ธัญธร ธนินวัฒนาธร อภิปรายปิดญัตติพิจารณาแนวทางควบคุมการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โดยชี้ปัญหาความบกพร่องของระบบหลังการถ่ายโอน ทั้งการขาดแคลนงบประมาณ สิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสม กฎระเบียบที่ไม่เอื้อ และขาดบุคลากร จนส่งผลให้คุณภาพบริการสาธารณสุขลดลงและประชาชนได้รับผลกระทบ จึงเรียกร้องให้มีการแก้ไขระเบียบที่กีดกัน การสนับสนุนจากหน่วยงานต้นสังกัดเดิม และผลักดันการส่งเสริมบุคลากรด้านสุขภาพปฐมภูมิอย่างครบวงจรเพื่อรองรับการดูแลแบบองค์รวม
เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม ธัญธร ธนินวัฒนาธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตบางแค และภาษีเจริญ จากพรรคประชาชน ผมขออภิปรายปิดญัตติพิจารณาศึกษาแนวทาง การควบคุมการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนะครับ รพ.สต. ที่เข้าถึงง่าย ให้บริการได้สะดวก รวดเร็ว ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่าย ตลอดจนดูแลสุขภาพได้อย่าง ต่อเนื่อง ก็เป็นโรงพยาบาลในฝันของพวกเราทุกคน แล้วผมก็เชื่อว่าเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย แต่ รพ.สต. ในลักษณะนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้นครับ ขณะนี้ก็เป็นเวลากว่า ๔ เดือนแล้ว หลังจากที่ได้ มีการพูดถึงปัญหานี้ ในการอภิปรายงบประมาณเมื่อเดือนมิถุนายน แต่ก็ยังไม่ได้มีสัญญาณ ในการปรับปรุงให้ดีขึ้น ปัญหาเรื่องกรอบอัตรากำลังเพื่อนสมาชิกก็ได้พูดถึงหลาย ๆ ท่าน ก็ยังไม่ได้รับการปรับปรุงเช่นเดียวกัน ซึ่งผมได้ขอสรุปปัญหานี้ออกเป็น ๔ หัวข้อครับ คือ งบไม่เต็ม สิ่งแวดล้อมไม่ดี กฎระเบียบไม่เอื้อ และคนไม่เติม
ข้อแรก งบไม่เต็ม งบอุดหนุนน้อยลง ไม่ตรงกับคู่มือการถ่ายโอน ทำให้ รพ.สต. นั้นขาดเงินบำรุงครับ ไม่มีงบซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นสำหรับการส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาพ ที่ควรมีอุปกรณ์ทำกายภาพบำบัดก็ไม่มี แม้กระทั่ง กิจกรรมบำบัดก็ไม่มีเช่นกัน ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการฟื้นฟูก็ไม่ได้รับการรักษาที่จำเป็นครับ กลายเป็นผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง ต้องเป็นติดบ้าน ติดเตียง บีบให้ท้องถิ่นมีทางเลือกอยู่แค่ ๒ ทาง ๑. ก็คือควักเงินในส่วนที่ต้องนำไปพัฒนาท้องถิ่นนั้นมาบำรุง รพ.สต. หรือ ๒. ก็คือ ลดจำนวนคนและคุณภาพการให้บริการ ซึ่งผมก็ต้องบอกว่าไม่ควรจะเกิดขึ้นเลยครับ
ข้อ ๒ สภาพแวดล้อมไม่ดี เกิดสภาพแวดล้อมที่ไม่สนับสนุนคนทำงาน ด้านปฐมภูมิ มี รพ.สต. ถึง ๙๑ เปอร์เซ็นต์ ที่มีกำลังคนน้อยกว่ามาตรฐานขั้นต่ำครับ คนทำงานก็ต้องแบกรับภาระการดูแล พักผ่อนน้อย ทำงานเกินขีดจำกัด เกิดความเครียด คุณภาพการบริการก็ลดลง หาก อบจ. จะต้องการจ้างบุคลากรเพิ่มก็ติดระเบียบ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ทำให้บุคลากรบางส่วนลังเลไม่ประสงค์ที่จะโอนย้าย ออกไป แต่ทางกระทรวงสาธารณสุขก็มีทางเลือกสำหรับคนที่ไม่อยากย้ายไป ให้เลือกได้เพียงว่า จะไปทำงานในสังกัด สสจ. สสอ. หรือช่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข หรือกระทรวงอื่น หรือเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด
ข้อ ๓ กฎระเบียบไม่เอื้อ ปัญหากฎระเบียบไม่เหมือนกันระหว่างโรงพยาบาล แม่ข่ายกับ รพ.สต. หลังจากถ่ายโอนไปแล้ว รพ.สต. ได้รับการสนับสนุนการจัดบริการ จากโรงพยาบาลแม่ข่ายลดลง หรือบางด้านก็อาจจะถูกยกเลิกไปครับท่านประธาน ซึ่งส่งผล ต่อการให้บริการทางการแพทย์ รพ.สต. แห่งที่ได้รับการสนับสนุนด้านบุคลากรหมุนเวียน มาให้บริการ ทั้งแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร หรือแม้กระทั่งนักกายภาพบำบัด จากโรงพยาบาลแม่ข่าย ช่วงหลังก็ได้ข่าวว่าอาจจะมีการงดการสนับสนุนต่าง ๆ โดยให้ เหตุผลว่าจะเป็นบทบาทการสนับสนุนของ อบจ. แทน นอกจากนี้ยังมีการคิดค่าบริการ ในการตรวจแล็บ สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นผู้ป่วยกลุ่มโรค NCDs ซึ่งมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีคิดค่าบริการ รวมไปถึงการคิด ค่าบริการในการจัดหายาเพิ่มในทุกรอบที่ รพ.สต. เบิกจ่ายยาจากโรงพยาบาลแม่ข่ายครับ
ข้อ ๔ ข้อสุดท้าย คนไม่เติมครับ เมื่อมีข้อจำกัดในงบประมาณและกำลังคน เช่นนี้ เราก็คงไม่ได้เห็นสหวิชาชีพอื่น ๆ มาปฏิบัติงานใน รพ.สต. หรือสุขภาพปฐมภูมิ ได้เพิ่มขึ้น เพราะรัฐเองนั้นก็เน้นแนวทางไปทางการรักษาทางคลินิก ไม่ค่อยให้ความสำคัญ กับการส่งเสริม ป้องกัน และฟื้นฟูสุขภาพเท่าที่ควร ซึ่งผมก็ได้เคยให้ความเห็นในหลาย โอกาส แม้กระทั่งสะท้อนเรื่องนี้ในการตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีในสภาแห่งนี้ ชี้ให้เห็นว่า งบประมาณที่เรากำหนดใช้กันนั้นยังไม่ตรงจุด ไม่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพ บุคลากร ทางสาธารณสุขที่สำคัญ เช่น ๑. นักกายภาพบำบัด เมื่อขาดบุคลากรวิชาชีพนี้ ผู้ป่วยที่ปกติ แล้วยังอยู่ในสภาวะที่ฟื้นฟูได้ให้ร่างกายกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ก็ขาดโอกาส กลายมาเป็นผู้พิการ มีภาวะพึ่งพิงติดบ้าน ติดเตียง สูญเสียโอกาสที่จะประกอบอาชีพ และช่วยเหลือตัวเองได้ดังเดิม ๒. นักจิตวิทยาชุมชน เมื่อเราไม่มีบุคลากรกลุ่มนี้ ชุมชน เยาวชน ผู้สูงอายุ จึงประสบปัญหาสุขภาพจิต ไม่ได้รับการคัดกรอง กิจกรรมฟื้นฟูจิตใจก็ไม่มี และสุดท้ายก็อาจจะกลายเป็นผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านจิตเวช ต้องใช้เวลาในการรักษาที่ยาวนานขึ้น หนักกว่านั้นอาจนำมาซึ่งปัญหาการซึมเศร้าบุคลิกแปรปรวนและทำร้ายตัวเองได้ครับ และ ๓. นักสังคมสงเคราะห์ ขาดคนกลุ่มนี้คนที่มีปัญหาครอบครัว คนที่พ้นโทษจำคุกมา คนที่มีปัญหาซับซ้อนก็ขาดความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ การดูแลจากภาครัฐและกลายเป็น ปัญหาทางสังคมและอาชญากรรมตามมาได้
ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งหมด ทั้งมวล ที่ผมกล่าวมาก็จะชี้ให้เห็นถึง โอกาสทางเลือก ทางรอดที่เราจะร่วมกันสร้างหน่วยบริการปฐมภูมิที่ตอบโจทย์สุขภาพของ พี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริงครับ ผมจึงขอให้คณะกรรมาธิการที่จะรับเรื่องนี้ไปศึกษา ได้ร่วมกันผลักดันแก้ไขปัญหานี้ เพราะสาธารณสุขที่ดีไม่ใช่แค่การรักษา แต่คือการสร้าง ความหวังและอนาคตที่สดใสให้กับประชาชนทุกคน ขอบคุณครับ