อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด พูดถึงการพัฒนาคุณภาพของรังนกไทยเพื่อการส่งออก โดยเสนอแนวทางในการพัฒนารังนกให้เหมาะสมกับมาตรฐานสากล และขอสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาแก้ไขข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจรังนก
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ถ้ามีการตั้งคำถามว่า ของขวัญหรือของฝากอะไรที่ทำให้เรามีความรู้สึกว่า ผู้ให้ก็สุขใจ ผู้รับก็ดีใจ ได้ใส่ใจห่วงใยในสุขภาพ ผมเชื่อว่ารังนก หรือผลิตภัณฑ์จากรังนกนั้น จะเป็นของขวัญของฝากอันดับต้น ๆ ที่ทำให้เราได้นึกถึงการรักษาสุขภาพและมีความสุข ทั้งผู้ให้และผู้รับ วัฒนธรรมการรับประทานรังนกนั้นเกิดขึ้นหลายพันปี และมีบันทึกไว้อย่าง มีนัยสำคัญตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงของจีน แพทย์ประจำราชสำนักเวลาจะปรุงยาให้ฮ่องเต้ เขาจะต้องใช้ส่วนประกอบสำคัญจากรังนก ซึ่งมีฉายาว่าทองคำขาวแห่งท้องทะเล หรือบางตำรา บอกว่ารังนกคือ Caviar แห่งโลกตะวันออก แปลว่า เป็นสุดยอดอาหาร เป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์ ที่จะดูแลสุขภาพร่างกาย รังนกถ้าออกเสียงเป็นภาษาจีนจะต้องออกเสียงว่า เหนี่ยวเฉา เหนี่ยว แปลว่า นก เฉา แปลว่า รัง เหนี่ยวเฉา แปลว่า ผลิตภัณฑ์จากรังนก เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศที่สามารถส่งออกรังนกได้อันดับต้น ๆ ของโลกนั้นอยู่แถบ ๆ บ้านเราครับ อินโดนีเซีย ส่งออกรังนกประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ มาเลเซีย ๒๕ เปอร์เซ็นต์ และที่มาเร็ว มาแรงกว่า ใครเพื่อน นั่นคือเวียดนามครับ จาก ๐ เปอร์เซ็นต์ ขยับปรับตัวเองคว้าส่วนแบ่งการตลาดรังนก ไปถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศไทยเราสามารถผลิตและส่งออก โดยอาจจะมี ข้อปัญหาเรื่องของการตีความเรื่องกฎหมาย ไม่สามารถส่งออกจากประเทศไทยได้โดยตรง ต้องไปใช้โควตาของเวียดนามบ้าง มาเลเซียบ้าง อินโดนีเซียบ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เราสามารถผลิตได้ปีหนึ่งประมาณ ๘๐๐ ตัน เป็นเงินประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้น ด้วยอนาคตอันสดใสของรังนกไทย ซึ่งว่ากันว่าเทียบกันน้ำหนักขีดต่อขีด ปอนด์ต่อปอนด์แล้ว รังนกไทยไม่แพ้รังนกชาติใดในโลก
ผมมีข้อสังเกต ๕ ประการด้วยกันครับ ในการที่จะยกระดับพัฒนาคุณภาพ รังนกไทยไปสู่สากล
ประการที่ ๑ ก็เป็นไปตามญัตติของท่าน สส. สกุณา สาระนันท์ ที่เสนอให้มี การตั้งกรรมาธิการวิสามัญในการไปศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นออกโดย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมโยธาธิการและผังเมือง จะเป็นกรมอนามัย ไปดูศึกษากฎหมายครบถ้วนทุกบริบท ทุกมิติ ว่ามีกฎหมายใดที่ขัด หรือแย้ง หรือเป็น อุปสรรคต่อการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ หรือการผลิตผลิตภัณฑ์จากรังนก ดังนั้นประการที่ ๑ ต้องเริ่มต้นก่อนครับ คือการสังคายนาสำรวจกฎหมายเพื่อที่จะคลายปมและใช้โอกาสนี้ ในการส่งเสริมให้ชอบด้วยกฎหมาย
ประการที่ ๒ เรายอมรับนะครับว่า รังนกไทยในอดีตนั้นเป็นรังนกถ้ำ วันนี้เรา จะก้าวข้ามรังนกถ้ำซึ่งดีอยู่แล้ว พัฒนาควบคู่ไปกับรังนกบ้าน ซึ่งพบเห็นได้ทั่วทุกภาค ของประเทศไทย เราจะส่งเสริมการเลี้ยงเพื่อผลิตรังนกบ้าน โดยการจัด Zoning ที่เหมาะสม พื้นที่ในเขตเมืองเราจะควบคุมจะบริหารจัดการ ใช้หลักการเทศบัญญัติไปจับได้อย่างไร เราจะใช้โอกาสนี้ในการศึกษาให้ครบถ้วนรอบด้าน การส่งเสริมการให้มีบ้านนกนั้นจะต้อง ไม่ทำลายสุขภาวะและไม่ทำลายวิถีชีวิตชุมชนที่เคยปฏิบัติได้อย่างมีความสุข
ประการที่ ๓ เราต้องยกระดับมาตรฐานสากลให้รังนกไทยได้รับการยอมรับ มาตรฐานในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น GMP GAP ยกไปสู่ระดับมาตรฐานสากล สามารถ ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่ารังนก Lot นี้มาจากตำบลอะไร อำเภออะไรของประเทศไทย เพื่อการตรวจสอบและควบคุมการผลิตทั้งระบบ
ประการที่ ๔ เราต้องใช้นวัตกรรมการเลี้ยงด้วยเทคโนโลยี ใช้ AI เข้ามาจับ เป็น Smart Farming ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมการเปิดปิดน้ำอัจฉริยะ ระดับน้ำที่เพียงพอ สร้างอุณหภูมิให้ต่ำลง เกิดความเย็น นกรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย ระบบจะตัดโดยอัตโนมัติ เพื่อเป็นการลดต้นทุน และลดการบริหารจัดการให้มีคุณภาพด้วยการใช้เทคโนโลยี
ประการที่ ๕ ต้องสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมให้กับผู้ประกอบการ เป็นผู้ประกอบการทำบ้านนกที่เข้มแข็ง ต้องมีสมาคมผู้เลี้ยงที่ชอบด้วยกฎหมาย มีกองทุน พัฒนาทักษะวิชาชีพ มีศูนย์อบรมความรู้ มีศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างครบถ้วนทั้งระบบ เป็นวงจร
ประการที่ ๖ เราต้องยกระดับ Brand รังนกไทยครับ เพราะวันนี้รังนก ก็เหมือนกับยางครับ ประเทศไทยผลิตยางพาราเยอะมาก แต่ว่าจากยางพาราจะพัฒนาไปสู่ Brand ที่เป็นยี่ห้อยางรถยนต์ไม่ค่อยมีปรากฏละครับ วันนี้เช่นกันครับ ทั่วโลกยอมรับว่า รังนกไทยนั้นมาตรฐานสากล แต่เราไม่มี Brand รังนกที่เป็นความภูมิใจของคนไทย และ Brand รังนกไทยต้องยกระดับสู่การพัฒนาระดับมาตรฐานสากลเป็นรังนก Premium เป็น Brand มาตรฐานเจาะตลาดใหม่ เน้นการแปรรูปที่สะอาด ปลอดภัย และทั่วโลกยอมรับ
ผมจึงขออภิปรายเพื่อเป็นการสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณา ศึกษา ทบทวน แก้ไขข้อกฎหมายที่อาจจะเป็นอุปสรรค หรือขัด หรือแย้งต่อ การประกอบธุรกิจ หรือการดำเนินกิจการบ้านนกอย่างเป็นระบบ วันนี้เราพบเห็นบ้านนก ทั่วทั้งประเทศ ถึงเวลาครับที่สภาจะใช้โอกาสและใช้เครื่องมือนี้ในการพัฒนาธุรกิจรังนกไทย ไปสู่สากลครับ