สกล เปิดญัตติถ่ายโอน รพ.สต. ชี้ขาดงบ-คน-กฎระเบียบ ขัดขวางบริการสาธารณสุข

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๕ · ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๗

สกล สุนทรวาณิชย์กิจ อภิปรายเปิดญัตติเรื่องการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โดยชี้ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณ บุคลากร และกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องระหว่างโรงพยาบาลแม่ข่ายกับ รพ.สต. ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพบริการสาธารณสุข พร้อมเสนอให้แก้ไขข้อจำกัดด้านกฎหมาย งบประมาณ และการบริหาร เพื่อความสำเร็จในการกระจายอำนาจอย่างราบรื่น

นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ปทุมธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๔ จากภาคประชาชนครับ ในวันนี้ผมก็ขอเป็นตัวแทนผู้เสนอญัตติกล่าวอภิปรายเปิดญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการถ่ายโอนโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบล ที่ถ่ายโอนไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้เป็นไปตามแนวทาง การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านประธานครับ ปัจจุบันนับเป็นเวลา กว่า ๗ เดือนแล้วที่แพทย์หญิงกัลยพัชร รจิตโรจน์ ผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงปัญหาการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. ซึ่งเป็น ปัญหาใหญ่ของระบบสาธารณสุขปฐมภูมิของประเทศไทย แต่การให้บริการในปัจจุบันก็ยัง ทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากสาเหตุ ๓ ข้อ ดังต่อไปนี้

๑. งบอุดหนุนจากสำนักงบประมาณน้อยลง ไม่ตรงกับคู่มือการถ่ายโอน จากเดิมที่ รพ.สต. ขนาดเล็กต้องได้รับ ๑ ล้านบาท ขนาดกลางได้รับ ๑.๕ ล้านบาท และขนาดใหญ่ต้องได้รับ ๒ ล้านบาทต่อปี แต่งบสนับสนุนปีนี้เหลือเพียงแค่ ๔๕๐,๐๐๐ บาท สำหรับขนาดเล็ก ๖๕๐,๐๐๐ บาท สำหรับขนาดกลาง และ ๑ ล้านบาท สำหรับขนาดใหญ่ เท่านั้น ผลการจัดงบประมาณเช่นนี้ ทำให้ รพ.สต. ขาดเงินบำรุง ไม่มีงบซื้ออุปกรณ์ การแพทย์ที่จำเป็นสำหรับบริการสร้างเสริม ป้องกัน ฟื้นฟู และดูแลสุขภาพ เมื่อเป็นเช่นนี้ ท้องถิ่นก็มีทางเลือกอยู่แค่ ๒ ทาง ก็คือควักเงินที่ควรจะนำไปพัฒนาท้องถิ่นส่วนอื่น มาบำรุง รพ.สต. หรือลดจำนวนคนและคุณภาพการให้บริการ

๒. สืบเนื่องมาจากข้อที่ ๑ ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ไม่สนับสนุนคนทำงาน ระดับปฐมภูมิ ท่านประธานครับ ท่านเชื่อไหมว่ามี รพ.สต. ถึง ๙๑ เปอร์เซ็นต์ที่มีกำลังคน น้อยกว่ามาตรฐานขั้นต่ำ คนทำงานต้องแบกภาระการดูแล เครียด และคุณภาพการให้บริการ ลดลง หากองค์การบริหารส่วนจังหวัดอยากจ้างคนก็จะติด พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคล ท้องถิ่น ซึ่งเพดานงบประมาณห้ามจ่ายเงินเกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายของ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ในการจ้างกำลังคนเพิ่ม เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคลากรบางส่วนจึงลังเล ไม่ประสงค์จะถ่ายโอนออกไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด แต่ทางกระทรวงสาธารณสุข แทนที่จะแก้ปัญหาและเรียกความเชื่อมั่นกลับมา กลับมีทางเลือกให้เพียงว่าให้บุคลากร ไปทำงานสังกัดสาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอำเภอ หรือช่วยราชการในกระทรวง สาธารณสุขและกระทรวงอื่น หรือเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด

๓. ปัญหากฎระเบียบไม่เหมือนกันระหว่างโรงพยาบาลแม่ข่าย กับ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไปแล้ว ในกรณีนี้กระผมขออนุญาตยกตัวอย่าง รพ.สต. แห่งหนึ่งในจังหวัด ปทุมธานี เพื่อชี้ให้เห็นถึงปัญหาหน้างานที่บุคลากรต้องเผชิญ รพ.สต. นี้ได้รับการถ่ายโอน จากกระทรวงสาธารณสุขมายัง อบจ. ปทุมธานีเกือบจะครบ ๒ ปีแล้ว แต่ประสบปัญหา ด้านกฎระเบียบ ทำให้ทาง รพ.สต. ได้รับการสนับสนุนการจัดบริการจากโรงพยาบาลแม่ข่าย ลดลง หรือบางด้านก็อาจถูกยกเลิก ซึ่งส่งผลต่อการให้บริการของ รพ.สต. เช่น ก่อนหน้านี้ จะได้รับการสนับสนุนบุคลากรที่หมุนเวียนลงมาให้บริการใน รพ.สต. ทั้งแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร และนักกายภาพบำบัด จากโรงพยาบาลแม่ข่าย ซึ่งบุคลากรเหล่านี้มีความสำคัญ เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ที่จะต้องมี การติดตามอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง แต่ช่วงหลังทางโรงพยาบาลแม่ข่าย มีการแจ้งว่าอาจจะงดการสนับสนุนต่าง ๆ โดยให้เหตุผลว่าควรจะเป็นบทบาทการสนับสนุน ของ อบจ. หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด นอกจากนี้ โรงพยาบาลแม่ข่ายยังมีการคิด ค่าบริการในการตรวจแล็บ สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ไม่มีการคิดค่าบริการรวม รวมไปถึงการคิดค่าบริหารการจัดยาเพิ่ม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในทุกรอบ ที่ รพ.สต. มีการเบิกจ่ายจากโรงพยาบาลแม่ข่าย เหมือนไม่ใช่คนของฉันก็ไม่เหลียวแล แถมยังซ้ำเติม ท่านประธานครับ ปัญหากฎระเบียบระหว่างโรงพยาบาลแม่ข่ายกับ รพ.สต. เหล่านี้ยังซ้ำเติมปัญหางบประมาณผู้ป่วยนอกของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง ที่ได้รับจัดสรรจากโรงพยาบาลแม่ข่ายที่ไม่เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการ การให้บริการกับผู้ป่วยด้วย โดยเฉพาะการสนับสนุนงบประมาณด้านยาสำหรับผู้ป่วย โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ที่จัดสรรมาเพียงครั้งละ ๑๔๐ บาท ทั้งที่ในข้อเท็จจริง ค่าบริการรายครั้งมักสูงถึง ๔๐๐-๑,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นต้นทุนที่ รพ.สต. ต้องแบกรับ

จาก ๓ สาเหตุข้างต้นที่เป็นอุปสรรคในการส่งเสริมการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำเป็นต้องได้รับการศึกษาเพื่อแก้ไข ในวันนี้ก็มีการเสนอ ญัตติขึ้นมาแล้ว กระผมจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน ที่เพื่อนสมาชิกของเรา หลายท่านเห็นความสำคัญ และได้ร่วมกันเสนอญัตตินี้ขึ้นมา เพื่อพิจารณาศึกษา แนวทางการควบคุมการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด กระผม ได้ทราบมาว่าญัตตินี้จะมีการส่งไปที่คณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ ก็ขอให้ คณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจศึกษาจนได้แนวทางที่แก้ไขปัญหาการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดให้สำเร็จตามแผนการกระจายอำนาจอย่างราบรื่นครับ กฎหมายตัวไหนที่เป็นอุปสรรค การจัดงบประมาณอย่างไรที่เป็นอุปสรรค ก็ขอให้มีการศึกษากัน และกระผมหวังว่าในอนาคตอันใกล้นี้ การถ่ายโอน รพ.สต. ตามแผนการกระจายอำนาจ ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนั้นจะสำเร็จ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ทั่วประเทศอย่างราบรื่น ทั้งทางด้านกำลังคน งบประมาณ และการบริหาร เพื่อประโยชน์ไม่ใช่เพื่อใครหรอกครับ แต่เป็นประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศไทยของเรานั่นเอง เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกหลาน และพ่อแม่ ทุกครอบครัวในแผ่นดินประเทศไทยได้รับการส่งเสริมสุขภาพอย่างทั่วถึง ถ้วนหน้า และเท่าเทียม ขอบคุณครับ