธาน ต่อมาไปยังประเทศไทยของเรานั่นเอง มีบัตร Rabbit สำหรับ รถไฟฟ้า BTS ครอบคลุมการชำระค่าโดยสารระบบขนส่งสาธารณะอื่น ๆ ในพื้นที่ กทม. และ ต่างจังหวัด เช่น รถโดยสารประจำทาง หรือเรือโดยสาร เป็นต้นนะคะ แต่ก็ยังมีความจำกัด ก็น่าตลกดีในระยะเวลาที่ผ่านมาการใช้รถไฟฟ้าโดยสาร Airport Link หรือบางแห่งก็ต้องใช้ เหรียญแลกเป็นหลักนะคะ นี่มันสมัยไหนแล้วคะท่านประธานที่ยังจะต้องใช้ระบบเหรียญ แลกกับบัตรเข้าไป มันควรจะมีทางเลือกอื่น ๆ ได้แล้วที่สะดวกสบายและ Friendly ต่อผู้ใช้ ทันต่อเทคโนโลยีค่ะ ทั้งหมดนี้การทำระบบตั๋วร่วมดิฉันเห็นว่าสำคัญเป็นอย่างมากหากเรา ต้องใช้รถไฟฟ้าซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องข้ามสายกัน ที่ผ่านมาเพิ่มความยุ่งยากให้กับประชาชน ที่ใช้บัตรคนละรูปแบบในการใช้บริการที่จะต้องรีบแก้ไข ซึ่งตอนนี้ผู้ใช้บริการต้องเสียเวลา แลกบัตรเข้าไปใหม่หลายรอบและเป็นสายที่ข้ามสายกันก็จะไม่สะดวกสบาย รถไฟฟ้าบ้านเรา มีมาหลายสิบปีแล้ว ผ่านยุครัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัย แต่ทำไมเรื่องเหล่านี้ยังไม่มีการพัฒนา ให้มีการใช้ร่วมกันได้เพื่อความสะดวกสบายของผู้โดยสาร เรื่องการคุยกันในแต่ละสายบริการ ไฟฟ้าทั้งภาครัฐและเอกชนมีปัญหาและมีการประวิงเวลามายาวนานค่ะท่านประธาน ดิฉัน เห็นว่าการเริ่มคิดที่จะทำตั๋วร่วมในรูปแบบธุรกรรมที่ผ่านมาเป็นบัตรอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ในยุคปัจจุบัน การเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ ตั๋วร่วมที่ว่าควรอยู่ใน ระบบดิจิทัลใช้เป็น Application ได้แล้วค่ะ เพราะทุกวันนี้มือถือเครื่องเดียวก็สามารถทำได้แล้ว เป็นอะไรที่สะดวกสบายแล้วก็ระบบธุรกรรมต่าง ๆ ควรจะเป็นรูปแบบ One Stop Service ระบบดิจิทัลทั้งหมดค่ะ เฉกเช่นเดียวกับอีกประเด็นก็คือมีการพูดถึงการประสานงานกับ หน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการภาคเอกชนแล้วก็มีการเอ่ยถึงการทำธุรกรรมการจับจ่ายใช้สอย กับกิจการร้าน SMEs ร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ ที่เป็น One Stop Service เราควรครอบคลุม ให้ได้มากที่สุดรวมถึงธุรการด้วย เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการใช้ Application ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มี เยอะเหลือเกินแล้วก็เบิกงบประมาณไปใช้จ่ายในการที่จะสร้าง Application ใหม่เรื่อย ๆ ไม่มีความจำเป็น การลดภาระค่าใช้จ่ายใช้ตั๋วส่งเสริมในการเข้าถึงขนส่งสาธารณะอย่างเท่าเทียม ช่วยลดปัญหารถติดในกรุงเทพมหานคร ย่นระยะเวลาการเดินทางในบริเวณที่มีปัญหาการจราจร ติดขัดค่ะท่านประธาน รวมถึงมลภาวะฝุ่น PM2.5 ที่มาจากควันรถ จากสถิติสำนักงานนโยบายแผนการขนส่งและจราจรเห็นว่า ๕๔ เปอร์เซ็นต์ มลพิษของ PM Two Point Five มาจากการจราจรบนท้องถนนค่ะท่านประธาน ในลอนดอนค่ะมีประชากร อยู่ทั้งหมด ๘.๖ ล้านคน แต่อัตรารถที่จดทะเบียนแล้วมีเพียงแค่ ๒ ล้านกว่าคัน ซึ่งเทียบ เฉลี่ยแล้วผู้ใหญ่ ๑ คนต่อรถ ๐.๓ คัน โดยรวมถึงครัวเรือนร้อยละ ๔๖ เปอร์เซ็นต์ไม่มีรถยนต์ ค่ะท่านประธาน อีกร้อยละ ๔๐ มีรถ นี่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่จำเป็นของการมีรถยนต์ ส่วนตัวเลยแล้วการที่เข้าถึงขนส่งสาธารณะอย่างทั่วหน้าเท่าเทียมไม่เหลื่อมล้ำสามารถ ทำให้ลดอัตราการซื้อรถได้ค่ะท่านประธาน กรุงเทพฯ มีประชากร ๑๗ ล้านคน แต่กลับมีรถ จดทะเบียนถึง ๑๐.๖ ล้านคัน เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรค่ะท่านประธาน ปาไปแล้ว ๒ ใน ๓ นับเป็น ๖๘ เปอร์เซ็นต์ และขนส่งสาธารณะมีคนใช้เพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นค่ะ นี่สะท้อนถึงระบบขนส่งสาธารณะที่ประชากรเข้าได้เท่าเทียมเท่าถึงทั่วหน้าจะช่วยให้ ประชากรซื้อรถยนต์ลดลงค่ะ แล้วก็ช่วยลดช่องว่างระหว่างครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำให้เข้าถึง ระบบขนส่งสาธารณะที่เท่าเทียม ลดมลภาวะและปัญหารถติดค่ะ

สรุปค่ะท่านประธาน ดิฉันเห็นว่าการพัฒนาระบบตั๋วร่วมของรัฐบาลต้องคำนึง ถึงความสะดวกสบาย อำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชน ลดภาระให้พี่น้องประชาชน ในชั่วโมงเร่งด่วน และการใช้ตั๋วร่วมใบเดียวสามารถครอบคลุมได้ทุกประเภท เพื่อส่งเสริม ให้พี่น้องหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ แก้ปัญหารถติด ลดฝุ่น PM2.5 พี่น้องประชาชน จะได้มีความสะดวกสบายในการเข้าถึงสาธารณะที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมทั่วถึงและทั่วหน้า จริง ๆ ค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ