ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ หารือเรื่องการอภิปรายรับร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม เพื่อเสนอแนวคิดการบูรณาการระบบชำระเงินขนส่งสาธารณะแบบบัตรใบเดียวครอบคลุมทุกประเภทและภาคเอกชน พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายค้านเห็นชอบร่วมกัน โดยวิจารณ์ปัญหาต้นทุนค่าเดินทางสูงในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เสนอแนวทางแก้ไขผ่านนโยบายระบบตั๋วร่วม ๒๐ บาทตลอดสาย และบ้านเพื่อคนไทย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมทั้งเสนอให้สภาเห็นชอบ พ.ร.บ. ตั๋วร่วม เพื่อเปลี่ยนระบบตั๋วใครตั๋วมัน เป็นระบบตั๋วร่วมใช้ใบเดียวเดินทางได้ทุกระบบ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการ อภิปรายรับร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี เพื่อบูรณาการระบบการจ่ายเงินของขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ และในประเทศไทยให้เป็น ระบบมีความสะดวกสบายแก่พี่น้องประชาชนเพิ่มขึ้นครับ ให้บัตรใบเดียวไปได้ทุกที่จ่ายได้ ทุกระบบ ตามแนวคิดของรัฐบาลครับ ท่านประธานครับ ตั๋วร่วมเป็นแนวคิดที่พูดกันมานานแล้วในอดีตครับ หลาย ๆ คนอาจจะ คุ้นเคยกับบัตรแมงมุมที่มีการประชาสัมพันธ์อย่างมากมายในอดีต แต่ก็ยังไม่มีรัฐบาลใดทำได้ สำเร็จครับ ระบบตั๋วร่วมเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่นำไปสู่การคิดระบบค่าโดยสารร่วมที่จะเพิ่ม ความสะดวกสบายให้พี่น้องประชาชน และจะเป็นการรวบรวมฐานข้อมูลของผู้โดยสาร ในระบบขนส่งสาธารณะครั้งใหญ่ไว้ในที่เดียวกัน เพื่อเป็นกลไกที่เราจะลดการคิดค่าแรกเข้า ที่ซ้ำซ้อน และทำให้นโยบาย ๒๐ บาทตลอดสายที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยนำเสนอนั้นทำได้จริง อย่างยั่งยืนครับ ผมเข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านหลาย ๆ ท่านอาจจะมีความเห็นแย้ง หรือว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสายนี้ แต่ก็อย่างที่ท่านอาจารย์สุรเชษฐ์ได้เสนอร่าง ขออภัยที่เอ่ยชื่อแต่ไม่เสียหายครับ นั่นหมายความว่ากฎหมายตั๋วร่วมนี้มีการเสนอทั้ง ๒ ฝั่ง แล้วผมก็คาดหวังว่าเราจะได้เห็นการลงมติเห็นชอบ พ.ร.บ. ตั๋วร่วมไปด้วยกันทั้งฝ่ายค้านและ ฝ่ายรัฐบาล ท่านประธานครับ พ.ร.บ. ตั๋วร่วมฉบับนี้ครับจะทำให้ตั๋วโดยสาร ๑ ใบจะใช้ชำระ ค่าโดยสารในระบบขนส่งสาธารณะได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน ทางด่วน รถเมล์ หรือแม้กระทั่งระบบเรือ ไม่ใช่ระบบรางอย่างเดียวเท่านั้น และในอนาคตอาจจะ สามารถเปิดเชื่อมต่อรองรับการขนส่งด้วย Feeder ของภาคเอกชนอีกมากมาย ทั้งรถสองแถวเอง รถตู้ หรือแม้กระทั่งวินมอเตอร์ไซค์ถ้าสามารถดำเนินการได้ ซึ่งกลไกทั้งหมดนี้จะเชื่อมต่อ ระบบการจ่ายเงินเข้าด้วยกันภายใต้การตั้งศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง หรือว่า Central Clearing House กลไกนี้จะเป็นกลไกที่เป็นศูนย์ข้อมูลตรงกลางที่รองรับข้อมูลการใช้จ่าย และการเดินทางของทุกระบบเข้าด้วยกัน นำมาคิดสัดส่วนรายได้ที่เหมาะสม เสร็จแล้วค่อยจ่าย รายได้กลับไปให้ผู้บริการแต่ละรายครับ กลไกนี้จะเป็นกลไกที่ทำให้ระบบตั๋วร่วมเกิดขึ้น ได้จริงครับ และมีคณะกรรมการระบบตั๋วร่วมเป็น Regulator หรือเป็นผู้ออกนโยบายกำกับ ดูแลโดยภาครัฐ ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้เรามีระบบตั๋วร่วมที่เป็นระบบกลางสามารถเปิด License ให้ผู้ที่สนใจประกอบการ โดยเฉพาะภาคเอกชนต่าง ๆ สามารถเข้ามาแข่งขันได้เสรี ในอนาคตเราอาจจะเห็นผู้ประกอบการหรือผู้ดำเนินการระบบตั๋วร่วมที่ไม่ใช่ผู้ให้บริการ เดินรถด้วยก็ได้ เพื่อให้เกิดการแข่งขันและเอาสิทธิประโยชน์อื่น ๆ หรือว่าจุดขายอื่น ๆ เข้ามาส่งเสริมการออกตั๋วร่วมของตัวเอง สุดท้ายแล้วประโยชน์จะกลับไปสู่ที่พี่น้องประชาชน อย่างแน่นอน
อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพูดเกี่ยวกับเรื่องของการทำระบบตั๋วร่วม เราต้องย้อนกลับ ไปดูว่ากรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนค่าเดินทางสูงมากกว่าประเทศอื่น ๆ ค่อนข้างมากครับท่านประธาน นั่นหมายความว่าผมยกตัวอย่างหากผมจะต้องขึ้นมอเตอร์ไซค์ ที่อยู่ในซอยเพื่อมาขึ้นรถไฟฟ้า ๒ หรือ ๓ ต่อ ค่าเดินทางต่อ Trip ของผมอาจจะอยู่ที่ราว ร้อยกว่าบาท นั่นหมายความว่าหากผมจะต้องไปกลับด้วยระบบนี้ค่าเดินทางต่อวันผมจะตกที่ ๒๐๐-๓๐๐ บาท ค่าเดินทางนี้ถ้าเป็นในประเทศที่เขาส่งเสริมขนส่งสาธารณะอย่างเป็นระบบ ค่าเดินทางไม่ควรเกินประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของพี่น้องประชาชน แต่ปัจจุบัน ประชาชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ต้องใช้รถไฟฟ้าเป็นทางเดินหลักมีค่าใช้จ่าย เฉลี่ยราว ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาทครับ หากพี่น้องประชาชนกลุ่มนี้มีความจำเป็นจะต้องจ่าย ค่าที่พักอาศัยและค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ ด้วยอีกราว ๘,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาท ๑๒,๐๐๐ บาท นั่นหมายความว่า First Jobber หรือพี่น้องที่มีรายได้ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ไม่มีทางมีเงิน เหลือเก็บได้เลยครับท่านประธาน วิธีคิดหนึ่งของพรรคเพื่อไทยเราอยากจะลดค่าครองชีพลง ทั้งระบบ ทั้งค่าเดินทางและค่าที่อยู่อาศัยเพื่อให้พี่น้องประชาชนที่เคยเสียโอกาสในการตั้งตัว มีโอกาสในการเข้าถึงการตั้งตัว การมีเงินเก็บ การมีเงินเหลือใช้เพิ่มขึ้น รัฐบาลเรามีนโยบาย ๒ นโยบายหลัก ๆ ครับ ก็คือเรื่อง ๒๐ บาทตลอดสาย และบ้านเพื่อคนไทยครับ นโยบาย ๒๐ บาทตลอดสายที่นำเสนอโดยท่านรองนายกสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ให้คำมั่นชัดเจนว่าภายใน ปีนี้เราจะสามารถลดค่าเดินทางให้พี่น้องประชาชนได้ เช่นเดียวกันกับนโยบายบ้านเพื่อคนไทย ที่ท่านนายกแพทองธาร ชินวัตร ได้เปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา นโยบายนี้จะช่วยลดค่าที่อยู่อาศัย ให้พี่น้องประชาชนที่ต้องการตั้งตัวครับ ทำให้สามารถเข้าถึงการมีเงินเก็บ มีเงินเหลือแล้วก็ สามารถนำเงินเหล่านี้มาใช้เป็นทุนในการตั้งตัว ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือส่งเสริมให้มี โอกาสในชีวิตด้วยรูปแบบอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น นโยบาย ๒ นโยบายนี้รวมกันจะทำให้พี่น้องประชาชนที่มีรายได้เพียงแค่ ๑๕,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐ บาท สามารถตั้งตัวได้แล้วครับ คนที่อายุต่ำกว่า ๓๐ ปี สามารถมีเงินเก็บและสามารถพัฒนา คุณภาพชีวิตของเขาได้ ซึ่งแนวคิดนี้จะสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของพรรคเพื่อไทยที่เรา มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ขนส่งสาธารณะเป็นขนส่งที่เป็นบริการของพี่น้องประชาชนทุกคน อย่างแท้จริง เรามีความพยายามที่จะเพิ่มจำนวนผู้โดยสารเข้ามาในระบบขนส่งสาธารณะ ด้วยนโยบายหรือว่าแนวคิดมาตรการหลากหลาย ระบบตั๋วร่วมเป็นกลไกหนึ่งที่เราจะผลักดัน เพื่อให้เกิดสิ่งนั้นควบคู่ไปกับการทำ ๒๐ บาทตลอดสาย การพัฒนาระบบ Feeder เพื่อเข้าสู่ เส้นทางหลัก รวมไปถึงการพัฒนาโครงการบ้านเพื่อคนไทยเพื่อให้เกิดการอยู่อาศัยโดยรอบสถานี และพัฒนาเมืองควบคู่กันไปตามสถานีรถไฟฟ้า กระจายตัวจากกลางเมืองหลวงออกไปข้างนอก ประโยชน์ที่จะได้จากการส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะเหล่านี้หลากหลายครับท่านประธาน นอกเหนือจากการลดค่าครองชีพให้พี่น้องประชาชนแล้วเราก็จะสามารถลดการ Subsidize หรือว่าลดต้นทุนที่เราจะต้องไปเติมเพื่อชดเชยค่าโดยสารให้กับเอกชน รวมไปถึงการพัฒนา คุณภาพชีวิตให้พี่น้องอย่างเป็นระบบ ลดการรถติดลงในกรุงเทพมหานครเพราะพี่น้อง ไม่จำเป็นต้องใช้รถ และยังสามารถลดฝุ่นพิษ หรือว่า PM2.5 อย่างยั่งยืนจากต้นตอได้ด้วย
ท้ายที่สุดนี้ครับท่านประธาน ผมมั่นใจว่าเราจะเห็นชอบ พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ที่เสนอโดย ครม. นี้ไปด้วยกันเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เปลี่ยนระบบตั๋วใครตั๋วมัน ให้เป็นระบบตั๋วร่วมใช้ใบเดียวเดินทางได้ทุกระบบให้สำเร็จภายใต้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ขอบคุณครับ