ชัยวัฒน์ ชี้งบเพิ่มเติมขาดดุลสูง วิพากษ์ดิจิทัลวอลเล็ตเสี่ยงหนี้สาธารณะ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อภิปรายคัดค้านร่างงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 2567 โดยตั้งข้อสังเกตถึงการขาดดุลต่อเนื่อง การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า และการกู้เงินที่แตะเพดานเพื่อสนับสนุนโครงการ Digital Wallet ซึ่งส่งผลให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงและสร้างภาระทางการคลังอย่างรุนแรง พร้อมวิพากษ์การใช้เงินของ ธ.ก.ส. ที่ขัดวัตถุประสงค์ตามกฎหมายและเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงิน รวมถึงตั้งข้อกังวลต่อความล่าช้า ความไม่ชัดเจนในโครงการ และการเปลี่ยนแปลงแนวทางที่สะท้อนการขาดการวางแผนอย่างรอบคอบ จึงเรียกร้องให้จัดสรรงบประมาณตามความจำเป็นเร่งด่วนที่แท้จริง แทนการใช้เพื่อประชานิยมหรือเป้าหมายทางการเมือง

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออภิปรายไม่เห็นชอบหลักการของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ

ในการจัดทำงบประมาณในแต่ละปีนั้นนะครับ ในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมานั้น เป็นการกระทำงบประมาณขาดดุลมาโดยตลอด เดี๋ยวขอสไลด์ขึ้นด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

กล่าวคือรัฐบาลไม่สามารถ จัดเก็บรายได้ให้เพียงพอกับงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งขึ้น ทำให้ต้องกู้เงินมาชดเชย งบประมาณที่ขาดดุลนะครับ ซึ่งย่อมก่อให้เกิดหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นและสร้างภาระ ทางการคลังให้กับประชาชนชาวไทย ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ที่เรากำลังอภิปรายในสภาแห่งนี้ รัฐบาลกำลังมาขอใช้เงิน เพิ่มอีก ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาทครับ ออกมาจากการกู้เงินพันธบัตรสัก ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท และอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทมาจากการจัดเก็บรายได้ที่คาดหวังอย่างลม ๆ แล้ง ๆ ครับ ว่าจะเก็บได้เพิ่ม ซึ่งในความเป็นจริงครับท่านประธาน โครงสร้างงบประมาณรายจ่าย ในปี ๒๕๖๗ อันใหม่นี้ที่บวกงบเพิ่มเติมมาแล้วนี้ นอกจากยอดขาดดุลงบประมาณจะสูงสุด เป็นประวัติการณ์อยู่ที่ ๘๐๕,๐๐๐ ล้านบาทแล้วนะครับ ยังมีปัญหาเรื่องการจัดเก็บรายได้ พลาดเป้าอีกด้วยครับ หน้าถัดไปนะครับ ผมอยากให้ท่านประธานได้ดูครับ นี่คือ ผลการจัดเก็บรายได้สุทธิของรัฐบาลในช่วง ๘ เดือนแรกของปีงบประมาณ ๒๕๖๗ จัดเก็บ รายได้ได้เพียง ๑,๖๗๗,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณนะครับ ซึ่งต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ คือพลาดเป้าไป ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท และเมื่อไปดูไส้ในก็จะพบว่าการพลาดเป้าหลัก ๆ นี้ มาจากที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าถึง ๕๓,๕๐๐ ล้านบาท โดยเป็นผลมาจาก นโยบายอุ้มค่าน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซลของรัฐบาลเองกว่า ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท หรือเกือบ ครึ่งหนึ่งของเป้าที่พลาดไปเลยทีเดียว ใน ๔ เดือนที่เหลือครับ ต้องเก็บเพิ่มอย่างไรถึงจะได้ ตรงเป้า ก็คือต้องเก็บให้เพิ่มอีกเดือนละ ๖๘,๐๐๐ ล้านบาทนะครับจึงจะเข้าเป้า ตั้งแต่มียอดขาดดุลงบประมาณที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์มาเป็นต้นทุนเดิมแล้วนะครับ ยังเผชิญปัญหาการจัดเก็บรายได้ที่ต่ำกว่าเป้า ถ้าเราคิดด้วยเหตุด้วยผลครับท่านประธาน เราก็จะเห็นได้ชัดว่าการจัดเก็บรายได้ที่พลาดเป้านี้ไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดทำงบประมาณ เพิ่มเติมของปี ๒๕๖๗ นี้อย่างแน่นอน เอาสไลด์ลงด้วยครับ การทำโครงการแจกเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet ใช้งบประมาณรายจ่ายที่สูงมาก ทำให้ความสามารถ ในการดำเนินนโยบายการคลังด้านอื่น ๆ ของรัฐบาลลดลงและมีความเสี่ยงที่งบประมาณ จะไม่เพียงพอรองรับเหตุฉุกเฉิน ซึ่งการเพิ่มวงเงินกู้ปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ หนี้ก็กู้ จนเกือบเต็มเพดานที่กฎหมายกำหนดแล้วนะครับ เหลือพื้นที่ทางการคลังที่จะกู้ได้เพิ่มอีก เพียงราว ๆ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๗ แล้วก็ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๘ เทียบกับ วงเงินคงเหลือเฉลี่ยในปีก่อน ๆ ที่เรามีพื้นที่ทางการคลังเหลือมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราก็จะเห็นว่าตอนนี้เรากู้ติดเพดานขนาดไหน ขอสไลด์ขึ้นหน้าถัดไปด้วยครับ ท่านประธานครับ เรามาดูสิ่งที่รัฐบาลเรียกว่าการบริหารจัดการงบประมาณกันครับ กว่าที่รัฐบาลจะเข็น งบประมาณเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ เข้าสภาในวันนี้ ท่านประธานทราบหรือไม่ครับว่ามีการแก้ แผนการคลังระยะปานกลางหรือที่เรียกว่า MTFF ไปแล้วถึง ๔ ครั้ง ในเวลาไม่ถึง ๑ ปี ก็คือ เดือนกันยายน ปี ๒๕๖๖ แล้วก็มกราคม ปี ๒๕๖๗ มีนาคม ปี ๒๕๖๗ พฤษภาคม ปี ๒๕๖๗ เรียกได้ว่าแก้กันถี่ เดือนเว้นเดือนไปเลยครับ และแผนการคลังระยะปานกลางนี้ก็จะใช้ เป็นแผนแม่บทที่จะถูกอ้างอิงใน พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับวินัยการเงินการคลังต่าง ๆ กำหนด เพดานต่าง ๆ ทางด้านการคลัง ซึ่งปกติเราจะไม่เห็นการแก้ไขบ่อยขนาดนี้ แต่ที่รัฐบาล ต้องแก้แล้วแก้อีกขนาดนี้ก็เพื่อเบ่งตัวเลขให้รายจ่ายงบประมาณและรายได้ประมาณการ เบ็ดเสร็จแล้วในปี ๒๕๖๗ แก้ไขเพิ่มขึ้นไป ๒๕๒,๐๐๐ ล้านบาท รายได้ประมาณการ ในปี ๒๕๖๗ แก้เพิ่ม ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะเดียวกันรายจ่ายของปี ๒๕๖๘ แก้เพิ่มขึ้นไปถึง เกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รายได้ประมาณการปี ๒๕๖๘ แก้เพิ่มไปอีก ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือการเบ่งตัวเลขบริหารจัดการงบประมาณของรัฐบาล เพื่อให้ส่วนของรายได้รายจ่าย Make ตัวเลขขึ้นมาให้กู้เงินเพิ่มขึ้นมาเพื่อแจกโครงการ Digital Wallet ๑๐,๐๐๐ บาท ให้จงได้นะครับ ทั้ง ๆ ที่การจัดเก็บรายได้นั้นไม่เข้าเป้า ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอฝาก ท่านประธานถามไปยังท่านรัฐมนตรีหน่อยครับว่า ที่คิดว่าจะจัดเก็บรายได้เพิ่มอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๗ จะเก็บรายได้มาจากตรงไหน ช่วยตอบให้พี่น้องประชาชน ได้หายสงสัยคลางแคลงหน่อยครับ ขอหน้าถัดไปด้วยนะครับ หลังจากดูเรื่องการบริหาร งบประมาณไปแล้ว การกู้ติดเพดาน แน่นอนครับว่าหนี้สาธารณะย่อมเพิ่มขึ้นมา อย่างน้อย ๆ ในเฉพาะส่วนของ พ.ร.บ. เพิ่มเติม งบประมาณเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ ที่เราพิจารณาอยู่นี้นะครับ ส่วนของ ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาทที่กู้เพิ่มนี้ มันจะทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นไปอีก ๐.๖ เปอร์เซ็นต์ ก็จะยิ่งช่วยเร่งให้หนี้สาธารณะชนเพดาน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ต่อ GDP เข้าไปอีก การดึงดันทำโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ส่งผลให้การขาดดุลงบประมาณสูงขึ้น เป็นประวัติการณ์ถึง ๔.๔ เปอร์เซ็นต์ของ GDP แล้ว แล้วก็ยังก่อหนี้สาธารณะเพิ่มเป็น จำนวนมหาศาล พาให้เราติดเพดาน ใกล้เพดานเต็มทีครับ ขอสไลด์ถัดไปครับ ผลที่ตามมานะครับ ท่านประธานก็คงทราบดีว่าโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี ขอสไลด์หน้าถัดไปด้วยครับ ทุกอย่างมีต้นทุน แน่นอนครับ เรากู้เงินมาก็ย่อมส่งให้มีภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลจะต้องจ่ายในแต่ละปี ยิ่งกู้เพิ่ม ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็ต้องสูงเพิ่มขึ้นไปด้วย ดังนั้นอัตราส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ที่รัฐบาล จัดหาได้ในแต่ละปีนั้นนะครับ สัดส่วนนี้ก็จะสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามที่กราฟนี้โชว์นะครับ สัดส่วนนี้บ่งบอกว่าอะไร สัดส่วนนี้เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงครับ ว่ารัฐบาลจะสามารถใช้หนี้ ได้หรือไม่ ถ้าหากตัวเลขยิ่งสูงแปลว่าความเสี่ยงตรงนี้ยิ่งมาก และตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ทำหนังสือเสนอความเห็นไปยังคณะกรรมการ แล้วก็ ครม. ว่าการสร้างหนี้สาธารณะ ในระดับที่สูงเช่นนี้เพิ่มความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะถูกปรับลด Credit Ratings หรืออันดับ ความน่าเชื่อถือ เช่นตามเกณฑ์ของ Moody's บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากล มีเกณฑ์การประเมินของกลุ่มประเทศที่ประเทศไทยอยู่ว่า อัตราส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ ไม่ควรเกิน ๑๑ เปอร์เซ็นต์ โครงการแจกเงิน Digital Wallet นี้จะทำให้ภาระทางการคลัง เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้ตัวชี้วัดดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นกว่าเกณฑ์ในปี ๒๕๖๘ และอาจจะทำให้อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยโดนปรับลดลงก็เป็นได้ ผลกระทบ ที่จะตามมาครับท่านประธาน ก็คือดอกเบี้ยการกู้เงิน พูดง่าย ๆ ก็คือดอกเบี้ยของพันธบัตร รัฐบาลจะสูงขึ้น เพราะว่าความเชื่อถือของเราลดลง แปลว่าผู้กู้จะต้องกู้แพงขึ้นทั้งกระดาน ทุกหย่อมหญ้า ตั้งแต่ทุนใหญ่ไปจนถึง SMEs นะครับ เพราะว่าดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล เป็นดอกเบี้ยที่ตลาดเงินนี่ใช้อ้างอิงเป็นตัวพื้นฐาน สวนทางกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกมา กดดันให้ กนง. ลดดอกเบี้ยมาโดยตลอด และที่สำคัญยิ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นที่เหลือน้อยนิด ของนักลงทุนในตลาดทุน ตลาดเงินของประเทศไทยนะครับ

ท่านประธานครับ ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงของบเพิ่มเติมไปเมื่อเช้านี้ งบปี ๒๕๖๗ เพิ่มเติมนี้ ว่ามีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งก็คือโครงการ Digital Wallet ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน ไม่สามารถ รองบประมาณปี ๒๕๖๘ ได้นั้น ฟังไม่ขึ้นแน่นอนครับ ขอสไลด์หน้าถัดไปขึ้นด้วยครับ เพราะที่ผ่านมาเราก็เห็นข่าวมาโดยตลอดว่าท่านเคาะแล้วเคาะอีก ยันแล้วยันอีกนะครับ แต่ก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีก กลับไปกลับมาจนไม่มีใครเชื่อแล้วครับ หน้าถัดไปนะครับ เรามาดู Timeline สำคัญ ๆ ตั้งแต่รัฐบาลแถลงนโยบายเมื่อเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๖๖ นี่ผ่านมา จะปีหนึ่งแล้ว เดี๋ยวผมขอสรุปส่วนสำคัญ ๆ นะครับ ตัวหนังสืออาจจะเล็กไปหน่อย วันที่ ๑๔ กันยายน นายกรัฐมนตรีเศรษฐายันรัฐบาลไม่กู้แจกเงินดิจิทัล วันที่ ๑๘ กันยายน เศรษฐายันแจกเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท รอบเดียว ไตรมาสแรก ปี ๒๕๖๗ วันที่ ๒๕ กันยายน เศรษฐาคิดขยายกรอบมาตรา ๒๘ จาก ๓๒ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๔๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็พับแผนนี้ไป วันที่ ๙ ตุลาคม ออกมาแถลงข่าวว่ายังไม่มีความคืบหน้า วันที่ ๑๙ ตุลาคมเลื่อนประชุมครับ แล้วก็บอกว่าอาจจะเลื่อนแจกเงินไปหลังเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๖๗ แต่จะให้ทันไตรมาสแรก ในปี ๒๕๖๗ ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน วันที่ ๑๐ แถลงข่าวใหญ่โต Digital Wallet ใช้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผู้มีสิทธิ ๕๐ ล้านคน วันที่ ๑๕ ธันวาคม บอกว่าร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ เข้ากฤษฎีกาแล้ว แต่อีก ๒ วันถัดมาครับ วันที่ ๑๗ ธันวาคม บอกว่ายังร่าง พ.ร.บ. เงินกู้อยู่ วันที่ ๑๙ ธันวาคม ออกมาบอกว่า ยัน แจกเงินดิจิทัลผ่านฉลุย เริ่มเดือนพฤษภาคม ข้ามปี มาปี ๒๕๖๗ ออกมาให้ข่าว กฤษฎีกาไฟเขียว ให้ใช้ พ.ร.บ. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ยังยกร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ยังไม่เสร็จนะครับ วันที่ ๙ มกราคม วันรุ่งขึ้น นายกรัฐมนตรี ออกมาเผย โครงการจะเริ่มดำเนินการในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ ผ่านไป ๑ สัปดาห์ วันที่ ๑๗ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านจุลพันธ์บอกว่าโครงการอาจจะไม่ทันเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ท่านนายกรัฐมนตรีออกมาบอกว่าทุกอย่างพิจารณาใหม่หมด รับยังไม่ทราบว่าจะออกเป็น พ.ร.บ. เงินกู้ได้หรือไม่ นี่คือ Timeline และนี่คือการกลับไป กลับมานะครับ เคาะแล้ว ยันแล้วก็เลื่อนอีกนะครับ

จนมาถึงจุดกลับลำที่สำคัญอีกอันหนึ่งครับ ก็คือวันที่ ๒๓ เมษายน ครม. เห็นชอบยกเลิกแนวทางการออก พ.ร.บ. เงินกู้ ให้เปลี่ยนมาใช้เงินจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งก็คือ ธ.ก.ส. แต่เพราะกฤษฎีกาเคยเตือนว่าเอาเงินของออมสินมาใช้ไม่ได้ ธ.ก.ส. ก็เลย ตกเป็นตำบลกระสุนตกนะครับ พอ ครม. มีมติออกมาแบบนั้น ธ.ก.ส. ก็งานเขาสิครับ มีทั้งข่าวลือนะครับ ประชาชนแห่ออกมาถอนเงินบ้าง และเราก็เห็นสหภาพแรงงาน รัฐวิสาหกิจของ ธ.ก.ส. ออกมาคัดค้านส่งเรื่องไปให้ทางแบงก์ชาติ สคร. กฤษฎีกา ขอให้ชี้ขาด ว่าทำได้หรือไม่นะครับ ตัว ธ.ก.ส. เองก็ไม่ได้อยู่เฉยครับ ทำหนังสือไปถามกระทรวงการคลังทันที พร้อมเสนอแนะ ให้กระทรวงการคลังเร่งหารือข้อกฎหมายไปยังกฤษฎีกา แต่ท่านเลขาธิการคณะกรรมการ กฤษฎีกาก็ได้ออกมาปฏิเสธนะครับว่า จนถึงป่านนี้รัฐบาลก็ยังไม่เคยถามเรื่องของ ธ.ก.ส. เกี่ยวกับโครงการ Digital Wallet เลยนะครับ

ประเด็นคืออย่างนี้ครับท่านประธาน การให้ ธ.ก.ส. ร่วมสนับสนุนดำเนิน โครงการ Digital Wallet ๑๐,๐๐๐ บาท มันต้องมีความชัดเจนทางกฎหมาย ว่าการดำเนินการ ดังกล่าวนี้อยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่และอยู่ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ของ ธ.ก.ส. ตาม พ.ร.บ. ธ.ก.ส. มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ นะครับ คือถ้าจะใช้แหล่งเงินจาก ธ.ก.ส. มันต้องมีเงื่อนไข ที่นอกจากจะซับซ้อนอยู่แล้ว ยังต้องซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีกว่า เราจะกำหนด กลไกการเติมเงินให้เกษตรกรแยกส่วนจากการเติมเงินให้ประชาชนทั่วไปอย่างไร เราจะจำกัด ขอบเขตการใช้จ่ายเงิน Digital ของเกษตรกรอย่างไรให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของ ธ.ก.ส. ด้วย ไม่อย่างนั้นมันจะเกิดใช้เงินงบประมาณผิดประเภทนะครับ ซึ่ง ธปท. ในฐานะผู้กำกับดูแล ความเสี่ยงและฐานะของ ธ.ก.ส. ก็มีข้อกังวลครับ ออกมาบอกว่าการที่รัฐบาลจะมอบให้ ธ.ก.ส. สนับสนุนโครงการเติมเงิน Digital Wallet ๑๐,๐๐๐ บาท โดยที่รัฐบาลยังมีหนี้ค้างกับ ธ.ก.ส. ถึงประมาณเกือบ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงสภาพคล่อง และความเสี่ยงต่อฐานะดำเนินการของ ธ.ก.ส. อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินงาน ตามพันธกิจและกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงินอย่างแน่นอน กราฟนี้ครับ ดูหนี้ ที่รัฐบาลติด ธ.ก.ส. และดูการใช้คืนนะครับ เส้นบนสีเขียวนี่คือหนี้ที่รัฐบาลติดนะครับ ก็จะเป็นงบที่ ธ.ก.ส. ขอในแต่ละปีที่ผ่าน ๆ มา พูดง่าย ๆ ก็คือมาทวงหนี้รัฐบาลด้วยงบเท่าไร เราก็จะเห็นตัวเลขเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จาก ๓๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ๖๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปจนถึงเกือบ ๆ จะแตะ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะเดียวกันงบที่ได้มาใช้หนี้กลับสวนทางโดยสิ้นเชิงครับ จาก ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท กลับขึ้นมา ๘๕,๐๐๐ ล้านบาท ลดลงมาเหลือ ๖๖,๐๐๐ ล้านบาท จนปีล่าสุดเหลือแค่ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้น เห็นได้ชัดเจนครับ ว่ามีผลกระทบต่อสภาพคล่องและฐานะตามที่ ธปท. ได้ให้ ข้อเสนอแนะอย่างแน่นอนครับ กรรมาธิการวิสามัญ ๒๕๖๘ ก็ได้สอบถาม ธ.ก.ส. นะครับ ว่าต้องการเอาเงิน ธ.ก.ส. มาทำโครงการนี้ แล้วจะเอามาจากไหน ธ.ก.ส. ก็ได้ตอบมาครับ ว่าทางเลือกในการหาแหล่งเงินทุนมีอยู่ ๒ แนวทาง ก็คือ ๑. ออกพันธบัตร โดยมีกระทรวง การคลังเป็นผู้จัดหาและค้ำประกัน ๒. ก็คือออกพันธบัตร โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้จัดหา แต่ไม่มีการค้ำประกัน สรุปครับ ก็คือต้องกู้ ให้กระทรวงการคลังออกพันธบัตร ธ.ก.ส. ก็ยืนยันมานะครับว่าไม่ได้มีการชงเรื่องนี้ ไม่เคยมีการชงเรื่องนี้เข้าบอร์ด ธ.ก.ส. เลย จนสุดท้ายเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม สัปดาห์ที่แล้วนี้เอง ก็มีการออกมากลับลำไปว่าจะไม่ใช้ เงินจาก ธ.ก.ส. แล้ว ซึ่งก็เดชะบุญของ ธ.ก.ส. นะครับ แล้วก็อีกหลายคนด้วยที่ไม่ต้องเสี่ยง ทำผิดกฎหมายนะครับ เพราะกฤษฎีกาก็เคยมีการให้ความเห็นนี้มาแล้วว่าธนาคารออมสิน ไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ในลักษณะเดียวกันนะครับ เพราะขัดกับข้อกฎหมายและ ผิดวัตถุประสงค์ของธนาคารออมสินนะครับ ที่ผมไล่เลียง Timeline และสาธยายผลกระทบ ต่อ ธ.ก.ส. มานี้ครับท่านประธาน ก็ทำให้เห็นชัดเจนว่านโยบายแจกเงิน Digital Wallet ที่แถลงไปนั้นก็เป็นการแถลงไป ทำไป คิดไป ไม่ได้ผ่านการคิดมาอย่างรอบคอบ แล้วก็กลับไป กลับมา ไม่ได้เร่งด่วนอะไร เหนือสิ่งอื่นใดก็คือการกลับลำของรัฐบาลในแต่ละครั้งนั้น สร้างผลกระทบต่อความเสียหายจำนวนมาก

ผมจะสรุปแล้วนะครับท่านประธาน สิ่งสำคัญที่สุดของการจัดงบเพิ่มเติม ที่ควรจะเป็น คือต้องให้ความสำคัญในการใช้งบประมาณเพิ่มเติมระหว่างปี สำหรับ ความจำเป็นที่เร่งด่วนในการใช้งบประมาณจริง ๆ เช่น กรณีที่ประเทศชาติประสบภัยพิบัติ ประสบปัญหารุนแรงที่จะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในการแก้ไขฟื้นฟูความเสียหาย อย่างรวดเร็วนะครับ แต่สิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งครับ คือการจัดทำงบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมระหว่างปี เพื่อสร้างแรงจูงใจทางการเมือง หรือทำเป็นโครงการประชานิยม เพราะเป็นการใช้งบประมาณเพิ่มเติมที่ผิดหลักการ ไม่เป็นไปตามความจำเป็นของการใช้ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมนะครับ การใช้งบประมาณควรจะต้องอยู่บนหลักการของความสำคัญด้วยครับ ต้องมี Priority มียุทธศาสตร์ของการใช้เงิน โครงการที่มีความคุ้มค่า มีผลตอบแทนสูงจึงควรใช้นะครับ โครงการที่มีการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ชัดเจน มีรูปธรรมนะครับ ประเทศไทยครับ ท่านประธาน เสียเวลาและเสียทรัพยากรบุคคลของรัฐไปกับโครงการ Digital Wallet มาเป็นเวลานานมากเกินไปแล้วครับ ถึงเวลาที่จะปลดปล่อยบุคลากรหน่วยงานของรัฐเหล่านี้ ให้ไปทำงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ ได้แล้วครับ ทุกวันนี้ยังมีลูกหนี้ กยศ. พบกับ ความเดือดร้อนมากมายนะครับ ที่หนี้ของเขายังไม่ได้รับการคำนวณใหม่ ดอกเบี้ยใหม่ ตามกฎหมายใหม่นะครับ ปัญหาแก๊ง Call Center หลอกลวง Online มีเหยื่อมหาศาล เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน เสียเงินมากกว่า ๑๐,๐๐๐ บาท ที่จะได้จากโครงการนี้แน่นอนครับ ท่านประธาน เหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดผมจึงไม่สามารถที่จะเห็นชอบในหลักการต่อ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ นี้ได้ครับ ขอบคุณครับ