ปารเมศ ชี้เพลิงไหม้เยาวราช ทวงเยียวยา-เร่งป้องกันภัยอย่างเป็นระบบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ อภิปรายญัตติด่วนเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้ย่านเยาวราชที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 300 คนจากหลายร้อยครัวเรือน โดยเน้นย้ำความเสี่ยงจากอัคคีภัยในชุมชนแออัดอย่างตรอกโพธิ์ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอ การเข้าถึงของรถดับเพลิง และการสื่อสารที่ขาดการบูรณาการ พร้อมเสนอให้มีการทบทวนระบบป้องกันและรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ จัดตั้งศูนย์บัญชาการกลางเพื่อเชื่อมโยงข้อมูล ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุ รวมถึงเร่งรัดการซ่อมแซมอุปกรณ์ดับเพลิงและปรับปรุงขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน

นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑ เขตสัมพันธวงศ์ พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย บางรัก และดุสิต พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ในวันนี้ผมขอใช้เวลาเพื่ออภิปราย ญัตติด่วนด้วยวาจา กรณีการแก้ไขปัญหาและการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุ เพลิงไหม้เยาวราช ผมขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ให้โอกาสผมได้ยื่นญัตติด่วน ด้วยวาจาครั้งนี้ และขอให้ทุกท่านร่วมกันพิจารณาและสนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของลูก ๆ หลาน ๆ ของพวกเราทุกคน สิ่งที่ผมกำลังจะอภิปราย ไม่ใช่เป็นการโจมตีหรือติติงหน่วยงานใด แต่เป็นการอภิปรายเพื่อที่จะสร้างความตระหนัก และความสำคัญของการป้องกันเหตุสาธารณภัยอย่างเอาจริงเอาจัง ผมเข้าใจครับว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ผมเชื่อว่าเราทำได้ดีกว่านี้ ก่อนอื่นผมต้อง ขอแสดงความเสียใจกับผู้ประสบภัยทุกท่าน และผมเชื่อว่าทุก ๆ ท่านในที่นี้น่าจะได้เห็นข่าว เหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ ๗ กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้น ที่ชุมชนตรอกโพธิ์ ถนนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ผมดูแล ท่านประธานครับ ผมอยากให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกดูครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดภาพ)

นี่คือภาพความเสียหาย ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เราจะต้องสูญเสียที่พัก ทรัพย์สิน และสิ่งของ หรือสัตว์เลี้ยง ที่เรารักกันอีกเท่าไร ผมต้องขอชมเชยเจ้าหน้าที่ดับเพลิง และหน่วยกู้ภัยทุกท่านที่เหตุเพลิงไหม้ ครั้งนี้เราไม่ได้สูญเสียชีวิตใด แต่ผมอยากจะฝากไปยังทุกท่านที่กำลังฟังอยู่ว่าในอนาคต เราอาจจะไม่ได้เคราะห์ดีเช่นเดียวกับครั้งนี้ จากเหตุการณ์ครั้งนี้ผู้ประสบภัยรวมทั้งสิ้น ๓๔๔ ราย นับเป็น ๑๙๘ ครอบครัว โดยมีบ้านเรือนและอาคารที่เสียหายรวมทั้งหมด ๖๖ ครัวเรือน ท่านประธานครับ เหตุการณ์ในวันนั้นผมมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ประสบภัยหลายท่าน ที่มีความผูกพันกับบ้านและชุมชนนี้อย่างมาก เพราะเราต้องสูญเสียพื้นที่ที่เป็นความทรงจำ ร่วมกันโดยไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุแบบนี้ ได้แต่มองดูโดยไม่สามารถทำอะไรได้ซึ่งเป็นความ น่าเศร้าสลดที่เกิดขึ้นในวันนั้น

ผมอยากจะให้ดูคลิปสั้น ๆ ครับ นี่เป็นคลิปที่ผมลงพื้นที่ ณ วันเกิดเหตุ หากย้อนกลับไปคืนนั้นเหตุเพลิงไหม้ได้เกิดขึ้นในเวลา ๒ ทุ่ม ๔๑ นาที โดยรถดับเพลิง เข้าไปถึงที่เกิดเหตุภายในประมาณ ๖-๗ นาที ส่วนผมเองเข้าไปถึงพื้นที่ในตอนเวลาประมาณ ๓ ทุ่ม ๔๕ นาที ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครดับเพลิงทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง ที่ได้จัดการเพลิงไหม้โดยใช้เวลาประมาณ ๔ ชั่วโมง ถึงแม้จะมีข้อจำกัดและอุปสรรค อยู่หลายประการ นอกจากนี้ผมขอขอบคุณท่านปลัดกระทรวง พม. ท่านปลัดอนุกูลที่ได้ ลงพื้นที่อย่างรวดเร็วหลังจากที่ผมได้โทรไปประสานกับท่าน เพื่อเข้ามาช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในพื้นที่ และขอขอบคุณหน่วยงาน กทม. สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน เหตุเพลิงไหม้ที่ชุมชนตรอกโพธิ์เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องหวนคิดถึงความสำคัญในการ วางแผนและการรับมือกับภัยพิบัติในชุมชนแออัดอย่างจริงจัง เพราะแต่ละชุมชนก็จะมี อายุมากขึ้นและเก่าลงเรื่อย ๆ ซึ่งหากเรามาดูกายภาพของชุมชนตรอกโพธิ์นั้น เป็นชุมชน ที่เก่าแก่มีอายุกว่า ๖๐ ปี และเป็นบ้านเรือนส่วนใหญ่ที่ทำมาจากวัสดุติดไฟง่าย อย่างเช่น ไม้ เป็นต้น มีลักษณะภูมิศาสตร์ที่แออัด ซึ่งมีถนนกว้างไม่เกิน ๓ เมตร เป็นชุมชนไข่แดง ที่ล้อมรอบด้วยตึกสูง ทำให้การเข้าถึงพื้นที่ในชุมชนทำได้ยาก ส่งผลกระทบให้การเคลื่อนย้าย และการเข้าถึงของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงนั้นเป็นไปได้ยาก และที่สำคัญรถดับเพลิงขนาดใหญ่ ไม่สามารถเข้าได้ครับ ด้วยลักษณะภูมิศาสตร์และผังเมืองเช่นนี้ที่เป็นชุมชนแออัด และเข้าถึงยาก ผมจึงอยากจะฝากผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและ คณะรัฐมนตรีว่าเราจะถอดบทเรียนจากการสูญเสียครั้งใหญ่ครั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการ แก้ไขปัญหา และมาตรการการป้องกันและรับมืออย่างไร จากข้อมูลพบว่าในพื้นที่ กรุงเทพมหานครมีชุมชนจัดตั้งทั้งหมด ๒,๐๐๘ ชุมชน โดยเป็นชุมชนที่มีความเสี่ยงด้านความ ปลอดภัยทั้งหมด ๖๓๔ ชุมชน แบ่งเป็นชุมชนที่รถเข้าออกไม่ได้มากถึงจำนวน ๒๕๖ ชุมชน ผมเข้าใจว่าจะมีเพื่อน ๆ สมาชิกท่านอื่นที่จะมาร่วมลงชื่ออภิปรายและเสนอแนวทาง ในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ในลักษณะนี้ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศหลังจากนี้ ท่านประธานครับ กรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งเศรษฐกิจที่มีคนอยู่ร่วมกันกว่า ๑๐ ล้านคน ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับต้น ๆ ของโลก แต่ขอให้ทุกท่านลองดูข้อมูลตัวนี้ นี่คือสถิติการเกิดอัคคีภัย ๔ ปีย้อนหลังของกรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ นี่คือจำนวน ของสถิติการเกิดอัคคีภัยในช่วงปี ๒๕๖๗ เป็นแท่งสีม่วงครับท่านประธาน ในระยะเวลาเพียง ๖ เดือนกว่า ๆ เท่านั้น แต่จำนวนเหตุเพลิงที่ไหม้ใกล้เคียงกับปี ๒๕๖๖ ที่มีแท่งสีน้ำเงินทั้งปี ผมดูแล้วก็ตกใจ สาเหตุเป็นเพราะอะไร ทำไมจำนวนอัคคีภัยเหตุเพลิงไหม้นี้ถึงเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา ๔ ปีติด ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ จนถึงปัจจุบัน ผมว่านี่เป็นสัญญาณ อันตรายที่เราไม่สามารถมองข้ามได้ครับ เราต้องหาสาเหตุให้เจอ ต้องเก็บสถิติอย่างมี ประสิทธิภาพ เพื่อจะได้วิเคราะห์และหาทางป้องกันเหตุเหล่านี้ในอนาคตอย่างแม่นยำ ผมได้หารือกับทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทางกรุงเทพมหานคร และผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ได้ทำหน้าที่เต็มสุดความสามารถ โดยข้อจำกัดและอุปสรรคที่มีครับ ผมจึงอยากฝากท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านต้องลงมาดูปัญหาดังกล่าว ด้วยตัวเองครับ เพื่อที่จะสั่งการและวางแผน เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาระดับประเทศ ท่านประธานครับ จากการลงพื้นที่รวมถึงได้มีโอกาสสัมผัสหน้างานของเหตุอัคคีภัย อยู่หลายครั้ง ทำให้ผมได้เรียนรู้ถึงข้อจำกัดและอุปสรรคต่าง ๆ ที่มีในการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ผมได้เรียนรู้และไปร่วมหารือกับทางหน่วยงาน กทม. รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันและหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ผมจะขอชี้อุปสรรคและข้อจำกัด ในการปฏิบัติหน้าที่ ณ หน้างานทั้งหมด ๓ ข้อหลัก ๆ ครับ

ข้อที่ ๑ มีปัญหาเรื่องด้านการสื่อสารครับ การสื่อสารในสถานการณ์ฉุกเฉิน มีความจำเป็นที่จะต้องประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ จากจุดเดียวกัน เพื่อความแม่นยำ และครบถ้วนของข้อมูล เพื่อที่จะประเมินสถานการณ์อย่างถูกต้อง จากที่ผมได้ลงพื้นที่ และปรึกษากับเจ้าหน้าที่หลายท่านพบว่า หน่วยงานและอาสาสมัครในกรุงเทพมหานครนั้น มาจากหลากหลายหน่วยงานครับ จึงยังไม่มีการประสานงานแบบสั่งการจากศูนย์กลาง ดังนั้นการสื่อสารระหว่างหน่วยงานภาครัฐ อาสาสมัคร และมูลนิธิต่าง ๆ อาจจะขาด ความแม่นยำ รวดเร็ว และถูกต้อง ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้เกิดการสื่อสารที่ผิดพลาดของข้อมูล เช่น หากเกิดเหตุรถจากหลายหน่วยงานจะเข้ามาครับ กรูกันเข้ามาทำให้การจราจรติดขัด และการจอดรถที่ทำให้เข้าถึงพื้นที่หน้างานนั้นล่าช้าลงไป หรือในการเข้าช่วยเหลือประชาชน ที่ติดอยู่ข้างในอาคาร หากสื่อสารแบบซ้ำซ้อนกลุ่มอาสาสมัครหรือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน อาจจะปฏิบัติหน้าที่แบบซ้ำซ้อนกัน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร ดับเพลิงได้ ไม่ใช่แค่การสื่อสารหน้างานเท่านั้นครับ แต่รวมถึงการสื่อสารแจ้งเหตุสาธารณภัย ที่ใช้สื่อสารกับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง ดังนั้นเราควรตั้งศูนย์สั่งการ แบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน หรือที่เราเรียกว่า Command Center ที่สามารถสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อดึงศักยภาพ ที่มีอยู่จำนวนมากนั้นมาใช้ตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วครับ

ถัดมาเป็นเรื่องของระบบการจัดการบุคลากร พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ตามมาตรา ๔ ระบุว่า อาสาสมัคร หมายความว่า อาสาสมัคร ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนตามพระราชบัญญัตินี้ โดยผมขอเสนอให้มีการแก้ไขเนื้อหา ในมาตรา ๔ เพื่อเปิดโอกาสให้อาสาสมัครจากมูลนิธิ หรือองค์กรอื่น ๆ เข้ามามีบทบาท เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานครับ ในกรณีที่เกิดเหตุสาธารณภัย โดยอาสาสมัครเหล่านี้จะต้องผ่าน การอบรม และได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในการป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย เช่นเดียวกับอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน หรือที่เราเรียกกันว่า อปพร. หากอาสาสมัครไม่ได้รับรองการเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานได้พังประตูเข้าไป เพราะมีเหตุจำเป็น อาจจะถูกฟ้องจากเจ้าของอาคารได้ เพราะไม่ได้เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน จึงไม่ได้รับ การคุ้มครองตามกฎหมายนี้ครับ

ข้อถัดไป ข้อที่ ๓ และเป็นข้อสุดท้ายครับ เป็นข้อที่เราต้องไปทบทวน กระบวนการการซ่อมแซมครุภัณฑ์ อุปกรณ์ที่ใช้ในการบรรเทาสาธารณภัย อย่างเช่น รถดับเพลิง เป็นต้น ปัจจุบันจำนวนรถดับเพลิงที่มีในสังกัดสำนักป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยของกรุงเทพมหานครนั้นมีทั้งหมด ๗๖๖ คัน แต่ที่พร้อมใช้งานจริง ๆ อย่างเต็ม ประสิทธิภาพมีเพียงแค่ ๕๐๕ คันเองครับ ส่วนที่เหลือนั้นรอซ่อมอุปกรณ์ชำรุดและอื่น ๆ รวมทั้งสิ้น ๒๖๑ คัน หรือคิดเป็นจำนวนมากกว่า ๑ ใน ๔ ของจำนวนทั้งหมดครับ ท่านประธานครับ ผมจึงมีข้อเสนอแนะไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ใช้อำนาจตามมาตรา ๕๖ ของพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ขอให้มีการ ออกระเบียบเพื่อเร่งรัดขั้นตอนในการจัดซื้อจัดจ้าง สำหรับการซ่อมแซมและบำรุงรักษา ครุภัณฑ์เร่งด่วน ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ เชื่อไหมครับว่า รถดับเพลิงบางคันต้องจอดรอการซ่อมแซม รอกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างนานถึง ๓ เดือน ๖ เดือน บางคันรอเป็นปียังมีเลยครับ

ท่านประธานครับ ผมก็มีคำถามที่อยากจะทวงถามถึงหน่วยงานต่าง ๆ ครับ ข้อแรกครับ ผมอยากจะทวงถามและติดตามไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ในเรื่องที่ท่าน ได้ให้สัมภาษณ์ในวันที่ ๘ กรกฎาคมว่าจะมีการเยียวยาให้กับผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด แต่ปัจจุบันยังเกิดการล่าช้าขึ้นนะครับ ผมเข้าใจว่ากระบวนการต่าง ๆ นั้น ต้องเป็นไปตาม กฎหมาย แต่เอกสารครับเอกสารสิทธิต่าง ๆ สิ่งสำคัญต่าง ๆ นั้นถูกไหม้ไปกับเพลิงในบ้านเขา เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นผมอยากจะทวงถามและเร่งรัด ติดตามการเยียวยาสำหรับผู้ประสบภัย ทุกท่านครับ การเยียวยาที่ล่าช้านั้นเป็นการซ้ำเติมต่อผู้ประสบภัย ฉะนั้นอยากจะฝาก และวิงวอนไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับ รบกวนช่วยเร่งรัดให้ผู้ประสบภัยเหล่านั้น ได้รับการ เยียวยาอย่างเหมาะสมด้วยครับ

คำถามถัดมาครับ อยากจะฝากคำถามผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงาน กองพิสูจน์หลักฐานว่า สาเหตุที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ของชุมชนตรอกโพธิ์นั้นคืออะไร เพื่อนำ ต้นเหตุมาวิเคราะห์และวางมาตรการ เพื่อป้องกันในอนาคตครับ

ฝากข้อที่ ๓ เป็นการฝากสุดท้ายครับผมทราบดีว่า ปัจจุบันมีหน่วยงาน จัดฝึกอบรมและให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องของแผนเผชิญเหตุ แต่ท่านจะหาวิธีใดครับ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าร่วมซ้อมแผนเผชิญเหตุให้มากขึ้น เพราะจากตัวเลขที่ผม ได้รับมาครับ มีประชาชนเข้าร่วมแผนซักซ้อมน้อยมาก ๆ ไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะมีสถิติ ที่ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนสามารถช่วยระงับเหตุเพลิงในขั้นต้น หรือแม้แต่ดับเพลิงไหม้เองได้ เป็นจำนวน ๑ ใน ๓ ของเหตุอัคคีภัยทั้งหมดในกรุงเทพมหานคร ฉะนั้นต้องฝากด้วยนะครับ ว่าท่านจะมีแรงจูงใจอย่างไร ให้คนมาร่วมซ้อมแผนเผชิญเหตุให้มากขึ้น

ท้ายที่สุดครับเหตุการณ์นี้เป็นการเตือนใจของเราทุกคนครับ ให้เห็นถึง ความสำคัญของมาตรการการป้องกันอัคคีภัย รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการตอบสนอง ต่อเหตุฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ ภาพเหตุการณ์ยังคงฝังลึกในจิตใจ ของพวกเราทุกคนครับ โดยเฉพาะผู้ประสบภัย เราต้องไม่ปล่อยให้ความหวาดกลัวนั้น ได้เกิด และสร้างความสูญเสียเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงเวลาแล้วครับที่เราทุกคนต้องหันมาใส่ใจ ในเรื่องการป้องกันเหตุอัคคีภัยอย่างจริงจังเพื่อชุมชนที่ปลอดภัย และเพื่ออนาคตของลูก ๆ หลาน ๆ เราทุกท่านครับ ขอบคุณมากครับ