นพณัฐ มีรักษา อภิปรายเรื่องงบประมาณที่มีข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้ปรับลดการใช้จ่าย โดยวิพากษ์วิจารณ์กระทรวงการคลังเกี่ยวกับการแจกเงินดิจิทัล 1,000 บาท และเรียกร้องให้ปฏิบัติตามกฎหมาย
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นพณัฐ มีรักษา ในฐานะกรรมาธิการ ขออภิปรายตามที่ผมได้สงวน ความเห็นไว้ในมาตรา ๓ แล้วก็ขอให้ปรับลดลงเหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามประมาณการ จัดเก็บรายได้เพิ่มเติม โดยไม่ต้องกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณเพิ่ม ท่านประธานครับ สิ่งที่ผม เป็นกังวลมากที่สุด คือความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายของพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมที่สภาแห่งนี้กำลังพิจารณากันอยู่ครับท่านประธาน โดยเฉพาะ คือประเด็นของการรักษาวินัยการเงินการคลัง ซึ่งได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๒ มาตรา ๑๔๐ และ มาตรา ๑๖๔ ท่านประธานครับ เมื่อผมได้มีโอกาสเข้าไป ทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการ แล้วก็มีโอกาสได้ซักถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้เข้ามาชี้แจง ผมก็พบปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญอยู่ด้วยกัน ๒ ประการ ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ครับท่านประธาน
ประการแรก ท่านประธานครับ ประเด็นที่ ๑ คือประเด็นเหตุผลและ ความจำเป็นที่จะต้องตราพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฉบับนี้ เพราะว่า มาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ ได้บัญญัติไว้โดยชัดเจนว่า การออกงบเพิ่มเติม จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงินระหว่างปีงบประมาณ คือต้องมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินก้อนนี้ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้ ภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ หรือภายในอีกแค่ ๒ เดือนข้างหน้านี้เท่านั้น แต่ท่าน ประธานครับ คำถามก็คือคณะรัฐมนตรีมีเหตุผลและความจำเป็นอะไรในการตรากฎหมาย ฉบับนี้ครับ ถ้าคำตอบคือเพื่อหาเงินไปใช้ในโครงการ Digital Wallet ผมก็ต้องถามต่อครับ ท่านประธานว่า โครงการ Digital Wallet จะเริ่มแจกเงินเมื่อไรครับ ซึ่งเราก็ทราบกันดีครับ ว่าเป็นหลัง ๓๐ กันยายน ก็คือเป็นไตรมาสแรกของปีงบประมาณ ๒๕๖๘ อย่างแน่นอน ใช่ไหมครับ ในเมื่อเจตนาที่แท้จริง คือการเอาเงินไปทำ Digital Wallet ซึ่งทุกฝ่ายอย่างที่ผม กล่าวไว้ว่าทราบดีว่า ไม่ได้แจกภายในปีงบประมาณนี้แน่ ๆ ก็ย่อมไม่มีเหตุผลและ ความจำเป็นใดที่จะต้องมีการออกงบประมาณเพิ่มเติมมาในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ นี้เลย และการตรากฎหมายฉบับนี้ จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และกฎหมายว่าด้วยการเงินการคลัง ของรัฐมาตั้งแต่ต้นครับ ท่านประธานครับ พอผมได้พูดมาจนถึงตรงนี้ใช่ไหมครับ กระทรวงการคลังก็จะยกอ้างเหตุผลขึ้นมาได้ว่า ถึงแม้การแจกเงินจะแจกไม่ทันวันที่ ๓๐ กันยายนใช่ไหมครับ แต่ก็ยังมีช่องทางอื่นในการใช้เงิน ก็คือสามารถนำไปใช้เป็นงบประมาณ รายจ่ายข้ามปีได้ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ นี่จึงเป็นประเด็นที่ ๒ ท่านประธานที่ผมต้องขอยกขึ้นมาอภิปรายเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วย ในครั้งนี้ ท่านประธานครับ การที่กระทรวงการคลังนี่จะอ้างว่าการก่อหนี้ผูกพันมันเกิดขึ้นได้ ใช่ไหมครับ มันก็ต้องมีมูลเหตุแห่งหนี้ขึ้นก่อน ก็คือมีมูลแห่งหนี้ขึ้นก่อนโดยกระทรวงการคลัง ก็พยายามอธิบายว่า การที่เขาเปิดให้ประชาชนมาลงทะเบียนรับสิทธิ มันเป็นการสร้าง นิติสัมพันธ์ มันเป็นการที่มีคำเสนอ มีคำสนองเมื่อต้องตรงกันก็เกิดขึ้นเป็นสัญญา เกิดเป็นหนี้ ที่ผูกพันงบประมาณขึ้นมา แต่ท่านประธานครับ การให้คำอธิบายแบบนี้มีปัญหาอย่างแน่นอน เพราะไม่ใช่สัญญาทุกประเภทจะก่อให้เกิดหนี้ เรื่องนี้ผมไม่ได้พูดเองท่านประธาน ก็คือ มีศาสตราจารย์ทางกฎหมายหลายท่านเขียนหนังสือเกี่ยวกับบ่อเกิดแห่งหนี้เอาไว้ ในมือ ของผมนี้ก็ถืออยู่เล่มหนึ่งท่านประธาน อีกทั้งเจตนารมณ์ของการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณ เพื่อใช้จ่ายข้ามปีตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณก็มีขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริง ของระบบราชการไทยเรา ก็คือเรามีการจัดซื้อจัดจ้างไปแล้ว มีผู้ชนะการประมูลไปแล้ว มีการเซ็นสัญญาไปแล้ว แต่ท้ายที่สุดเบิกจ่ายไม่ทันสิ้นปีงบประมาณ แบบนี้ต้องทำอย่างไร แบบนี้ก็เลยอนุญาตให้มีการผูกพันงบประมาณไปใช้จ่ายหนี้ทีหลัง หลังปีงบประมาณไปได้ เป็นการป้องกันไม่ให้หน่วยงานของรัฐถูกฟ้องจากการผิดนัดชำระหนี้ท่านประธาน คำถามคือ ประชาชนจะฟ้องรัฐบาลในกรณีที่ผิดสัญญาไม่แจก Digital Wallet ได้จริง ๆ หรือครับ แล้วจะฟ้องได้โดยอาศัยมูลหนี้อะไร ในเรื่องของการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ แล้วถือว่าเป็นการก่อหนี้ผูกพันนี่ มันไม่เคยมีมาก่อนท่านประธาน ถ้าหากกระทรวงการคลังจะอ้างว่า การลงทะเบียนรับสิทธิ เป็นการทำนิติกรรมสัญญา กระทรวงการคลังก็สมควรต้องตอบให้ได้อย่างชัดเจนว่า มันเป็น เอกเทศสัญญาหรือเป็นสัญญาที่มีชื่อเรียกว่าอะไร ท่านประธานครับ ผมคิดแล้วคิดอีก คิดแล้วคิดอีก ก็สรุปได้ว่าการแจกเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท มันเป็นสัญญาให้ท่านประธาน เพราะรัฐบาลบอกว่า จะให้เงินประชาชนคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ไปแบบเปล่า ๆ ฟรี ๆ โดยที่ประชาชนไม่ต้องมาใช้เงินคืน โดยที่ประชาชนไม่ต้องตอบแทนอะไรให้กับรัฐบาล ใช่ไหมครับ พอมันเป็นสัญญาให้ก็เลยเกิดปัญหาครับ เพราะสัญญาให้มันเป็นสัญญา ที่จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่จะให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๒๓ ดังนั้นต่อให้ท่านมีการเปิดให้ลงทะเบียน ต่อให้มีการเซ็นชื่อลงในสัญญา แต่ตราบใดที่ท่านยังไม่ได้มีการส่งมอบเงิน ก็ต้องถือว่าสัญญานั้นยังไม่สมบูรณ์ จะไปฟ้องร้อง เป็นคดีต่อศาลไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่เทียบเคียงได้ คือคำพิพากษา ศาลฎีกา ที่ ๑๕๖๖/๒๔๙๙ ให้ท่านประธานได้ลองไปดูได้นะครับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เพื่อให้เข้าใจตรงกัน ก็คือสมมุติท่านประธานบอกผมว่า ท่านประธานจะให้เงินผม ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วแบบนี้มันแปลว่า ท่านประธานติดหนี้ผมอยู่ ๑๐,๐๐๐ บาทหรือเปล่าครับ มันน่าจะไม่ใช่ ถูกไหมครับ ท่านบอกว่าท่านจะให้ ๑๐,๐๐๐ บาทผม ผมบอกว่าผมจะรับ ๑๐,๐๐๐ บาท แบบนี้ท่านก็ไม่ได้เป็นลูกหนี้ผมจริง ๆ นะครับท่านประธาน คือสมมุติ ท่านประธานบอกว่า ท่านประธานจะแจกเงินให้ผม ๑๐,๐๐๐ บาท พรุ่งนี้ตอนเที่ยง อะไรอย่างนี้ แล้วพอถึงกำหนดเวลาพรุ่งนี้เที่ยง ท่านประธานยังไม่ได้แจกเงินให้ผม แบบนี้ แปลว่าท่านประธานผิดนัดชำระหนี้หรือเปล่าครับ แบบนี้แปลว่าท่านประธานจะต้อง ถูกผมฟ้องให้บังคับเอาเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท มาได้หรือเปล่าครับ มันไม่ได้ ในเมื่อไม่มีหนี้ ที่จะไปฟ้องร้องให้บังคับกันได้ตั้งแต่ต้นท่านประธาน
อีกประการหนึ่ง ที่น่าสนใจมากครับท่านประธาน คือถ้ากระทรวงการคลัง ต้องการที่จะยืนยันให้ได้ว่า มันเป็นหนี้จริง ๆ ผมก็ต้องถามว่า อ้าว ถ้าสมมุติว่าท่านแจก Digital Wallet ไม่ทันภายในไตรมาสที่ ๑ ของปีงบประมาณ ๒๕๖๘ หรือภายใน วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ แปลว่ารัฐบาลจะผิดนัดชำระหนี้ใช่หรือไม่ แล้วประชาชนผู้มีสิทธิ จำนวน ๕๐ ล้านคน หรือประชาชนที่ไปลงทะเบียน ไม่ว่าจะจำนวนกี่ล้านคนก็ตาม มีสิทธิ ที่จะไปฟ้องร้องบังคับให้รัฐบาลต้องจ่ายเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ตัวเองใช่หรือไม่ ถ้าจะเอาแบบนี้ โดยสรุปนะครับท่านประธาน ก็คือ พ.ร.บ. ฉบับนี้ผมเห็นว่า มีความขัด กับรัฐธรรมนูญและกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐมาตั้งแต่ต้น แล้วก็ไม่มีเหตุผล ความจำเป็นใด ๆ เลยที่จะต้องใช้เงินภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ ซึ่งมันก็ไม่สอดคล้อง กับการออกเรื่องของงบกลางปีอยู่แล้ว และยังมีการตีความกฎหมายที่น่าสงสัยในเรื่องของ ความสุจริตในการกำหนดขึ้นมาตั้งแต่ต้น รวมไปถึงความไม่ตรงไปตรงมาในหลักกฎหมาย และหลักวิชาที่เราจะต้องพิจารณากันให้ชัดเจนนะครับ ดังนั้นผมก็เลยต้องเสนอให้ปรับลด ตามที่ผมได้สงวนความเห็นไว้ แล้วก็ต้องฝากความกังวล เป็นความกังวลจริง ๆ ในประเด็น ข้อกฎหมาย เพื่อให้บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ว่า หากในอนาคตอันใกล้มีปัญหาในการใช้จ่าย เงินงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพิจารณาต่อไป หรือว่าเป็นเรื่องของ คตง. อะไรก็ตาม ผู้เกี่ยวข้องทั้งในฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำ โดยเฉพาะกระทรวงการคลังและสำนัก งบประมาณ ดังที่ท่านก็มีอยู่ในรายงานฉบับนี้ว่า ท่านก็รับรู้รับทราบแล้ว คงจะอ้างว่าท่านไม่รู้ ไม่ทราบประเด็นกฎหมายที่ผมยกขึ้นมาไม่ได้นะท่านประธาน ก็ขอขอบคุณท่านประธานครับ