อนุสรณ์ แก้ววิเชียร อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน โดยชี้ให้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินและการบริหารจัดการที่ไม่ทั่วถึง พร้อมเสนอให้ท้องถิ่นมีอำนาจตัดสินใจในการใช้ประโยชน์จากที่ดินรกร้างว่างเปล่าเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนพื้นที่สีเขียว
เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม อนุสรณ์ แก้ววิเชียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี อำเภอบางกรวย ตำบลบางไผ่ พรรคประชาชน วันนี้ผมขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดยท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ก่อนอื่นผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ก่อนว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของที่ดินทั้งหมด กระจุกอยู่ที่คนรวยที่สุดเพียงแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของคนไทยไม่มีที่ดินเป็นของ ตนเอง วันนี้เป็นอะไรกันครับ พอเราพูดปัญหาเรื่องที่ดินกันทีไรมีคนร้อนรน มีคนทนไม่ได้ เพราะอะไรครับ เพราะที่ดินเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของผู้ที่มีความมั่งคั่งของประเทศนี้ นอกเหนือจากหุ้น ทองคำ ก็ที่ดินนี่ละครับ ที่ดินมันไม่สามารถเพิ่มปริมาณได้แล้ว จึงเป็น สัญลักษณ์แสดงความมั่งคั่งของกลุ่มคนบางกลุ่ม ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าตั้งแต่ มีการใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๗ การนำที่ดินมาบริหารจัดการเพื่อให้ใช้ ประโยชน์อย่างทั่วถึงมีบัญญัติไว้แล้วตั้งแต่ต้น ในปี ๒๔๙๗ ก็มีการพูดถึงไว้ในมาตรา ๖ ว่าที่ดินที่รกร้างว่างเปล่าหรือไม่ได้รับการใช้ประโยชน์ให้ตกเป็นของรัฐภายในระยะเวลา ที่กำหนด เช่น โฉนดที่ดินก็ใช้เวลา ๑๐ ปี ที่ดินที่ไม่มีโฉนดที่ดินก็ใช้เวลา ๓ ปี หลังจากนั้นหลังจากมีการใช้ประมวลกฎหมายที่ดินมามีประกาศคณะปฏิวัติ ซึ่งอันนี้ผมก็ ไม่เข้าใจว่ามันค้างอยู่ในระบบกฎหมายเราได้อย่างไร สภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือองค์กร นิติบัญญัติยอมให้คำสั่งคณะปฏิวัติอยู่ในพระราชบัญญัติได้อย่างไร ปัจจุบันนี้ประกาศ คณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๙๖ ก็ไปเพิ่มเติมเงื่อนไขในมาตรา ๖ ของประมวลกฎหมายที่ดินว่า เมื่อท่านไม่ใช้ที่ดินแล้วให้อธิบดีกรมที่ดินไปยื่นคำร้องต่อศาล มันทำให้ขั้นตอนยากขึ้นนะครับ ต่อมามีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ระบุถึงการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในมาตรา ๑๓๘๒ กรณีที่มีบุคคลเข้าไปครอบครองที่ดินของบุคคลอื่นโดยสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนา เป็นเจ้าของ ระยะเวลาถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ก็ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา ๑๐ ปี แต่ถ้า เป็นสังหาริมทรัพย์ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา ๕ ปี ถามว่าเหตุผลที่ผมยกอันนี้มาอภิปราย คืออะไรครับ ผมกำลังจะบอกเพื่อนสมาชิกว่าการแย้งซึ่งกรรมสิทธิ์หรือการรอนสิทธิ ซึ่งกรรมสิทธิ์มันมีบัญญัติอยู่ในกฎหมายครับ ในประมวลกฎหมายที่ดินดึงกรรมสิทธิ์ของคน ที่ปล่อยทิ้งร้าง รกร้างว่างเปล่า ไม่ใช้ประโยชน์ให้มาเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ ส่วนในประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในมาตรา ๑๓๘๒ เป็นการเอากรรมสิทธิ์มาเป็นของบุคคลคนอื่น ท่านจะเห็นตรงนี้มันคือการแย่งกันซึ่งกรรมสิทธิ์ ฝ่ายหนึ่งคือให้ไปเป็นของรัฐ อีกฝ่ายหนึ่ง ให้มาเป็นของเอกชน แต่สิ่งที่ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นำเสนอนี้ไม่ได้เป็นการแย่ง กรรมสิทธิ์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องดิ้นรน Landlord ทั้งหลายไม่ต้องดิ้นรน ไม่ได้แย่งกรรมสิทธิ์ เพียงแต่ว่าเอาทรัพย์สินนี้มาใช้ประโยชน์กับประชาชน วันนี้เราต้อง ยอมรับว่ากฎหมายของประเทศเราไม่มีการระบุถึงที่รกร้างว่างเปล่า นอกเหนือจากของ เอกชนแล้วผมอยากพูดไปถึงหน่วยงานของรัฐบางหน่วยงานที่ถือครองที่ดินจำนวนมาก แล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์ ท่านทิ้งไว้ทำไม มันยังมีพี่น้องประชาชนของเราอีก ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่มีที่ทำกิน แล้วมันมีปัญหาอะไรมากมายในสภาแห่งนี้นักหรือครับ เวลาที่เราจะโอน อำนาจของเราให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เขามาจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนเหมือนกัน กับเราในสภาแห่งนี้ กฎหมายของท่านณัฐพงษ์ไม่ได้บอกว่าที่ดินทุกแปลงที่รกร้างว่างเปล่า ต้องถูกนำไปใช้ประโยชน์แบบนี้นะครับ ท้องถิ่นเขามีดุลพินิจครับ เขาเลือกได้ว่าแปลงไหน สมควรใช้ประโยชน์ แปลงไหนไม่สมควรใช้ประโยชน์ นอกเหนือจากนั้นกฎหมายเขียนไว้ ในวรรคสองในร่างกฎหมายอย่างชัดเจนว่า ให้อธิบดีไปออกระเบียบในการแปลงสภาพที่ดิน มันจะอยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหาร ท่านเป็นรัฐบาลท่านก็ไปออกกฎระเบียบกฎหมายลูก ตรงนี้ได้ มันไม่มีปัญหาเลยครับ เหมือนที่ผมเรียนถ้ากรรมสิทธิ์เป็นของรัฐก็ใช้ประมวล กฎหมายที่ดิน ถ้าจะแย่งกรรมสิทธิ์มาเป็นของเอกชนก็ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ถ้าที่ดินนั้นมันรกร้างว่างเปล่า ถ้าเจ้าของเขายินยอม ถ้าท้องถิ่นเขายินยอมพร้อมใจ ที่จะเอาไปทำมันมีปัญหาอะไรนักหนาหรือครับ เพราะฉะนั้นผมอยากฝากเพื่อนสมาชิก ท่านคิดให้ดี ๆ ว่าพื้นที่ท่านมีปัญหาเหมือนที่พวกผมอภิปรายไปแล้วหรือเปล่า จังหวัดนนทบุรี นะครับท่านประธาน มีพื้นที่สีเขียวน้อยที่สุดในประเทศไทย มีเพียง ๓.๙๒ ตารางเมตร ต่อ ๑ ประชากร น้อยที่สุดในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ของผมอำเภอบางกรวย มีประชาชน ที่ครอบครองที่ดินอยู่แล้วปล่อยให้เป็นที่รกร้าง มันมีทั้งงู มีทั้งหนู มีทั้งแมลงสาบ มีทั้งวัชพืช มันจะมีปัญหาอะไรถ้าท้องถิ่นจะเข้าปราบวัชพืชเหล่านี้และทำปรับปรุงให้มันเป็นสวนสาธารณะ ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับไม้ยืนต้น ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของท่าน กรรมสิทธิ์ยังเป็นของท่าน ประโยชน์ก็ตกอยู่กับประชาชนในพื้นที่ เวลาที่พรรคประชาชนหรือพวกผมพูดถึงการกระจาย อำนาจสู่ท้องถิ่นทีไร เหนื่อยครับ ต่อต้านกันตลอด มันมีปัญหาอะไรนักหนากับสภาแห่งนี้ ในการมอบอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมขอสรุปช้า ๆ ชัด ๆ ครับท่านประธาน ทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์ในที่ดิน ปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ๓ ปีติดต่อกัน และมิได้หวงกัน เมื่อประชาชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเห็นและประสงค์จะแปลงสภาพที่ดินเป็นพื้นที่ เพื่อประโยชน์ที่ประชาชนใช้สอยรวมกันเป็นการชั่วคราว เป็นการชั่วคราวนะครับ และ สุดท้ายยังบัญญัติไว้อีกว่าไม่กระทบต่อกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดิน มันชัดเจนอยู่ในตัว แล้วครับ มันชัดเจนอยู่ในตัวแล้วว่าเราจะหาประโยชน์จากที่ดินรกร้างว่างเปล่าให้กับ ประชาชนในท้องถิ่นของเราอย่างไร วันนี้สภาอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้กำลังจะบอกพี่น้องประชาชน ที่มีปัญหาเรื่องที่ดิน ที่มีปัญหาเรื่องพื้นที่สีเขียว ที่มีปัญหาเรื่องประโยชน์ใช้สอยในพื้นที่ของ ตัวเองว่าเราจะอนุญาตให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาแก้ปัญหานี้หรือเปล่า รับผิดชอบนะครับ ใครที่คัดค้านท่านเตรียมตอบคำถามกับประชาชนในพื้นที่ของผม ขอบคุณครับ