กัลยพัชร ชื่นชม สสส. เสนอ 3 ประเด็นพัฒนาสุขภาพรองรับสังคมสูงวัย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๗

กัลยพัชร รจิตโรจน ชื่นชมรายงานและทีมงาน สสส. เสนอ 3 ประเด็นเพื่อพัฒนาการเสริมสุขภาพ โดยเน้นประเด็นแรกคือต้องรวมทุกช่วงวัยรวมถึงระยะท้ายของชีวิต เพื่อรองรับสังคมสูงวัย กัลยพัชร รจิตโรจน เสนอประเด็นการเมืองเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ โดยเน้นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคีสุขภาพในนโยบายระดับชาติ และเรียกร้องให้รัฐสภาและคณะกรรมาธิการเชิญตัวแทนจาก สสส. มาให้ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานอื่น ๆ กัลยพัชร รจิตโรจน เสนอแนวทางบริหารจัดการกองทุนสุขภาพแบบ สสส. เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านสุขภาพ โดยเสนอให้รัฐนำหลักการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นและกระจายอำนาจมาปรับใช้เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในทุกมิติ

นางสาวกัลยพัชร รจิตโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน กัลยพัชร รจิตโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนค่ะ ดิฉันขอชื่นชมผู้แทนและคณะผู้จัดทำรายงานที่เรียบร้อย สวยงาม มีหลักฐานเชิงประจักษ์ในการสร้างเสริมสุขภาพในหลายประเด็นนะคะ ดิฉันฝากชื่นชม ทีมงานสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ นักสื่อสารสุขภาวะทุกท่านและภาคี เครือข่ายที่ทำงานอย่างขันแข็งในทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย ปัจจุบันการสร้างเสริมสุขภาพ เปึนที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากในหลากหลายองค์กรสุขภาพ ทั้งองค์กรแนวหน้าในพื้นที่ องค์กรสุขภาพระดับชาติไปจนถึงองค์กรระดับโลก ดังที่เราเพิ่งได้จัดลุล่วงไปในการจัดประชุม IPU ที่ผ่านมา ดิฉันมี ๓ ประเด็นค่ะ ข้อเสนอแนะที่อาจจะช่วยพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพ ที่นำโดย สสส. ให้ครอบคลุมยิ่ง ๆ ขึ้นไปค่ะ

ประเด็นที่ ๑ การสร้างเสริมสุขภาพต้องรวมทุกช่วงวัยค่ะ รวมถึงการดูแล ในระยะท้ายของชีวิตด้วย ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เช่นเดียวกับผู้ป์วยมะเร็ง และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs แม้การสร้างเสริมสุขภาพ จะช่วยให้ประชากรไทยมีอายุยืนอย่างแข็งแรง ลดการเจ็บป์วย แต่ทุกท่านคะ ไม่ว่าอย่างไร เราก็ต้องใช้ชีวิตช่วงท้ายและช่วงใกล้เสียชีวิต หากว่าเราไม่โชคดีตายอย่างสงบไปเสียก่อน การสร้างเสริมสุขภาพจึงควรรวมไปถึงระยะประคับประคองและระยะสุดท้ายของชีวิตด้วย หากเราจะให้ Health Promotion แล้วนั้นเราก็ควรจะทำ End of Life Health Promotion ด้วยค่ะ ทำอย่างไรให้ประชากรของเรามีความรู้และทักษะในการดูแลสุขภาพช่วงท้ายของ ตนเอง สมาชิกในครอบครัวและชุมชน การสร้างเสริมสุขภาพให้ครอบคลุมถึงชีวิตช่วงนี้ จะช่วยลดภาวะพึ่งพิง ลดความทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวด เพิ่มกิจกรรมการดูแลกันและกัน ของครอบครัวและชุมชน และจะช่วยให้เรารับมือกับสถานการณ์สังคมสูงวัยได้ ขอให้ทาง สสส. บรรจุกิจการนี้ไว้ในงานสร้างเสริมสุขภาพด้วยจะดีมากนะคะ

ประเด็นที่ ๒ ประเด็นทางการเมืองในการสร้างเสริมสุขภาพ ในรายงาน ประจำป้ ๒๕๖๖ มีหลายจุดที่ สสส. ระบุถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ทำให้ ภาคีสุขภาพต้องมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางการเมืองมากขึ้น เพื่อให้นโยบายส่งเสริมสุขภาพ บรรจุอยู่ในแผนงาน โครงการ และกิจกรรมของชุมชน องค์กร สถานที่ทำงาน หรือองค์กร นโยบายระดับชาติ แนวคิดการมีส่วนร่วมทางการเมืองอยู่ในยุทธศาสตร์สาน ๓ พลัง ในยุทธศาสตร์หลักและยุทธศาสตร์รองขององค์กร สสส. และอยู่ในปฏิญญากรุงเทพฯ ๒๐๒๓ ข้อ ๑.๒ และข้อ ๔.๑ ด้วยค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้อย่างมาก สสส. เองก็ทำงานเยอะกับนักการเมืองท้องถิ่น แต่ สสส. ดูจะทำงานกับนักการเมืองในระดับชาติ โดยเฉพาะรัฐสภาน้อยมากนะคะ เราจะเจอกันป้ละ ๑ ครั้งในการอภิปรายรับทราบรายงาน แบบนี้ และการประชุมในกรรมาธิการนาน ๆ ครั้งเมื่อมีวาระการสร้างเสริมสุขภาพเท่านั้นค่ะ ดิฉันขอเสนอว่ารัฐสภาและกรรมาธิการคณะต่าง ๆ ที่มีวาระด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ควรเชิญตัวแทนของ สสส. เข้ามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับนวัตกรรมการสร้างเสริมสุขภาพมากขึ้น เพื่อให้ข้อมูลพื้นที่หรือแนวทางตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาสุขภาพค่ะ ตัวอย่างเช่นกรรมาธิการสาธารณสุขที่กำลังพิจารณาการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสิทธิ การรักษาอยู่ สสส. ก็อาจมีนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ เช่นเดียวกัน และหากเปึนไปได้ควรพิจารณาให้ สสส. ได้เข้ามาให้ข้อมูลในวาระพิจารณา งบประมาณด้วย แม้สภาผู้แทนราษฎรจะไม่มีอำนาจเพิ่มหรือลดงบประมาณ แต่สภาก็จะได้ เห็นแนวทางในการจัดสรรงบประมาณในการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งอาจเปึนแรงบันดาลใจ หรือเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันข้ามหน่วยงาน ข้ามกระทรวง นอกจากนี้ดิฉันยังพบหลาย ๆ จุด ในรายงานที่ภาคีเครือข่ายต่าง ๆ มักทำข้อเสนอนโยบายไว้ก็จะได้เปึนโอกาสในการพิจารณา ข้อเสนอเหล่านั้นด้วยอย่างสม่ำเสมอค่ะ

ประเด็นสุดท้ายนะคะ โอกาสในการพลิกโฉมกำลังคนด้านสุขภาพด้วย แนวทางการบริหารจัดการแบบกองทุน สสส. ท่านประธานคะ เรากำลังประสบปัญหา กำลังคนด้านสุขภาพอย่างมาก ดังที่เวทีนำเสนอประเด็นสุขภาพหลายเวทีพูดถึงบ่อยครั้ง ทั้งงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่เพิ่งจัดไป รายงานการศึกษาของทั้ง สวรส. และ สปสช. รวมทั้งการเคลื่อนไหวเรื่อง พ.ร.บ. กสธ. สสส. ไม่เคยบ่นว่าขาดกำลังคนในการสร้างเสริม สุขภาพ เพราะ สสส. สามารถทำงานร่วมกับมูลนิธิ องค์กรสาธารณประโยชน์ องค์กรเอกชน หรือแม้แต่บุคคลในการจัดสรรทุนสนับสนุนบริการและการสร้างเสริมสุขภาพได้ โดยคิด สัดส่วนแล้ว สสส. ร่วมงานกับกำลังคนนอกภาคราชการถึงมากกว่า ๖๕ เปอร์เซ็นต์เลยค่ะ กระจายงบให้คนกลุ่มนี้ทำงานสร้างเสริมสุขภาพมากกว่า ๒,๑๐๐ ล้านบาทในเวลา ๑ ป้ โดยที่กองทุนยังคงมีคะแนนสูงในด้านการบริหารจัดการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาล ทั้งนี้ยังคง จำเปึนต้องปรับให้กระบวนการบริหารงบประมาณมีความยืดหยุ่นสำหรับการปฏิบัติงาน หน้างานจริงในพื้นที่ ดิฉันจะเสนอว่าสภาควรเรียนรู้และประยุกต์เอาแนวทางการบริหาร จัดการกองทุนสุขภาพในลักษณะนี้มาใช้เชิญชวนพลเมืองให้ตื่นรู้ในด้านอื่น ๆ ไปด้วย พร้อม ๆ กัน เช่น ด้านการพัฒนากระบวนการประชาธิปไตย ด้านการวิจัยและพัฒนา นวัตกรรม ด้านการกีฬาและสันทนาการ เปึนต้น ดิฉันขอขอบคุณ สสส. และภาคีเครือข่าย ที่เข้ามาให้รัฐสภารับทราบรายงาน ดิฉันขอฝากเพื่อนสมาชิกพิจารณาข้อเสนอของดิฉันค่ะ เพื่อให้ผลสำเร็จของ สสส. ไม่จำกัดอยู่เพียงการสร้างเสริมสุขภาพเท่านั้น แต่เราสามารถ นำหลักการเหล่านั้นมาร่วมสร้างเสริมเปลี่ยนแปลงประเทศของเราให้ก้าวหน้าต่อไป ในทุก ๆ ด้านด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ