ปารเมศ เสนอแผนแก้วิกฤติฝุ่น PM2.5 รณรงค์ลดพลังงานฟอสซิล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘

ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ อภิปรายเรื่องวิกฤติฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกกลุ่มและขอให้เจ้าหน้าที่เปิดสไลด์ประกอบการนำเสนอ โดยเสนอประสบการณ์การจัดการปัญหาจากจีนและเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างจริงจัง พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขผังเมืองเพื่อลดมลพิษอุตสาหกรรมโดยให้อำนาจท้องถิ่นจัดการอย่างเด็ดขาด และเสนอแผนลดการใช้พลังงานฟอสซิล เพิ่มพื้นที่สีเขียว จัดตั้งกองกำลังตำรวจสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์หลักเกณฑ์ของหน่วยงานรัฐที่ล้าหลังและเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศสงครามกับมลพิษเพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์

นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ วันนี้ผมต้องลุกขึ้นยืนอภิปราย ในฐานะตัวแทนประชาชนคนไทยที่กำลังประสบกับปัญหาวิกฤติฝุ่น PM2.5 ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าคุณจะเป็นคนรวย คนจน โดนกันถ้วนหน้าครับ ขอสไลด์ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นผู้ประสบภัยเช่นกัน เสียงของวันนี้ผมอาจจะไม่เหมือนปกติ อาจจะแหบ เล็กน้อย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมไปลงพื้นที่เขตดุสิตและเขตพระนคร เป็นเวลา ๖ ชั่วโมง รวมกันครับ กลับมาตอนเย็นผมก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว แสบคอ คัดจมูก มีน้ำมูก ผ่านมาแล้ว ๕ วัน เสียงผมยังเป็นอย่างนี้อยู่เลยครับ หลาย ๆ ท่าน เพื่อนสมาชิกต่าง ๆ ก็ได้พูดกัน มาอย่างยาวนานแล้วในสภาแห่งนี้ แต่ผมเองก็ยังไม่เห็นแนวทางมาตรการการป้องกันและ การขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ช่วงวิกฤติฝุ่นก็นำปัญหานี้มาพูด แต่พอวิกฤติฝุ่นหายไป สักพักเรื่องนี้ก็เงียบไป ไม่เห็นความต่อเนื่องจนประชาชนต้องถามว่าเมื่อไรเราจะได้หายใจ ในอากาศสะอาดสักที สไลด์ถัดไปเลยครับ ผมต้องขอเล่าประสบการณ์ตรงที่สามารถถอดมา เป็นบทเรียนได้จากการที่ผมเคยได้ไปเรียนและศึกษาอยู่ประเทศจีนเป็นเวลากว่า ๘ ปี ย้อนกลับไปเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว บนสไลด์นี่คือภาพของกรุงปักกิ่งที่ผมมีโอกาสได้ไปใช้ชีวิต และผ่านมาเพียงไม่กี่ปีเราก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลง พลิกฟ้า พลิกดินเลยครับ สมัยนั้นค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งแตะสูงสุด ๓๐๐-๔๐๐ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนตอนที่ผมอายุเฉลี่ยไม่ต่ำ กว่า ๑๕๐-๑๘๐ เลย ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งหมอกควันของโลก แต่เมื่อผมกลับไปเยือน ปักกิ่งอีกทีเมื่อปีที่แล้ว ฟ้าใสก็สะอาด ค่าฝุ่นในหลายพื้นที่ลดเหลือเพียงหลักสิบเท่านั้น นี่คือ ผลจากการที่รัฐบาลจีนประกาศสงครามต่อสู้กับฝุ่นมลพิษที่เอาจริงเอาจัง บังคับใช้กฎหมาย อย่างเข้มงวดและเด็ดขาด จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้รัฐบาลจีนได้ประกาศชัยชนะทวงคืนท้องฟ้า ในหลาย ๆ พื้นที่ที่สดใสให้กับประชาชนชาวจีน ผมอยากเห็นท่านนายกรัฐมนตรีของเรา เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ ไม่ต้องรอให้เป็นข่าว ไม่ต้องรอให้เป็นกระแส แต่ทำในฐานะผู้บริหาร สูงสุดของประเทศ เพราะคนไทย ๖๐ ล้านกว่าคนรอความหวังจากท่านอยู่ครับ วันนี้ผมจะ ขอนำเสนอให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทุกท่านได้ฟังว่าประเทศจีนเขาจัดการกับปัญหา นี้อย่างไรบ้าง คร่าว ๆ นะครับ สไลด์ถัดไปเลยครับ

๑. ควบคุมและจัดทำผังเมืองกับพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม โดยใช้นโยบาย ส่งเสริมเพื่อย้ายฐานถิ่นการผลิตให้ห่างไกลจากพื้นที่ประชากรหนาแน่น หากมีการละเมิด หรือลักลอบจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด

๒. ให้อำนาจเต็มกับผู้บริหารท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาคในการจัดการปัญหา ดังกล่าว ถ้าเทียบกับบ้านเราก็คือระดับผู้ว่าและนายก อบจ.

๓. ลดการใช้งานพลังงานฟอสซิล และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน สะอาดภาคประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่กั๊กเหมือนบ้านเรานะครับ สุดท้ายทำไปทำมาก็อยู่ใน โควตาสัดส่วนสัมปทานของนายทุน ประเทศจีนได้บรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานสะอาด หมุนเวียนจากแหล่งที่ไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลกว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศไทยตอนนี้ มีเพียงประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

๔. ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ใช้พื้นที่ทุกพื้นที่ให้เป็นประโยชน์สูงสุด ใช้ต้นไม้ให้ต้นไม้ ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องฟอกอากาศตามธรรมชาติ จนปักกิ่งมีสัดส่วนพื้นที่สีเขียวในเมืองถึง ๔๕ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่กรุงเทพมหานครตอนนี้มีพื้นที่สีเขียวเพียง ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ครับ

๕. ติดตั้งเครื่องกรองอากาศขนาดใหญ่ในพื้นที่วิกฤติ เช่น ย่านธุรกิจหรือ สถานีขนส่ง สถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน

๖. จัดตั้งกองกำลังตำรวจสิ่งแวดล้อม อันนี้ประเทศจีนเขาจัดตั้งเลยนะครับ กองกำลังหน่วยงานพิเศษให้มีตำรวจคอยตรวจตราและจับตาอย่างเคร่งครัดเข้มงวดนะครับ เป็นหน่วยงานพิเศษเลย อันนี้เราน่าศึกษานะครับ

๗. ส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า EV แบบครบวงจร มีเป้าหมายเชิงนโยบาย และอุดหนุนการเงินที่ชัดเจน รวมถึงนโยบายจูงใจต่าง ๆ สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าพลังงาน สะอาดและเพิ่มหลักเกณฑ์และข้อจำกัดสำหรับรถสันดาปครับ จนทำให้จีนมีสัดส่วนยอดขาย รถพลังงานไฟฟ้ามากถึง ๔๘ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๐๒๔ รวมถึงส่งเสริมขยายสถานี Change ไฟ มากกว่า ๖ ล้านจุด โดยเมืองปักกิ่งเปลี่ยนรถแท็กซี่เก่าจำนวน ๓๐,๐๐๐ คันภายใน ระยะเวลา ๓ ปีเท่านั้น ปิดสไลด์ได้เลยครับ ผมอยากจะเสริมในเรื่องประเด็นของยานยนต์ ไฟฟ้า EV ครับ ล่าสุดผมเชิญหลาย ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสอบถามเกี่ยวกับนโยบาย ยานยนต์ไฟฟ้า แต่สิ่งที่ผมได้นะครับ ประกาศจากสำนักงบในหลักเกณฑ์การใช้ของหน่วยงาน ภาครัฐและภาคราชการ กฎเกณฑ์และ Spec ต่าง ๆ ล้าหลังมากครับ เพิ่งประกาศมา ๓ เดือนที่แล้วแต่เป็น Spec ของ ๓ ปีที่แล้วครับ แล้วอย่างนี้เราจะมีหน้าไปเป็นต้นแบบให้ เอกชนได้อย่างไร เรายังใช้ Spec เก่า แล้วเราจะไปบอกให้ประชาชนให้เอกชนเขาใช้ แล้วเรา ไม่อายตัวเองหรือครับ หน่วยงานราชการเราควรจะปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อเทคโนโลยี และสังคมไม่ใช่ล้าหลังแบบนี้ครับ นี่เป็นเพียงมาตรการบางส่วนเท่านั้นที่ผมได้พูดมาของ ประเทศจีน บางส่วนทำได้บางส่วนอาจจะทำไม่ได้ไม่เป็นอะไรครับ วันนี้หากนายกยัง ไม่เอาจริงเราก็คงจะได้อภิปรายวนเวียนซ้ำซากอยู่ในสภานี้โดยที่ไม่มีผลลัพธ์ที่ประชาชน จับต้องได้ สุดท้ายครับ ผมฝากสุภาษิตจีนโบราณที่บอกว่า เชียนจิน หนานม่าย เจี้ยนคังเซิน แปลว่าทอง ๑ พันชั่งก็ไม่อาจซื้อสุขภาพที่ดีได้ ท่านนายกต้องประกาศสงครามกับฝุ่นมลพิษ ได้แล้วครับ คืนอากาศบริสุทธิ์ให้กับประชาชนคนไทยสักทีครับ ขอบคุณครับ