สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ หารือเรื่องการเผาอ้อย ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน และเรียกร้องให้เกษตรกรและโรงงานมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ โดยเสนอระบบใหม่ในการผลิตไฟฟ้าจากใบอ้อยและชานอ้อย และให้เกษตรกรได้รับรายได้เสริมจากการขายใบอ้อยและชานอ้อยให้กับโรงงาน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

อย่าถึง ขั้นต้องนำไปตัดคอทิ้งเลยนะครับ ผมเรียนกับท่านอย่างนี้ครับ เอาหลักง่าย ๆ คือเราพยายาม จะช่วยกันลด PM2.5 แล้วทุกคนก็ให้ความร่วมมือ ผมยืนยันกับท่านว่าผมไม่มีการเลือก ปฏิบัติแน่นอน ตั้งแต่ผมมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ท่านเห็นเลยและผม ไม่ใช่รัฐมนตรีที่นั่งอยู่เฉย ๆ ในห้องแอร์นะครับ ผมออกไปตรวจจับ เรื่องการจัดระบบใหม่ ในภาคอุตสาหกรรมนี้ ปัญหากากอุตสาหกรรม ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพนี่ พวกโรงเหล็ก ที่แอบลักลอบนำมาเอาของไม่ได้คุณภาพมาผลิตหรือนำเข้ามาในประเทศนี้ ไปหลอกขายอยู่ แล้วก็ทำร้ายไม่ใช่แค่คนไทยอย่างเดียวคือธุรกิจของประเทศไทยด้วย ผมสั่งปิดสั่งจับ มาหมดแล้วครับ ดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดครับ จนวันนี้เขาวางค่าตัวไว้แล้วว่ามีเงิน ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาทจะมาย้ายรัฐมนตรี แต่ผมไม่เคยกลัวหรอกครับเพราะผมมีหน้าที่ที่จะต้องทำ มีความ รับผิดชอบที่ต้องทำครับ แล้วรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมนะครับ ในส่วนของอ้อยผมบอก แล้วว่าเรามีกฎหมายพิเศษ มี พ.ร.บ. พิเศษ กระทรวงอุตสาหกรรมดู แล้ววันนี้ก็ได้รับความ ร่วมมือจากทั้งเกษตรกรแล้วก็โรงงาน ตัวเลขการเผาอ้อยน้อยที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ ๑๑ กว่าเปอร์เซ็นต์ ผมว่าน่าจะเป็นความภาคภูมิใจนะครับ แต่ผมก็ไม่ได้คิดที่จะใช้มาตรการ ใช้ไม้แข็งอย่างเดียว ใช้มาตรการไปบังคับอย่างเดียว หรือบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่างเดียว ซึ่งในการบังคับใช้กฎหมายนี้ถ้ามันไม่เผาหรือไม่เผาเกินมันก็ไม่ถูกปิดหรอกครับ แต่วันนี้ผมว่าต้องมาช่วยกันคิดมากกว่าว่าจะสร้างระบบใหม่อย่างไร เรื่องแรงจูงใจนี่ การช่วยเหลืออ้อยสด ๑๒๐ บาท ปีนี้ก็มาปรับมาตรการใหม่เอาอ้อยสดผสมกับเรื่องใบเข้าไป ผมได้เสนอเข้า ครม. ไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนแล้ว แต่ผมก็ไม่อยากให้แรงจูงใจเป็นการให้ เงินเปล่าทุกปี ๆ ปีหนึ่งเกือบหมื่นล้านบาทครับ อยากจะสร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจของ อ้อยน้ำตาลทรายก็คือนำตัวซากของเหลือนี้ของส่วนอ้อย จะเป็นใบ เป็นชาน เป็นกากอ้อย อะไรก็แล้วแต่ไปผลิตไฟฟ้าครับ ถ้ามีระบบ มีแรงจูงใจที่เกิดขึ้นจากมูลค่าทางเศรษฐกิจ คือไปขายไฟ โรงงานไปขายไฟ ส่วนเกษตรกรแทนที่จะเผาตัดใบเสร็จรวบรวมใบ ส่งใบให้กับ โรงงาน ก็ขายใบให้กับโรงงานแล้วโรงงานก็นำไปผลิตไฟ ถ้ากำหนดราคาที่เป็นธรรม โรงงาน ก็ได้บวก Premium เข้าไปส่วนต่างตรงนี้ก็เอามาทอยกลับคืนมาให้กับพี่น้องเกษตรกร แทนที่จะเผาตัดใบส่งโรงงานก็เป็นรายได้เสริมให้กับเขาอีก ไม่ต้องมาเสียเงิน ๑๒๐ บาท ต่อตันปีละหมื่นล้านบาท ซึ่งตอนนี้สำหรับฤดูกาลถัดไปนี้ถ้าเราช่วยกันทำงาน ผมตั้งใจว่า จะต้องวางระบบนี้ให้เสร็จก่อนฤดูเปิดหีบปีหน้า เพราะหลายครั้งมาตรการที่เราประกาศ ออกมาไปประกาศหลังจากที่เปิดหีบไปแล้วครับน่าเสียดาย เกษตรกรก็ไม่รู้ว่าทำดีควรจะทำ อย่างไร ทำดีแล้วได้อะไร แต่ผมมีความตั้งใจมากว่าจะประกาศนโยบายก่อนที่จะมีการ เปิดหีบ และเป็นที่มาว่าทำไมผมเสนอมาตรการช่วยเหลือไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน แล้วถึงแม้ผมไม่สามารถประกาศได้เพราะ ครม. ยังไม่มีมติ ผมก็ให้ทั้งปลัดแล้วก็เลขา อ้อยน้ำตาลทรายได้ประกาศมาตรการออกไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอยืนยันว่า ไม่มีการเลือกปฏิบัติอย่างแน่นอน ผมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แล้ววันนี้ก็ขอบคุณโรงงาน น้ำตาล เกษตรกรที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แล้วผมก็ยืนยันว่ามาตรการของเราไม่ได้ มีเจตนาไปทำร้ายพี่น้องชาวเกษตรกรที่ทำอาชีพโดยสุจริต ทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากการ ตัดสินใจก็ต้องได้รับการเยียวยา แต่วันนี้การทำมาหากิน การประกอบการก็ขอให้มีความรับผิดชอบ สร้างรายได้แล้ว ก็ไม่สร้างผลกระทบกับชีวิตของพี่น้องประชาชน เพราะเราก็ทราบดีวันนี้เดินทางมาที่สภา ท่านเดินออกไปข้างนอกก็เห็นว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 วันนี้เป็นปัญหาระดับชาติ เป็นปัญหา ที่ทำร้ายสุขภาพ ทำร้ายชีวิตของพี่น้องประชาชน ผมก็ยังยืนยันว่าอ้อยอาจจะเป็นสัดส่วนที่ น้อยมาก หรืออาจจะเป็นสัดส่วนที่ไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญเลยก็ว่าได้ครับ แล้วยิ่งวันนี้เรารับ อ้อยเผา ๑๑ กว่าเปอร์เซ็นต์เองต่ำที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ แต่เมื่อเรามีกฎหมายพิเศษ เรามีระบบพิเศษเราก็ควรจะเป็นตัวอย่างที่ดี ผมหวังว่าถ้าเราทำกันสำเร็จความสำเร็จของ ระบบอ้อยน้ำตาลทรายจะถูกนำไปใช้กับพืชเศรษฐกิจอื่น ไม่ว่าจะเป็นข้าว เป็นข้าวโพด แทนที่จะเผาเอาไปใช้ประโยชน์ไปสร้างมูลค่าครับ เกษตรกรก็มีรายได้ไม่ต้องมาเผา ไม่ต้อง เพิ่ม PM2.5 ไม่ต้องทำร้ายชีวิตของพี่น้องประชาชน ก็ฝากไว้เท่านี้ครับ กราบขอบคุณครับ