วิทวิสิทธิ์ เสนอแก้ พ.ร.บ. โคนม ปรับระบบคิดราคาต้นทุนให้ครอบคลุมห่วงโซ่การผลิต

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๒ มกราคม ๒๕๖๘

วิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก อภิปรายร่างพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาจำนวนผู้เลี้ยงลดลง 6,007 ราย และต้นทุนอาหารสัตว์ที่สูงขึ้นจากการต้องซื้อจากจังหวัดข้างเคียง วิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก ระบุปัญหาต้นทุนอาหารโคนมที่ราคาสูงขึ้นและราคากลางน้ำนมดิบคงที่ ส่งผลให้เกษตรกรฟาร์มขนาดเล็กแบกรับภาระขาดทุนจนต้องเลิกกิจการ พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ความไม่ถูกต้องของข้อมูลต้นทุนจาก สศก. ที่ใช้วิธีการสุ่มเก็บแบบไม่ทั่วถึง วิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาราคาและคุณภาพน้ำนมดิบที่ส่งผลต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. โคนมและผลิตภัณฑ์นม เพื่อปรับปรุงระบบคิดราคาต้นทุนให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่การผลิต และเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาแบบฟอร์มออนไลน์สำหรับกรอกข้อมูลต้นทุน เพิ่มความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล ตลอดจนส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการฟาร์มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนของเกษตรกร

นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก ลำพูน

เรียนประธานสภาที่เคารพครับ ผม วิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูนจากพรรคประชาชนครับ ผมขอสนับสนุนและมีส่วนร่วมที่จะอภิปรายร่างพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอให้กับสภาแห่งนี้นะครับ โคนมเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ที่สำคัญที่ได้รับการส่งเสริมให้มีการเลี้ยงในประเทศ เนื่องจากมีความต้องการบริโภคน้ำนม เพิ่มมากขึ้นและเพิ่มอย่างต่อเนื่องขึ้นทุกปีครับ และเป็นการลดการนำเข้าน้ำนมจาก ต่างประเทศ แต่จำนวนผู้เลี้ยงโคนมกลับได้รับผลกระทบอย่างตรงกันข้ามครับ เพราะจาก การประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ครั้งที่ ๓ ประจำปี ๒๕๖๗ มูลค่าทาง เศรษฐกิจของน้ำนมดิบสูงถึง ๒๒,๖๖๐ ล้านบาท ขอสไลด์ที่ ๑ นะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

แต่สถานการณ์ผู้เลี้ยงโคนม มีจำนวน ลดลงจากปี ๒๕๖๖ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมีจำนวนถึง ๒๒,๕๐๗ ราย แต่ปัจจุบันปี ๒๕๖๗ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมลดลงเหลือเพียง ๑๖,๕๐๐ ราย เกษตรกรลดลงไปถึง ๖,๐๐๗ ราย หรือคิดเป็นร้อยละ ๒๖.๖๘ ซึ่งปัญหาดังกล่าวผมได้ลงพื้นที่เพื่อไปเก็บข้อมูลและสะท้อน ปัญหาจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่จังหวัดลำพูนของผมครับ ขอสไลด์ที่ ๒ ในช่วงเดือน กันยายน ๒๕๖๗ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในจังหวัดลำพูนลดเหลือเพียง ๓๗๙ ราย ลดลงไปถึง ๓๗ ราย และมีแนวโน้มที่จะลดลงไปอย่างต่อเนื่องครับ ซึ่งจากการเก็บข้อมูลผมสามารถที่จะ สรุปปัญหาในการลดลงของจำนวนผู้เลี้ยงโคนมได้อยู่ ๕ ประการ

ประการที่ ๑ ทางด้านต้นทุน เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนทางด้าน อาหารสัตว์ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นทั้งอาหารหยาบและอาหารข้น ทางด้านอาหารหยาบ ในจังหวัดลำพูนมีพื้นที่ในการเพาะปลูกที่จะปลูกสำหรับให้อาหารโคนมไม่เพียงพอ ต้องไปซื้อ อาหารหยาบไม่ว่าจะเป็นซังข้าวโพด ฟาง หรือหญ้าจากจังหวัดข้างเคียง ไม่ว่าจะเป็นจังหวัด ลำปาง จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพิษณุโลก หรือจังหวัดสุโขทัย ทำให้ต้นทุนทางด้านการขนส่ง เพิ่มมากขึ้น

ประการที่ ๒ ทางด้านอาหารข้น เช่น อาหารสำเร็จรูป ถั่วเหลือง มันเส้น เมล็ดข้าวโพดบด ซึ่งมีราคาผันผวนค่อนข้างมากและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นทุก ๆ ปีครับ แต่ราคากลางที่รับซื้อน้ำนมดิบยังคงที่ราคาเดิม ทำให้ส่วนต่างของราคาที่ผันผวนเกษตรกร ผู้เลี้ยงโคนมต้องแบกรับภาระทั้งหมด จึงเป็นสาเหตุหลักที่เกษตรกรในจังหวัดลำพูน เริ่มทยอยเลิกกิจการไปนะครับ

ประการที่ ๓ ปัญหาทางด้านราคาน้ำนมดิบ ราคาน้ำนมดิบในช่วงไตรมาสที่ ๒ ประจำปี ๒๕๖๗ ช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน เกษตรกรสามารถขายได้ในราคา ๒๐.๙๕ บาท ถึง ๒๒.๒๕ บาทต่อกิโลกรัม แต่ต้นทุนเฉลี่ยของฟาร์มขนาดเล็กที่มีโคนม อยู่จำนวน ๑-๒๐ ตัว ราคาต้นทุนอยู่ที่ ๑๙.๒๐ บาท ซึ่งเกษตรกรโคนมส่วนใหญ่ในพื้นที่ จังหวัดลำพูนของผมเป็นฟาร์มขนาดเล็กทำให้ราคาส่วนต่างที่เกษตรกรได้รับกำไรอยู่ที่ ๓.๕ บาท คิดง่าย ๆ เกษตรกรในฟาร์มขนาดเล็กที่จะส่งน้ำนมดิบได้วันละร้อยกิโลกรัม จะมีรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายจะเหลือเพียงวันละ ๓๓๐ บาท ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการสะท้อนข้อมูลทางด้านการคิดราคาต้นทุนจากเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน เศรษฐกิจการเกษตร หรือที่เราเรียกว่า สศก. การเก็บข้อมูลของเจ้าหน้าที่ สศก. จะใช้วิธีการ เก็บแบบสุ่ม ซึ่งผมเคยเข้าไปสอบถามกับเกษตรกรที่เคยได้รับการสุ่มจากเจ้าหน้าที่ ก็บอกว่า ข้อมูลที่ต้องกรอกนี่มีปริมาณที่มาก มีความยุ่งยากและมีความซับซ้อนการให้ข้อมูลกับ สศก. จะทำให้ข้อมูลที่ได้รับไปอาจจะไม่ถูกต้องและไม่เพียงพอ เพราะข้อมูลที่ สศก. ได้ไปเป็น การสุ่มอาจจะไม่ทั่วถึงครอบคลุมทุกพื้นที่นะครับ เพราะฉะนั้นเกษตรกรมีความกังวล ว่าข้อมูลที่ทาง สศก. ให้กับ Milk Board เพื่อเป็นการกำหนดราคาต้นทุนอาจจะไม่ถูกต้อง และไม่ครอบคลุมเท่าที่ควรครับ

ประการที่ ๔ เรื่องของปัญหาทางด้านคุณภาพของน้ำนมจะเป็น การต่อเนื่องมาจากการรับซื้อของราคาน้ำนม เพราะเกษตรกรขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบ เพราะรายได้ที่เขาได้รับมีรายได้ที่น้อยมากเฉลี่ยอยู่ที่ ๓๓๐ บาทต่อวัน เขาไม่สามารถที่จะนำ เงินทุนมาพัฒนาฟาร์ม หรือสามารถหาแหล่งอาหารข้นเพื่อให้โคนมได้บริโภคเพื่อผลิตน้ำนม ที่มีคุณภาพครับ ทำให้สหกรณ์โคนมหรือศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบปฏิเสธในการรับซื้อ หรือจะต้องกดราคาลงอีก เพราะเนื่องมาจากจำนวนจุลินทรีย์ที่สูงเกินไป หรือเนื้อนม ที่มีองค์ประกอบของไขมันหรือโปรตีนที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ปัญหาดังกล่าวทำให้เกษตรกร ในพื้นที่จังหวัดลำพูนของผมเริ่มทยอยที่จะเลิกกิจการไปครับ ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่ผม สนับสนุนในร่างของ พ.ร.บ. โคนมและผลิตภัณฑ์นม เพราะว่าในร่างของท่านวิโรจน์ มีวาระการประชุมที่ชัดเจน และมีเรื่องของการพิจารณาราคาต้นทุนที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่ อุปทานจะช่วยทำให้เกษตรกรบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผมยังมี ข้อเสนอแนะเพื่อให้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้สามารถพิจารณาได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น ก็คือ เรื่องของความแม่นยำและการครอบคลุมของทางด้านข้อมูล ทางด้านเรื่องของการคิด ราคาต้นทุนของ สศก. ควรจะทำแบบฟอร์มที่เกษตรกรเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อนและทำ แบบฟอร์มในรูปแบบของออนไลน์ เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทุกพื้นที่ทั่วประเทศสามารถ เข้าถึงข้อมูลและสามารถกรอกข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับ Milk Board ได้พิจารณา แหล่งต้นทุนที่แท้จริงครับ ข้อที่ ๒ สศก. ควรเปิดเผยข้อมูลที่นำมาคิดราคาต้นทุนเพื่อให้ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถปรับตัวได้เข้ากับภาวะเศรษฐกิจ

สุดท้ายประการที่ ๕ เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์นม ควรมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรมีองค์ความรู้ทางด้านการบริหารจัดการฟาร์ม ทั้งการบริหารต้นทุนฟาร์ม การทำบัญชีฟาร์ม รวมไปถึงการบริหารจัดการคุณภาพสำหรับ อาหารเพื่อให้โคนมได้ผลิตนมที่มีคุณภาพครับ สิ่งที่นำเสนอทั้ง ๕ ข้อที่ผ่านมาเพื่อเป็นการให้ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทยอยู่รอดกับสภาวะปัจจุบัน ขอบคุณครับท่านประธาน