เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อธิบายว่าการปิดโรงงานไทยอุดรธานีเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ของรัฐบาล โดยชี้ว่าการลดการเผาอ้อยลงเห
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม ก็ขอบคุณคำถามจากท่านธีระชัย แสนแก้ว เพื่อนสมาชิก ผมเรียนอย่างนี้ครับ จริง ๆ การปิดโรงงานไทยอุดรธานีก็ต้องพูดกันตรงไปตรงมาว่าเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ สำคัญของรัฐบาลชุดนี้ที่จะช่วยกันลดฝุ่น PM2.5 ถ้าท่านเดินทางมาสภาเช้านี้ท่านก็จะเห็นว่า ตอนนี้ในช่วงฤดูหนาว ในช่วงที่อากาศปิดเราจะประสบปัญหา PM2.5 เป็นปัญหาหลัก และเป็นปัญหาระดับประเทศ แล้วผมก็เรียนเลยว่าในภารกิจในการแก้ปัญหา PM2.5 ไม่มี เส้นแบ่งระหว่างพรรคการเมืองหรือรัฐมนตรีกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เป็นภารกิจที่ท่าน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญอย่างมาก ในส่วนของอ้อยก็ต้องเรียนว่าเป็นพืชเศรษฐกิจ ชนิดเดียวที่อยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรมเพราะมีพระราชบัญญัติพิเศษ คือ พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย ถึงแม้ว่าจากการศึกษามีนักวิชาการหลายคนบอกว่าปัญหา PM2.5 มีต้นตอที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของท่อไอเสียรถยนต์ หรือการเผา พืชเกษตร ซึ่งพืชเกษตรก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะอ้อย จะเป็นข้าว เป็นข้าวโพด อ้อยก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ผมมีความตั้งใจว่าในจังหวะที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผมอยากจะทำ ให้ดีที่สุด แล้วให้ตัวอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจ เป็นพืชเกษตรตัวอย่างที่เราสามารถทำมาค้าขาย เกษตรกรขายอ้อยได้ในราคาที่ดี โรงงานน้ำตาลเป็นอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญ ของประเทศนะครับ เราส่งออกน้ำตาลเป็นอันดับ ๒ ของโลก เป็นอุตสาหกรรมเป็นการทำ การเกษตรที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าทำได้ แล้วก็ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณทั้งโรงงาน ทั้งเกษตรกรวันนี้ตัวเลขการเผาอ้อยต่ำที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ เมื่อวานนี้ต่อวันที่เราตั้งเกณฑ์ ๒๕ เปอร์เซ็นต์เหลือเพียง ๑๑ เปอร์เซ็นต์กว่าเท่านั้น ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ สมัยก่อนนี้ ๕ ๖ ปีที่แล้วเผากัน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ลดลงมาเหลือปีที่แล้ว ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่จากการช่วยกันเมื่อวานนี้ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ครับ ทางฝั่งเกษตรกร โรงงานน้ำตาลทุกคน รวมถึงพวกเราเองจะได้พูดด้วยความภูมิใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ได้เกิดมาจากการ เผาอ้อย เพราะฉะนั้นผมก็ขออนุญาตนะครับ บางทีการตัดสินใจไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่าย แต่ว่าเราก็ต้องช่วยกัน แล้วการที่จะแก้ปัญหานี้บางทีมันก็มีต้นทุนที่ต้องจ่าย แต่ในเรื่องของ การลดการเผาอ้อยไม่ใช่เรื่องใหม่แล้วไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ เราได้สื่อสาร ได้ประกาศทุกปี ปีนี้ชัดเจนในการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายตั้งแต่เดือน ตุลาคม ระหว่างโรงงาน เกษตรกร แล้วก็กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ขอความร่วมมือลดการ เผาไม่ให้เกินวันละ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ขอให้โรงงานไม่รับอ้อยเผาเกินวันละ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจริง ๆ การเผาทุกวันนี้ก็เป็นการลักลอบเผา เพราะการเผาพืชเกษตรในที่โล่งผิดกฎหมาย สิ่งแวดล้อม เราไม่ได้มีอำนาจเข้าไปจัดการกับเกษตรกรที่เผาบนพื้นที่ แต่ผมเข้าใจว่า ทางกระทรวงมหาดไทยฝ่ายปกครองก็ใช้ความเข้มงวดอยู่ กระทรวงอุตสาหกรรมเราจะ ขอความร่วมมือกับโรงงานน้ำตาลไม่ให้รับอ้อยเผาเกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีการประกาศไว้ ล่วงหน้า แล้วผมต้องเรียนกับท่านว่าหนักไปกว่านั้นจริง ๆ มติของ ครม. ที่ส่งมาถึงผมได้ ขอความร่วมมือให้กระทรวงอุตสาหกรรมออกมาตรการ เพิ่มมาตรการงดรับอ้อยเผา โดยสิ้นเชิงด้วยซ้ำ แต่ผมเข้าใจครับตามที่ท่านได้พูดมาก่อนหน้านี้ บางทีการเผาก็ไม่ได้เกิด จากความตั้งใจ บางทีเกิดจาก Accident บางทีแปลงเล็กแปลงน้อย เนื่องจากวันนี้เรายังขาด ระบบ ขาดอุปกรณ์ที่จะเข้าไปตัดใบก่อนที่จะเข้าไปตัดตัวอ้อยก็ทำให้เกษตรกรต้องใช้วิธีเผา ก่อนที่จะเข้าไปตัดอ้อย แต่ทั้งหมดนี้ในการแก้ปัญหาผมยืนยันว่าไม่ใช่ใช้ความเข้มงวดในการ บังคับใช้กฎหมายอย่างเดียวเท่านั้น แต่ว่า ณ วันนี้ที่เราพูดคุยกันอยู่กำลังออกแบบระบบใหม่ ที่ใช้มูลค่าทางการเกษตรเป็นแรงจูงใจ ส่งเสริมให้เกษตรกรไปตัดใบ รวบรวมใบส่งโรงงาน แล้วผลิตไฟฟ้าขาย ซึ่งถ้าระบบนี้ออกมาสมบูรณ์แบบผมมั่นใจเลยครับว่าจากนี้ไปจะไม่มีใคร จะพยายามไม่เผาใบ ถ้าใครมาลักลอบเผาหรือมี Accident มาต้องช่วยกันกันไม่ให้เผา ด้วยซ้ำ เพราะตัวใบมันจะมีมูลค่าสามารถรวบรวมไปขายโรงงานนำไปผลิตไฟฟ้าต่อได้ ไปใช้ประโยชน์ได้ แล้วก็ไม่ต้องเสียเงินปีละเกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทไปชดเชยช่วยเหลือ อ้อยสดตันละ ๑๒๐ บาท ซึ่งมาตรการการช่วยเหลือชดเชยทั้งตัวอ้อยสดทั้งตัวใบ ผมก็ได้เสนอต่อ ครม. ไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนแล้ว ทีนี้ถ้ามาดูตัวเลขอย่างที่ผมบอก ณ วันนี้ตัวเลขดีครับ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ แต่หลังปีใหม่มาเราได้ออกคำสั่งให้หยุดรับอ้อยในช่วง ปีใหม่ สิ้นสุดวันที่ ๒ มกราคม หลังปีใหม่มาผมแล้วก็ทางกระทรวงตรวจดูตัวเลขการรับ อ้อยเผาทุกวันครับ เพื่อที่จะสื่อสารไปถึงโรงงานว่าตอนนี้เผาเยอะไปลดหน่อยได้ไหม ก็มีการ สื่อสารกับโรงงานตลอด ตัวเลขอันนี้ผมเรียนกับท่านโดยตรงว่าเราไม่ได้ดูเฉพาะตัวเปอร์เซ็นต์ สะสมเท่านั้น เราดูตัวเลข ๓ ตัวครับ ๑. ก็คือเปอร์เซ็นต์สะสมตั้งแต่ต้นฤดูกาลว่าเผาไป เท่าไร ตัวที่ ๒ ก็คือเปอร์เซ็นต์เผาต่อวัน เราจะดูว่าเมื่อมีสะสมเยอะถ้าเราสื่อสารไปต่อวัน เขาลดลงหรือเปล่า อีกส่วนหนึ่งก็คือตัวปริมาณการเผา บางโรงงานรับอ้อยสด อ้อยเผา ไม่เท่ากัน อ้อยไฟไหม้ไม่เท่ากัน ในส่วนของไทยอุดรธานี จริง ๆ ผมเองก็ไม่อยากจะไปนำ ตัวเลขออกมาประจานโรงงานเขา เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่เราได้ออกคำสั่งไปมีการพูดคุย สื่อสารผมก็ต้องพูดตรงไปตรงมาว่าทางโรงงานก็ให้ความร่วมมือดี ปัจจุบันรับอ้อยสด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำหลังจากที่ทางกระทรวงได้ออกคำสั่งไป แต่ก่อนวันที่อุตสาหกรรมจังหวัด เข้าไปตรวจโรงงาน ก็ต้องพูดตรงไปตรงมาว่าโรงงานไทยอุดรธานีมีปริมาณรับอ้อยเผาเป็น ปริมาณสูงสุดของประเทศครับ ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ตัน แล้วตัวเปอร์เซ็นต์ในวันที่ ๑๐ กับ ๑๑ ต่อวันก็เป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงสุด ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ โรงงานอื่น ๆ เมื่อเราเห็นตัวเลข ว่ามีการรับอ้อยเผาเกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์จากที่เราได้สื่อสารไป โรงงานอื่น ๆ ก็กดตัวเลข ลงหมดต่อวัน เราก็เห็นเลยครับว่าลดลงหมด ก็เหลืออยู่ไม่กี่โรงงานโดยเฉพาะในที่อุดรธานี ซึ่งโรงงานที่รับอ้อยเป็นปริมาณสูงสุด ๔๐๐,๐๐๐ ตันตั้งแต่ต้นฤดูกาลก็คือไทยอุดรธานี แล้วเปอร์เซ็นต์การรับอ้อยเผาต่อวันในวันที่อุตสาหกรรมจังหวัดเข้าไปตรวจของไทยอุดรธานี ก็มากสุดอยู่ที่ ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งการไปขอความร่วมมือกับโรงงานก็เป็นเรื่องที่เราทำ อยู่แล้ว ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ต้นฤดูกาลมานี้มีการออกไปขอความร่วมมือไปตรวจโรงงาน เป็นภารกิจที่ทางกระทรวงทำอยู่แล้ว แล้วโรงงานไทยอุดรธานีก็ไม่ใช่โรงงานแรกครับ ก่อนหน้านี้ก่อนปีใหม่ที่ลพบุรีก็มีอีก ๑ โรงงานที่เข้าไปตรวจแล้วพบเห็นว่าการประกอบการ ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งของไทยอุดรธานีพอเราเข้าไปขอความร่วมมือตรวจโรงงาน ทางอุตสาหกรรมจังหวัดก็เห็นว่าโรงไฟฟ้าที่ไปติดตั้งใกล้กับโรงงานน้ำตาลตัว Boiler ไม่ได้ มีมาตรฐาน ไม่ได้มีวิศวกรควบคุมก็ขอสั่งให้หยุด สั่งให้หยุดแล้วก็เพื่อที่จะไปปรับปรุง หลังจากนั้น ๒ วันเขาปรับปรุงเสร็จตอนนี้ก็ให้ทดลอง ซึ่งหมายความว่าสามารถรับอ้อยได้ โรงงานใน ๒ ๓ วันแรกก็ดีมากครับ รับอ้อยสด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ ส่วนอ้อยเผา ที่คาอยู่หลายพันคัน ท่านก็ทราบดีว่าผมเองให้ความสนใจกับเรื่องนี้มาก อุตสาหกรรมจังหวัด สั่งปิดโรงงานเพื่อจะลดการปล่อย PM2.5 เจตนาเราไม่ใช่ให้กระทบกับชีวิตหรือรายได้ ของพี่น้องเกษตรกร ผมนี่รับโทรศัพท์จนถึงเที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตีสอง และสั่งการเองวันนั้นเลย ด้วยซ้ำ ประสานทั้งโรงงาน ประสานทั้งสำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย แล้วก็จังหวัดอุดรธานีว่าตัวอ้อยที่มาคาอยู่หน้าโรงงานนี้ถึงแม้จะเป็นอ้อยเผาขอให้รับก่อน ได้ไหม ในที่สุดเลขาสำนักงานอ้อยน้ำตาลทรายก็มีหนังสือถึงโรงงานนะครับว่าขอความ ร่วมมือให้รับอ้อยจำนวนนั้นให้หมด ก็มีการรับอ้อยในจำนวนนั้น มีการเซ็น MOU กันในคืน วันนั้นด้วยซ้ำ เข้าใจว่ามีท่าน สส. เพื่อนสมาชิกไปเซ็น MOU ร่วมด้วย มีทั้งฝ่ายจังหวัด มีทั้งโรงงาน แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานอ้อยน้ำตาลทรายอยู่ด้วย แล้วผมยืนยันว่า เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากการปิดโรงงานถึงแม้จริง ๆ แล้วถ้าเราพบว่าโรงงานไหน ไม่ใช่เฉพาะเรื่องอ้อยน้ำตาลอย่างเดียว แต่โรงงานไหนที่ทำผิดกฎหมายประกอบการไม่ได้ มาตรฐานถูกสั่งปิดไป ความเสียหายที่เกิดขึ้นเขาต้องชดใช้เอง แต่เนื่องจากความเสียหาย ตรงนี้เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องชาวเกษตรกร ผมก็ได้กำชับกับเจ้าหน้าที่ว่าให้ไปตรวจดู ตัวเลขให้ชัด มีปริมาณกี่คัน กี่ตันที่รออยู่ไม่สามารถเข้าได้ แล้วถ้ารอนานเกินไปนี้อ้อยเน่า ไม่สามารถเข้าหีบได้ก็ให้จดตัวเลข บันทึกตัวเลขไว้หมดครับ ได้ประสานขอให้โรงงานนี้ ได้ช่วยเข้าไปชดเชย แล้วทางเราเองก็จะหามาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรทุกคน สำหรับทุกตันอ้อยครับ เพราะเข้าใจดีว่าอันนี้เป็นรายได้สำคัญของเขานะครับ เขาทำ การเกษตรมาทั้งปี ความตั้งใจของเราคือลดปัญหา PM2.5 ซึ่งวันนี้ผมก็ดีใจที่สามารถพูดกับ ท่านได้ว่ายอดการรับอ้อยเผาต่ำที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทยอยู่ที่ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ เราสามารถช่วยไม่ให้มีการปล่อย PM2.5 ได้ แต่สำหรับเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน ตัวอ้อยไปรออยู่ที่หน้าโรงงานไทยอุดรธานีผมก็พยายามแก้ไขด้วยทุกวิถีทาง ส่วนใหญ่ตอนนี้ ก็รับเข้าไปหีบเรียบร้อยหมดแล้ว ส่วนไหนที่เน่าก็จะมีมาตรการเยียวยาออกมาครับ ขออนุญาตตอบท่านเพื่อนสมาชิกไว้เท่านี้ก่อนครับ ขอบคุณครับ