วิโรจน์ เสนอแก้ Milk Board เพิ่มตัวแทนประชาชน รับมือเอฟทีเอ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๒ มกราคม ๒๕๖๘

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ชี้ปัญหาต้นทุนการผลิตสูงและราคาขายต่ำทำให้เกษตรกรโคนมขาดทุน จึงเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับข้อตกลงการค้าเสรี โดยปรับโครงสร้าง Milk Board ให้ลดข้าราชการ เพิ่มตัวแทนภาคประชาชนและเกษตรกร เพื่อความรวดเร็วในการแก้ปัญหาอุตสาหกรรม พร้อมกำหนดการประชุมอย่างน้อยปีละ ๔ ครั้ง และเสนอวาระประชุมเพื่อแก้ไขหลักเกณฑ์การคำนวณต้นทุนและราคารับซื้อน้ำนมโคตลอดห่วงโซ่อุปทาน

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันปัญหาใหญ่ที่สุดปัญหาหนึ่งในการเลี้ยงโคนมก็คือ ปัญหาด้านต้นทุนการผลิต ซึ่งมาจากอาหารสัตว์ ต้นทุนด้านพลังงานที่มีการปรับตัว เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ราคากลางรับซื้อน้ำนมดิบแม้ว่าจะได้รับการอนุมัติจาก Milk Board ให้ปรับราคาเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่การอนุมัติก็มักจะมีความล่าช้าและไม่สามารถ ที่จะชดเชยกับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อย่างทันท่วงทีเลยสักครั้ง ทำให้เกษตรกรโคนม เลิกกิจการไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณอุปทานน้ำนมดิบในตลาดลดลงตามลำดับ ท่านประธานครับ เนื่องจากนมและผลิตภัณฑ์นมที่อยู่ปลายน้ำเป็นสินค้าควบคุมที่ไม่สามารถ ปรับราคาได้ตามสภาวะทางเศรษฐกิจ จึงทำให้โรงงานแปรรูปนม ศูนย์รวมนมไม่อาจจะปรับ ราคารับซื้อน้ำมันดิบจากเกษตรกรได้โดยทันที ในขณะที่เกษตรกรต้องแบกรับกับภาระต้นทุน ค่าอาหารสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้น ต้นทุนด้านพลังงาน ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าแรงงาน ดอกเบี้ยสหกรณ์ที่เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ จนเกษตรกรจำนวนมากประสบกับภาวะขาดทุน ราคาปลายน้ำที่ตึงตัวเมื่อผนวกกับปัญหาหนี้สินและภาวะการขาดทุนของเกษตรกรโคนม ทำให้ตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมนมตั้งแต่เกษตรกรโคนม ศูนย์รวมนม จนกระทั่ง โรงงานแปรรูปไม่มีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องลดภาษีนำเข้าน้ำมันดิบ นมผงขาดมันเนย และเครื่องดื่มประเภทนม UHT จากประเทศออสเตรเลียและประเทศนิวซีแลนด์เป็น ๐ เปอร์เซ็นต์ ตามข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์ ซึ่งประเทศไทย เราได้ลงนามเอาไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ แต่ประเทศไทยของเราขอเวลาปรับตัวนานถึง ๒๐ ปี ท่านประธานครับ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลก่อน ๆ ไม่เคยที่จะดำเนินมาตรการในการสนับสนุน การปรับตัวที่มีประสิทธิผลต่อเกษตรกรโคนมเลย จนทำให้ ๒๐ ปีที่ผ่านมากลายเป็น ความสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง เหมือนซื้อเวลาหลอกให้เกษตรกรโคนมทยอยล้มตายไปเรื่อย ๆ ขาดทุนแล้วก็เลิกกิจการไปเรื่อย ๆ ดังนั้นเพื่อให้พระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม สามารถเป็นกลไกในการรักษาผลประโยชน์และสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง ในอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ อันได้แก่ เกษตรกรโคนม ศูนย์รวมนม โรงงานแปรรูปนม ตลอดจน ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมและผู้บริโภคเพื่อรองรับเอฟทีเอ ไทย-ออสเตรเลีย และ ไทย-นิวซีแลนด์ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับนี้โดยมี สาระสำคัญที่ผมจะนำเสนอต่อท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่าน

ประการแรก ก็คือการแก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการโคนมและ ผลิตภัณฑ์นมหรือที่เราเรียกกันอย่างคุ้นปากว่า Milk Board ให้มีความเชื่อมโยงกับ ภาคประชาชนและผู้ที่มีส่วนได้เสียในอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยลดจำนวนข้าราชการที่ซ้ำซ้อน ใน Milk Board ลง และเพิ่มผู้แทนของเกษตรกรโคนมและผู้แทนจากผู้บริโภคเข้าไปแทน ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน Milk Board แทนปลัดกระทรวง เกษตรและสหกรณ์เพื่อความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรโคนม ผู้ประกอบการ ผลิตภัณฑ์นม และผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงที สามารถเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหรือ ครม. ได้โดยทันที โดยมีปลัดกระทรวงทำหน้าที่เป็นรองประธาน ตัดเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือเลขาสภาพัฒน์ออกจาก Milk Board เนื่องจากมีผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและเลขาธิการสำนักงาน เศรษฐกิจการเกษตรเป็นองค์ประกอบอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้ไม่ได้มีความน่ากังวลใจใด ๆ ท่านประธานครับ เพราะจากรายงานผลการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา ๗๗ ของ รัฐธรรมนูญ สภาพัฒน์เองก็เห็นด้วยกับการตัดเลขาสภาพัฒน์ออกจาก Milk Board นอกจากนี้ยังเสนอให้เพิ่มตัวแทนเกษตรกรโคนม ๓ ท่าน เพิ่มผู้แทนจากสภาองค์กรของ ผู้บริโภคอีก ๑ ท่าน เข้าไปใน Milk Board และยังมีการปรับเปลี่ยนเลขาธิการของ Milk Board จากผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยหรือ อ.ส.ค. ซึ่งผู้อำนวยการ อ.ส.ค. ในโครงสร้างก็ยังคงเป็นคณะกรรมการใน Milk Board อยู่เช่นเดิม เพียงแต่ไม่ได้เป็นประธานเท่านั้นเอง โดยผมเสนอให้อธิบดีกรมปศุสัตว์มาเป็นเลขาธิการแทน เพื่อป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพราะว่า อ.ส.ค. มีวัตถุประสงค์ทางด้านอุตสาหกรรม โคนมแบบครบวงจร ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย สาระสำคัญอีกเรื่องหนึ่งในการแก้ไข พ.ร.บ. โคนมและผลิตภัณฑ์นมฉบับนี้ก็คือ การกำหนดหน้าที่ในการปฏิบัติงานของ Milk Board ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น สามารถ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรโคนม ศูนย์รวมนม ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นม และผู้บริโภค ได้อย่างทันท่วงที จึงกำหนดให้มีการประชุมไม่น้อยกว่าปีละ ๔ ครั้ง ในมาตรา ๙ โดยมีวาระ ที่ต้องพิจารณาทบทวนเป็นวาระประจำ อันได้แก่ นโยบายแผนงานและมาตรการเพื่อส่งเสริม และพัฒนาการเลี้ยงโคนม การผลิต และการจำหน่ายน้ำนมโค และผลิตภัณฑ์นมภายใน ประเทศและต่างประเทศ กำหนดปริมาณและเงื่อนไขการนำเข้าและการส่งออกน้ำนมโค นมผง และผลิตภัณฑ์นม ซึ่งทั้งหมดนี้มีความจำเป็นอย่างมากต่อการรับมือเอฟทีเอ ไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์

อีกวาระหนึ่งที่ผมเสนอให้เป็นวาระประชุมประจำก็คือการกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการในการคำนวณต้นทุนในการผลิตน้ำนมโค การกำหนดราคารับซื้อน้ำนมโคและ ผลิตภัณฑ์นมตลอดห่วงโซ่อุปทาน เริ่มตั้งแต่น้ำนมดิบ ศูนย์รวมนม โรงงานแปรรูปเพื่อให้ เกษตรกรและผู้ประกอบการเข้าใจที่มาที่ไปในการกำหนดราคา และจะได้เกิดความเป็นธรรม ตลอดห่วงโซ่อุปทาน แก้ไขปัญหาการเอารัดเอาเปรียบที่เกิดขึ้น สำหรับกรณีที่สำนักงาน เศรษฐกิจการเกษตรกังวลว่าจะเป็นการเปิดเผยความลับทางการค้า ผมยืนยันครับท่านประธาน ว่าไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลใด ๆ เพราะข้อมูลที่เปิดเผยนั้นเป็นข้อมูลการประมาณการได้มาจาก ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม ไม่ได้เป็นข้อมูลที่มาจากผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง และ ที่สำคัญครับท่านประธานการเปิดเผยในลักษณะนี้ยังได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๗ ของพระราชบัญญัติความลับทางการค้า โดยใน (๒) ข ได้ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ในกรณี จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้ามิให้ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิ ในความลับทางการค้าแต่อย่างใด ดังนั้นความกังวลที่เกิดขึ้นของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลแต่อย่างใด

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ในการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ก็คือการ กำหนดให้มีการเผยแพร่รายงานผลการดำเนินงานประจำปีของ Milk Board และรายงาน ผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการต่อสาธารณชนภายในระยะเวลา ๑ เดือน หลังจากที่ Milk Board รับรองรายงานการประชุม ทั้งนี้ก็คือเพื่อความโปร่งใสและเป็นประโยชน์ ต่อการปรับตัวของทั้งเกษตรกรโคนม ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมและผู้บริโภคทั้งระบบ การแก้ไข พ.ร.บ. โคนมในครั้งนี้ ท่านประธานครับ ผมยืนยันว่ามีความจำเป็นอย่างมาก เพื่อให้รัฐบาลสามารถปกป้องและส่งเสริมเกษตรกรโคนมและผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นม ให้สามารถรับมือกับเอฟทีเอ ไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์ได้อย่างทันท่วงที รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถเป็นที่พึ่งที่เกษตรกรโคนมสามารถ ฝากผีฝากไข้ได้ ในการเผชิญหน้ากับภาษีนำเข้านม ๐ เปอร์เซ็นต์จากออสเตรเลียและ นิวซีแลนด์ได้อย่างมั่นใจ ผมจึงขอให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรค ทุกท่าน ร่วมกันรับหลักการในการแก้ไขพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นมในครั้งนี้ด้วย ขอบพระคุณครับท่านประธาน