อัครุตม์ สนธยานนท์ รายงานผลการดำเนินงานและสถานะการเงินของกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ประจำปีงบประมาณ 2565 โดยชี้แจงความคืบหน้าในการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ผ่านกลไกบัตรประชาชนและการอัปเดตข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมย้ำถึงผลเชิงบวกที่ช่วยพยุงกำลังซื้อ เสริมเศรษฐกิจฐานราก และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ควบคู่กับการยืนยันความถูกต้องของข้อมูลทางการเงินตามมาตรฐานบัญชีภาครัฐ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกที่เคารพ ผม นายอัครุตม์ สนธยานนท์ รองปลัดกระทรวงการคลัง ขอเสนอรายงานประจำปีกองทุนประชารัฐสวัสดิการ เพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ รายงานประจำปี ซึ่งเป็น การดำเนินการตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติการจัดประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจ ฐานรากและสังคม พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยรายงานประจำปี ประกอบด้วย ๔ ส่วน สรุปสาระสำคัญ ดังนี้ครับ
ส่วนที่ ๑ ข้อมูลทั่วไป กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานราก และสังคม กองทุนจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการจัดประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจ ฐานรากและสังคม พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยกำหนดให้ตั้งไว้ที่สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้จ่ายในการจัดประชารัฐสวัสดิการที่เป็นการให้ความช่วยเหลือประชาชน ผู้มีรายได้น้อย หรือเพื่อสนับสนุนโครงการที่ให้บริการทางสังคมที่เป็นการช่วยเหลือ ประชาชนในภาวะลำบากทุกประเภท โดยมีการบริหารงานผ่านคณะกรรมการประชารัฐ สวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม
ในส่วนที่ ๒ ผลการดำเนินงานของกองทุน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ผลการดำเนินงาน ของกองทุน ประกอบด้วย การจัดสรรสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการประชารัฐ บัตรเพื่อสนับสนุนเงินค่าครองชีพ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละช่วงเวลา เพื่อบรรเทา ภาระค่าครองชีพให้ผู้มีบัตร โดยมีการใช้เงินกองทุนรวมกว่า ๔๙,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการจัดสวัสดิการภายใต้พระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไข ปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๓ พ.ร.ก. เงินกู้โควิด-๑๙ โดยมีโครงการต่าง ๆ ดังนี้
โครงการเพื่อช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยให้แก่ประชาชน ซึ่งได้รับผลกระทบ จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพื่อช่วยเหลือผู้มีบัตรของกระทรวงการคลัง การเพิ่มวงเงินสนับสนุนโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตร ระยะที่ ๓ ระยะที่ ๔ และระยะที่ ๕ ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการลงทะเบียนในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ และการดำเนินการ ที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ เพื่อให้มีข้อมูลผู้มีรายได้น้อยที่เป็นปัจจุบัน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรสวัสดิการทางสังคมของภาครัฐ โดยช่วงเวลาของ การลงทะเบียนเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม ๒๕๖๕ และสามารถเริ่มให้ สวัสดิการใหม่ให้แก่ผู้ผ่านสิทธิในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๖๖ ซึ่งในการนี้ได้มีการใช้บัตรประชาชน แทนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ในส่วนที่ ๓ ผลสัมฤทธิ์ และประสิทธิภาพการใช้จ่ายของกองทุน การรายงาน ผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการใช้จ่ายของกองทุนสามารถสรุปได้ ๓ ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ ๑ ผลต่อการบรรเทาภาระค่าครองชีพ การจัดประชารัฐสวัสดิการ ให้แก่ผู้มีบัตร มีส่วนสำคัญในการลดภาระค่าครองชีพ และบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ให้กับผู้มีบัตรจำนวนกว่า ๑๓,๒๐๐,๐๐๐ คน ข้อมูล ณ วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ เมื่อพิจารณา สวัสดิการที่ผู้มีบัตรได้รับเป็นประจำทุกเดือน ได้แก่ วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ค่าโดยสารรถไฟ ค่าโดยสารรถทัวร์ ค่าโดยสารรถเมล์และรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนทุกประเภท และวงเงินค่าก๊าซหุงต้ม จะพบว่าการช่วยเหลือผ่านบัตร สามารถบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายได้ ร้อยละ ๔๘ ของภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือน เมื่อเทียบกับเส้นความยากจนล่าสุดของปี ๒๕๖๕ อยู่ที่ ๒,๘๐๓ บาทต่อคนต่อเดือน
ประเด็นที่ ๒ ผลต่อการพยุงกำลังซื้อและการบริโภคของประเทศ การใช้จ่าย ผ่านบัตร เป็นการกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชน เข้าสู่เศรษฐกิจฐานรากโดยตรง เพราะนอกจาก การที่ผู้มีรายได้น้อยจะได้รับประโยชน์จากการถือบัตรแล้ว ผู้มีบัตรจะต้องใช้วงเงินเพื่อซื้อ สินค้าอุปโภคบริโภค และก๊าซหุงต้มกับร้านธงฟ้าราคาประหยัด และร้านค้าก๊าซหุงต้ม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มผู้ค้ารายย่อยที่มีความเกี่ยวข้องกับชุมชน จึงนับได้ว่าเป็นการกระจาย รายได้เข้าสู่ร้านค้าชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง ซึ่งทำให้เกิดประโยชน์ต่อด้าน เศรษฐกิจมหภาคที่ทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น
ประเด็นที่ ๓ ผลต่อการวางรากฐานของการพัฒนาประเทศ โครงการลงทะเบียน ส่งผลประโยชน์ทางอ้อมที่ไม่สามารถประเมินราคาเป็นตัวเงินได้ อาทิ การนำเทคโนโลยี ด้านดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาองค์กร เพื่อการเติบโตแบบก้าวกระโดด ได้แก่ Big Data และการใช้เทคโนโลยี Blockchain ซึ่งช่วยให้เกิดการบูรณาการข้อมูลระหว่าง หน่วยงานต่าง ๆ สามารถปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน และสามารถเรียกดูข้อมูลได้ตลอดเวลา ทำให้มีการเชื่อมโยงตรวจสอบข้อมูลผู้มีรายได้น้อย และนำไปปรับปรุงนโยบายหรือมาตรการ ให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น อีกทั้งยังเป็นการขับเคลื่อนให้ผู้มีรายได้น้อยจำนวนกว่า ๑๓,๒๐๐,๐๐๐ คน เข้าสู่สังคมไร้เงินสด และเรียนรู้การเพิ่มทักษะด้านดิจิทัลผ่านโครงการ ต่าง ๆ ของรัฐบาล
ในส่วนที่ ๔ รายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินของกองทุนประชารัฐ สวัสดิการ เพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ สำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดิน สตง. มีหน้าที่ตามกฎหมายในการตรวจสอบรายงานการเงินของ กองทุน ซึ่งประกอบด้วยงบแสดงฐานะการเงิน งบแสดงผลการดำเนินงานทางการเงิน และงบแสดงการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์สุทธิต่อส่วนทุน และหมายเหตุประกอบรายงานการเงิน รวมถึงหมายเหตุสรุปนโยบายการบัญชีที่สำคัญ โดยรายงานการเงินของกองทุนสรุปได้ ดังนี้
ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ สตง. แสดงความเห็นว่ารายงานการเงินข้างต้นนี้ แสดงฐานะการเงินของกองทุน ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ และผลการดำเนินงานสำหรับ ปีสิ้นสุดวันเดียวกัน โดยถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญ มาตรฐานการบัญชีภาครัฐและนโยบาย การบัญชีภาครัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด
๑. งบแสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ กองทุนมีสินทรัพย์ รวมทั้งสิ้น ๑๖,๕๑๑,๕๓๗,๘๑๖ บาท หนี้สินรวมทั้งสิ้น ๒๙๙,๔๒๒,๕๗๐ บาท รวมสินทรัพย์สุทธิ ต่อส่วนทุน ๑๖,๒๑๒,๑๑๕,๒๔๕ บาท
๒. งบแสดงผลการดำเนินงานทางการเงิน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ กองทุนมีรายได้รวม ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายรวม ๕๐,๔๒๐,๙๙๖,๓๙๒ บาท รวมรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ ๒๐,๔๒๐,๙๙๖,๓๙๒.๓๖ บาท งบแสดงการเปลี่ยนแปลง สินทรัพย์สุทธิต่อส่วนทุน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ กองทุนมียอดคงเหลือ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ จำนวน ๓๖,๖๓๓,๑๑๑,๖๓๗.๗๘ บาท และยอดคงเหลือ ณ วันนี้ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ จำนวน ๑๖,๒๑๒,๑๑๕,๒๔๕.๔๒ บาท ขอบคุณครับ