วราวุธ เปิดตัว "ห้าคูณห้า ฝ่าวิกฤติประชากร" แก้ปัญหาโครงสร้างประชาก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘

ศิลปอาชา ตอบคำถามเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลเพื่อเอื้อต่อการมีลูกโดยนำเสนอนโยบาย "ห้าคูณห้า ฝ่าวิกฤติประชากร" ซึ่งมีเป้าหมายแก้ไขปัญหาโครงสร้างประชากรผ่านการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อ พร้อมอธิบายยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กและผู้สูง

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขออนุญาตตอบคำถามกระทู้ถามของ สมาชิกศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ จากพรรคประชาชน กรณีเกี่ยวกับ นโยบายของรัฐบาลที่เอื้อต่อการมีลูกนะครับ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมท่านสมาชิกมีการทำ Research แล้วก็มีข้อเสนอแนะที่ดีหลายอย่าง แต่ไม่ใช่ว่าทางรัฐบาลจะไม่มี แล้วก็มี บางประเด็นที่บันได ๖ ขั้นเมื่อสักครู่ที่ทางรัฐบาลเห็นพ้องและมีบางประเด็นที่เราเห็นต่าง ขออนุญาตว่าปัจจุบันเมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาทางกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ได้เชิญทุกกระทรวงมาทำ Workshop ด้วยกัน ทุกกระทรวงคือ ๒๐ กระทรวงในประเทศไทยเลย เป็นผู้บริหารระดับกระทรวงมาไม่ใช่เป็นระดับ ผอ. แต่เป็น Key Decision Maker ของแต่ละกระทรวงมา นอกจากนั้นเรายังเชิญองค์กรนานาชาติ ระหว่างประเทศอีก ๘ องค์กร มีทั้ง UNDP UNFPA UNWOMEN UNICEF UN-HABITAT รวมถึง UNV เกี่ยวกับ Volunteers ของ UN รวมถึง World Bank แล้วก็ WHO World Health Organization ทั้งหมดเหล่านี้เรามาทำ Workshop กัน แล้วเราตกผลึกกันออกมา เป็นนโยบายของรัฐบาล เราเรียกว่านโยบาย ๕ คูณ ๕ ฝ่าวิกฤติประชากร นโยบายนี้ได้รับ ผ่านการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อตอนเดือนเมษายน ๒๕๖๗ และตอนช่วงปลายเดือน เมษายนปีที่แล้ว ผมเองได้นำนโยบายนี้ไปนำเสนอต่อที่ประชุมของสหประชาชาติเป็น กรรมาธิการว่าด้วยประชากรและการพัฒนาเมื่อตอนปลายเดือนเมษายนปีที่แล้ว รายละเอียดของนโยบาย ๕ คูณ ๕ ฝ่าวิกฤติประชากรครับท่านประธาน ๕ คูณ ๕ คืออะไร คือนโยบายที่มีอยู่ด้วยกัน ๕ ยุทธศาสตร์ แล้วแต่ละยุทธศาสตร์นั้นจะมี ๕ มาตรการด้วยกัน บางประเด็นจะสอดคล้องกับบันได ๖ ขั้นที่ท่านสมาชิกได้นำเสนอเมื่อสักครู่ เพราะว่า ยุทธศาสตร์แรกเราพูดกันถึงการสร้างศักยภาพให้กับคนวัยทำงาน เอื้อให้พวกเขาเหล่านั้น มีงานการที่สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอในการที่จะเลี้ยงดูครอบครัว รวมไปถึงการมีที่พัก อาศัยที่เพียงพอ หนึ่งในนโยบายสำคัญนั้นวันนี้รัฐบาลได้มีนโยบายบ้านเพื่อคนไทยออกมา นี่ก็เป็นหนึ่งในแนวทางที่จะสนับสนุนเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับคนในวัยทำงาน ทำให้เขานั้น จะมีครอบครัวได้อย่างมั่นคง และที่สำคัญเตรียมตัวเข้าสู่วัยของสังคมสูงอายุด้วยของคน วัยทำงาน

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ครับท่านประธาน เป็นยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเด็ก จะคล้ายคลึงกับที่ท่านสมาชิกได้กล่าวเมื่อสักครู่คือว่า ถึงแม้ว่าปัจจุบันเด็กเราจะมีน้อยลง ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคนเท่านั้นที่เพิ่งเกิดมาเมื่อปี ๒๕๖๗ เราต้องทำให้เขามีคุณภาพ มากขึ้น มีคุณภาพทั้งกาย พัฒนาทั้งกายและด้านจิตใจ ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ จะครอบคลุมหลายกระทรวงด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวง วัฒนธรรม กระทรวงคมนาคม จึงเป็นเหตุให้นโยบายที่ผมพูดถึงนี้มาจากทั้ง ๒๐ กระทรวง และหน่วยงานนานาชาติด้วย

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ เราพูดถึงเรื่องคนทำงานแล้ว เราพูดถึงเรื่องเด็กเล็กแล้ว ยุทธศาสตร์ที่ ๓ เราพูดถึงเรื่องคนผู้สูงอายุซึ่งจะคล้าย ๆ กันอีกเช่นกัน เพราะว่าการที่จะต้อง ดูแลผู้สูงอายุทำให้พวกเขาเหล่านั้นมี Active Ageing หรือว่าอย่างกระฉับกระเฉงอยู่ในวัย เกษียณเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้พวกเขาเหล่านั้นเป็นกำลังในการที่จะผลักดันเศรษฐกิจของ ประเทศไทย สังคมไทยเดินไปข้างหน้า และที่สำคัญคนสูงอายุในวันนี้ไม่ใช่สถานะเดียวกันกับ เมื่อ ๔๐ ๕๐ ปีที่แล้ว คนอายุ ๖๐-๗๐ ปีในวันนี้ครับท่านประธาน มีกำลังทั้งกำลังกาย กำลัง สมอง ต่างจากเมื่อ ๓๐ ๔๐ ปีที่แล้ว ดังนั้นผู้สูงอายุเหล่านี้จะสามารถมาเป็นกำลังได้อีก แนวทางหนึ่ง

ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ท่านประธานครับ เราพูดถึงการเสริมพลังให้กับคนพิการ ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ท่านสมาชิกได้กล่าวสักครู่ ในการนี้ทางกระทรวง พม. เราได้ลงนาม ใน MOU กับกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง อว. ในการใช้เงินจากกองทุนส่งเสริมและ พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้กับทุก ๆ สถาบันการศึกษาระดับสูงทั่วประเทศ แล้วก็ Recruit คนพิการเข้ามาแห่งละประมาณ ๕๐-๖๐ คน และประสานงานกับภาคเอกชนที่อยู่ ในพื้นที่ของแต่ละมหาวิทยาลัยในการที่จะหางานให้กับคนพิการต่าง ๆ โครงการนี้เราได้ ทดลองทำ Pilot Project มาเมื่อตอนปี ๒๕๖๗ ท่านประธานครับ แล้วเราใช้กับ ๖ มหาวิทยาลัย ภาคเหนือ กลาง อีสาน ใต้ มีทั้ง มช. มข. ลาดกระบัง มีบางมด มีทั้งสวนดุสิต ที่สุพรรณบุรี แล้วก็ มอ. ที่สงขลา เราทดลอง Recruit คนพิการมา ๓๐๐ คนทั่วประเทศ แล้วท้ายที่สุดประมาณ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของคนที่เราได้ทดลองนั้นมีงานทำ ดังนั้นปีนี้ เราถึงได้ขยายผลเซ็นสัญญาลงนามใน MOU กับ อว. แล้วก็กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อที่จะให้ คนพิการนั้นได้มี เรียกว่ามีกำลังที่จะสามารถ Support ตัวเองได้ในสังคม

ยุทธศาสตร์สุดท้าย เกี่ยวกับเรื่องการสร้างระบบนิเวศที่จะทำให้คนทุกวัย คนทุก Gen นั้นสามารถอยู่ด้วยกันได้ แล้วก็สามารถทำให้รู้สึกอยู่ปลอดภัย เติบโตขึ้นมาใน สภาพแวดล้อมที่เอื้อให้กับคนแต่ละรุ่นนั้นอยู่ด้วยกัน ทำให้คนรุ่นใหม่นั้นสามารถมีความหวัง ในการที่จะมีครอบครัว แล้วก็สามารถ Support ลูกที่จะเกิดขึ้นมาในอนาคตได้ ดังนั้นปัจจัย ต่าง ๆ เหล่านี้แน่นอนอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวครับ ไม่ใช่ของ พม. อย่างเดียว แต่วันนี้ต้อง เรียนว่ารัฐบาลมีนโยบายนี้ออกมาแล้วทุกกระทรวงกำลังเร่งดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นระบบ การขนส่งสาธารณะเพื่อที่จะเอื้อให้คนทำงานนั้นเดินทางได้สะดวกมากขึ้น ในอีก หลาย ๆ ส่วนตามที่ผมได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ ดังนั้นนโยบาย ๕ คูณ ๕ ฝ่าวิกฤติประชากร ก็เป็นคำตอบที่ทางรัฐบาลนั้นมีในการที่จะแก้ปัญหาวิกฤติ ไม่ใช่เพียงแค่เด็กเกิดใหม่น้อยครับ แต่เป็นปัญหาวิกฤติโครงสร้างประชากร เพราะว่าการที่มีเด็กเกิดน้อย มีผู้สูงอายุเยอะ และในอนาคตอันใกล้ที่เราจะมีแรงงานน้อยลงนั้นภาพรวมนี้เราเรียกว่าเป็น Population Crisis หรือเป็นวิกฤติโครงสร้างประชากร ซึ่งวันนี้ต้องเรียนว่ายังไม่มีประเทศไหนในโลก ที่ประสบความสำเร็จในการที่จะเพิ่มจำนวนประชากร เพราะว่ามันไม่ใช่เพียงแค่เงิน อย่างเดียว ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกจากการที่ทำข้อมูลมาเยอะจะทราบดีว่าแม้แต่สิงคโปร์ ให้กันขนาดนี้ประชากรของสิงคโปร์เด็กเกิดใหม่ก็ยังไม่เพิ่มขึ้น ดังนั้นวันนี้เราหวังเป็นอย่างยิ่ง ครับว่านโยบาย ๕ คูณ ๕ ฝ่าวิกฤติประชากร จะสามารถตอบคำถามแล้วก็ทำให้ประชากร เด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยได้มีเพิ่มมากขึ้นครับ กราบขอบพระคุณครับ