ศุภณัฐ ชี้ปัญหาไฟไหม้กรุงเทพฯ พร้อมเสนอแก้ระบบผังเมือง-ความปลอดภัย-เยียวยา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ หารือปัญหาอัคคีภัยในกรุงเทพมหานครอย่างเป็นระบบ โดยเสนอแนวทางปรับปรุงผังเมือง แก้ไขปัญหาอาคารต่อเติมผิดกฎหมาย และยกระดับมาตรฐานวัสดุก่อสร้างและระบบไฟฟ้า พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกำกับดูแลและพัฒนาระบบการดับเพลิง ทั้งการอบรม จัดวางอุปกรณ์ และขยายจุดบริการ รวมถึงผลักดันการเยียวยาที่เหมาะสม การปรับอัตราค่าช่วยเหลือ การจัดตั้งกองทุนคุ้มครองผู้ประสบภัย และสนับสนุนการมีสถานะทางกฎหมายให้แก่อาสาสมัครกู้ภัย

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๙ พรรคก้าวไกลครับ ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความเสียใจกับพี่น้องที่เยาวราช รวมไปถึง พื้นที่อื่น ๆ ที่เคยประสบเหตุไฟไหม้มา ณ ที่นี้ด้วย ท่านประธานครับ ผมขอถอดบทเรียน เหตุเพลิงไหม้ที่เยาวราชและในที่อื่น ๆ ในกรุงเทพมหานคร ออกมาเป็นข้อเสนอ ๓ มิติ ๗ ประเด็นย่อย ดังนี้ ขอสไลด์ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

มิติที่ ๑ ด้านกายภาพ ก็มี ๓ ประเด็นย่อยด้วยกัน

ประเด็นย่อยที่ ๑ คือปัญหาทางเข้าที่แคบเกินไป รถดับเพลิงเข้าไม่ได้ครับ ไม่ว่าจะเยาวราชหรือชุมชนแออัดในกรุงเทพมหานคร ในพื้นที่อื่น ๆ นั้นล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่กึ่ง Land Lock คือรถและรถดับเพลิงเข้าออกไม่ได้ ชีวิตประจำวันใช้มอเตอร์ไซค์กับการเดินเท้า เข้าออกเป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงมากต่อการควบคุมเพลิง ซึ่งถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่รัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานคร ต้องเริ่มใช้ พ.ร.บ. จัดรูปที่ดิน อย่างจริงจัง เพื่อให้ได้ถนนที่กว้างมากพอ ให้ได้รูปที่ดินที่มีความสวยงามและควรกำหนด ขนาดความกว้างของถนนเอกชนว่า ต้องมีขั้นต่ำเท่าไรที่รถดับเพลิงจะผ่านเข้าออกได้ ถ้าตรงไหนกว้างไม่พอ ก็ไม่ควรออกใบอนุญาตก่อสร้างให้หรือไม่

ประเด็นย่อยที่ ๒ คือปัญหาด้านการสร้างบ้านผิด พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร ทำไม พ.ร.บ. ควบคุมอาคารต้องกำหนดเรื่องของระยะร่นจากกำแพงครับ ก็เพราะว่าที่มา ของ พ.ร.บ. นี้คือการป้องกันและควบคุมไม่ให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ลุกลามแบบเคสที่เยาวราช บ้านสองชั้นโดยทั่วไปแล้วถ้าเกิดทำกำแพงเป็นทึบ ต้องมีระยะร่นประมาณ ๐.๕ เมตร จากแนวรั้ว ถ้าเกิดเป็นกำแพงที่มีช่องเปิด มีหน้าต่าง มีระเบียง มีประตู ท่านต้องเว้นระยะ อย่างน้อย ๒ เมตรจากแนวรั้ว แต่สภาพเป็นจริงครับทุกคนรู้ครับ เราต่อเติมกันหมด ผิดกันหมดครับ เราอาจจะไม่ทราบกฎหมาย ไม่เข้าใจที่มาของกฎหมาย แต่ที่แปลกคือ เจ้าหน้าที่ปล่อยให้ต่อเติมมาได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่สร้างเก่าหรือบ้านที่เพิ่งจะ สร้างใหม่ทุกวันนี้ก็ต่อเติมผิดแทบทุกหลัง บางคนบอกว่าที่ดินของเขาครับ เขาอยากจะ ต่อเติมชนกำแพงมันก็เรื่องของเขา ผมก็ต้องบอกว่าถ้าท่านไม่ได้ต่อเติมไปชนกับกำแพง ของบ้านท่านอื่นมันคงไม่มีปัญหาหรอกครับ การที่เราต่อเติมจนไปชิดกับกำแพง ของเพื่อนบ้าน นั่นเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับบ้านที่อยู่ติดกัน และทำให้เกิดเหตุการณ์ แบบนี้เกิดขึ้น ยิ่งชุมชนแออัดส่วนใหญ่ก็เป็นบ้านไม้ มีการสร้างติดกัน หรือประชากร มีความหนาแน่นย่อมมีความเสี่ยงที่สูงขึ้น สิ่งที่ กทม. ต้องทำครับ เร่งรัดในเรื่องของการ กำกับควบคุมการใช้กฎหมายควบคุมอาคารเสียที และกระทรวงมหาดไทยควรต้อง ออกระเบียบเรื่องของการใช้วัสดุกันไฟในการสร้างสิ่งปลูกสร้างครับ

ประเด็นย่อยที่ ๓ ของเรื่องกายภาพก็คือ เรื่องของปัญหาระบบไฟฟ้าเก่า มิเตอร์เก่า สายไฟเก่า ทำให้ไฟฟ้าลัดวงจรได้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรมีเจ้าหน้าที่ตรวจระบบ ไฟฟ้าในอาคารเก่า และควรออกนโยบายสนับสนุนการเปลี่ยนระบบไฟใหม่ เดินสายใหม่ โดยอาจจะใช้เงินกองทุนของกระทรวงพลังงานหรือการไฟฟ้าเข้ามา Support ก็ได้ ซึ่งด้านหนึ่งจะช่วยในการส่งเสริมเรื่องของความปลอดภัย และอีกด้านหนึ่งก็คือในเรื่อง ของการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ได้อีกด้วย

มิติที่ ๒ คือด้านของการเตรียมความพร้อมและการป้องกันครับ ซึ่งมี ๒ ประเด็นย่อยด้วยกัน

ประเด็นย่อยที่ ๑ หลายท่านที่อยู่ที่หมู่บ้าน และอยู่ที่คอนโดมิเนียมอาจจะ ไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้ว กทม. มีการฝึกอบรมดับไฟ หนีไฟ ใช้ถังดับเพลิงหรือแม้กระทั่ง แจกถังดับเพลิงฟรีให้กับพี่น้องในชุมชนอยู่ตลอดครับ แต่ปัญหาคือการอบรมนั้นไม่ได้ เป็นภาคบังคับให้ทุกคนต้องเข้าร่วม และบางทีถังที่ให้ไปก็วางผิดตำแหน่งบ้าง บางชุมชน ไม่มีที่วางก็เอาไปรวมกันอยู่ที่เดียว พอเกิดไฟไหม้ขึ้นมาก็วิ่งไปส่วนกลาง เพื่อไปเอาถัง และวิ่งกลับมาเพื่อดับไฟ สุดท้ายมันก็สายเกินไปแล้ว กทม. มีความจำเป็นต้องลงไปตรวจดู เรื่องพวกนี้แทนที่จะเน้นแค่เรื่องของการแจกฟรีเพียงอย่างเดียว

ประเด็นย่อยที่ ๒ คือเรื่องของสถานีดับเพลิงครับ ปัจจุบันกรุงเทพมหานคร เรามีสถานีดับเพลิงทั้งหมด ๔๘ แห่งเท่านั้นครับ โดยตามหลักไฟไหม้แล้ว เจ้าหน้าที่ ควรต้องถึงที่เกิดเหตุไม่เกิน ๘ นาที เดี๋ยวขอสไลด์ถัดไปครับ แต่ถ้าเกิดดูในแผนที่ครับ เราจะพบว่าเป็นไปได้หรือครับ ที่กรุงเทพมหานครจะเข้าถึงพื้นที่ได้ภายใน ๘ นาที ตามสถานีดับเพลิงที่มีอยู่ในภาพนี้ เพราะฉะนั้น กทม. มีความจำเป็นต้องสร้างสถานีดับเพลิง ย่อยเพิ่มครับ แต่ที่น่าเสียดาย กทม. ติดปัญหาคือไม่มีที่ดิน แต่หน่วยงาน อย่างเช่น การรถไฟ การทางพิเศษ ธนารักษ์ แม้กระทั่งที่ดินของทหาร หรือมหาวิทยาลัยของรัฐยังมีที่ดิน เหลือเยอะมาก และหลายที่ก็นำที่ดินเหล่านั้นไปปล่อยเช่าหาเงินเข้าองค์กร ไปทำสนามกอล์ฟ โดยที่ไม่ได้แบ่งให้ กทม. ไปทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ แม้กระทั่งจะสร้างโรงพยาบาล ในเขตของผมเอง ยังไม่มีที่ดินจะสร้างโรงพยาบาลเลยครับท่านประธาน รัฐควรต้องเข้ามา จัดการ Clear เรื่องนี้อย่างจริงจังได้แล้ว รวมถึงเรื่องของรถดับเพลิงที่เป็นระบบ Mobile Unit คือตามจุดต่าง ๆ หรือเรือดับเพลิง ในพื้นที่ที่รถเข้าไม่ได้ กทม. ก็ต้องรีบจัดซื้อ และวางกระจายตามจุดต่าง ๆ ให้เพียงพอ

มิติที่ ๓ คือเรื่องของกฎหมาย การชดเชย การเยียวยา คุ้มครอง ซึ่งมีทั้งหมด ๒ ประเด็นย่อยด้วยกันครับ

ประเด็นที่ ๑ คือเรื่องของระเบียบที่รัฐบาลเยียวยา ท่านประธานครับ โจรปล้น ๑๐ ครั้งไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว แต่ระเบียบที่มีอยู่ตอนนี้นั้น รู้หรือไม่ครับช่วยค่า ซ่อมบ้านทั้งหมดเท่าไรครับ ๔๙,๕๐๐ บาทเท่านั้นครับ ไหม้ทั้งหลังรัฐบาลช่วย ๔๙,๕๐๐ บาท รวมถึงค่าครองชีพและค่าของอื่น ๆ ต่าง ๆ รวมกันไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งรัฐควรต้องปรับ Rate ใหม่แล้วหรือไม่ และควรที่เริ่มคิดถึงเรื่องของการร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบอัคคีภัย หรือไม่ ซึ่งเป็นในแนวเดียวกันกับการทำ พ.ร.บ. รถยนต์ คือเป็นรูปแบบของประกัน หรือแม้กระทั่ง จะทำเป็นเรื่องของการมีกองทุน พอเกิดไฟไหม้ปุ๊บจ่ายปั๊บทันที เพราะมีเพื่อนสมาชิก หลายคนบอกว่า การได้เงินนั้นล่าช้า เริ่มกันถึงกระทั่งการที่ต้องมีการสนับสนุนการซื้อ ประกันอัคคีภัยหรือไม่ แล้วนำเงินตรงนี้ไปลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้บางส่วน

ประเด็นสุดท้าย คือเรื่องของการดูแลอาสาสมัครกู้ชีพกู้ภัยจากมูลนิธิต่าง ๆ ที่มาช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ ปัจจุบันแน่นอนครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกบอกครับ อาสาเหล่านี้ ไม่มีสถานะเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ได้รับการคุ้มครองจาก พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิด ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งวันนี้ผมดีใจที่เพื่อนสมาชิกหลายคนพูดถึงอาสาหลายท่าน ผมจึงต้องขอใช้ โอกาสนี้ในการประกาศผ่านท่านประธาน ไปยังพี่น้องอาสาสมัครทั่วประเทศ รวมถึง เพื่อนสมาชิกด้วยว่าผมและพรรคก้าวไกลนั้น กำลังเตรียมยื่นเรื่องของร่างพระราชบัญญัติ อาสาสมัครกู้ชีพกู้ภัย ที่จะยกระดับ จัดระเบียบ เพิ่มการคุ้มครองทางกฎหมาย และช่วยเหลือ ค่ารักษาพยาบาล กรณีที่อาสาได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตระหว่างเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชนให้กับอาสาสมัครทุกท่านที่อยู่ในระบบมูลนิธิอย่างถูกต้อง แล้วผมหวังว่าเมื่อร่างนี้ เข้าสู่รัฐสภาแห่งนี้แล้วเพื่อน ๆ สมาชิกจากทุกท่านที่ช่วยกันพูดถึงเรื่องนี้ก็จะช่วยสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ