สกุณา สาระนันท์ หารือประเด็นปัญหาความไม่ชัดเจนและล้าหลังของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการรังนกแอ่น ทั้งในและนอกแหล่งธรรมชาติ ซึ่งส่งผลต่อการขยายธุรกิจ มลพิษ และความขัดแย้งในชุมชน จึงเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อเร่งศึกษาและร่างกฎหมายเฉพาะที่ทันสมัยและเป็นระบบ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ การส่งออก รายได้แผ่นดิน และการพัฒนาอุตสาหกรรมรังนกอย่างยั่งยืน
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สกุณา สาระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการดำเนินการกิจการรังนกแอ่น ปัจจุบันการประกอบธุรกิจ รังนกแอ่นของประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตและส่งออกสู่ตลาดโลก มูลค่าการตลาดส่งออก อยู่อันดับ ๓ รองจากประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซีย การประกอบกิจการ บ้านนกแอ่นกินรังเป็นสินค้าสำคัญรายการหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับประเทศปีละ หลายหมื่นล้านบาท และเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประชาชน ผู้ประกอบการมาอย่างยาวนานค่ะ แต่บริบทการทำธุรกิจรังนกแอ่นในปัจจุบันมีกฎเกณฑ์ และเงื่อนไขที่มากขึ้น หากยังไม่มีการปรับให้รองรับกับสภาพการณ์ในปัจจุบันจะทำให้ สูญเสียโอกาสในการแข่งขันทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนิน กิจการรังนกแอ่นกินรังให้เป็นไปตามบริบทกฎหมาย และขยายการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ การส่งออกของประเทศ รวมถึงรัฐสามารถจัดเก็บภาษีจากธุรกิจรังนก ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้ ของรัฐ จึงควรมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางในการออกประกาศ กฎกระทรวงตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการดำเนินการจัดทำร่างระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เรื่องการกำหนดชนิดสัตว์ป่าคุ้มครองที่อนุญาตให้เก็บ ทำอันตราย หรือมีไว้ ในครอบครองซึ่งรังได้ พ.ศ. .... และเรื่องการขออนุญาตการออกใบอนุญาตให้เก็บ ทำอันตราย หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งรังของสัตว์ป่าคุ้มครองที่ไม่ใช่สัตว์น้ำ พ.ศ. .... รวมถึง พิจารณาศึกษาการจัดทำร่างกฎหมาย กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงื่อนไขในการก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดเก็บหรือมีไว้ในครอบครอง สัตว์ป่าคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะ และมีระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่ใช้ในการควบคุม การประกอบกิจการบ้านนกแอ่นกินรังของกรมโยธาธิการและผังเมือง และร่างมาตรการ ควบคุมการประกอบกิจการบ้านรังนกแอ่นกินรัง ซึ่งจัดทำโดยกรมอนามัย ดังนั้นจึงขอเสนอ ญัตติดังกล่าวมาเพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาเรื่องกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการดำเนินกิจการรังนกแอ่น ตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙
ก่อนที่จะอภิปรายเหตุผลและรายละเอียด ดิฉันขอเสนอคลิปสั้น ๆ ค่ะ ท่านประธาน รบกวนฝ่ายโสตด้วยค่ะ ถ้าอย่างนั้นดิฉันขออนุญาตอาจจะเกิดข้อขัดข้องนะคะ นกแอ่นกินรังนะคะ เดิมประเทศไทยมักจะพบนกแอ่นอยู่ในบริเวณภาคใต้ ซึ่งมีสภาพ ภูมิประเทศติดชายฝั่งทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามันค่ะ หรือตามเกาะแก่งต่าง ๆ ที่มีสภาวะเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต นกแอ่นกินรังถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สร้างรายได้ เป็นมูลค่ามหาศาลให้กับประเทศ ด้วยรังนกแอ่นประกอบด้วย Enzyme ซึ่งเป็นสารประกอบ ประเภทโปรตีน และยังมีกรดอะมิโนและธาตุอาหารต่าง ๆ ซึ่งมีส่วนเสริมสร้างสุขภาพ แล้วก็บำรุงผิวพรรณเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ด้วยคุณค่าทางอาหาร แล้วก็ด้วยราคา รังนกแอ่นจึงถูกขนานนามว่า เป็นคาร์เวียร์แห่งตะวันออก ปัจจุบันความต้องการรังนก ในตลาดอาหารเสริมสุขภาพก็ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็น ผู้สูงอายุหรือวัยหนุ่มสาว มีการประเมินว่ามูลค่าของการบริโภครังนกในประเทศจีนมีมูลค่า มากถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี สำหรับประเทศไทยเราเองเราก็มีศักยภาพในการส่งออก ในแต่ละปีธุรกิจรังนกแอ่นมียอดขายหลายหมื่นล้านบาท และรังนกแอ่นไทยเป็นรังนกที่ได้รับ การยอมรับว่ามีคุณภาพสูงที่เป็นความต้องการสูงขึ้นเรื่อย ๆ นะคะ แต่ท่านประธานคะ รังนกส่วนใหญ่ที่ประเทศไทยส่งออก เป็นรังนกที่ยังไม่ถูกกฎหมายค่ะ ทำให้ธุรกิจรังนกบ้าน กลายเป็นอาชีพสุจริต แต่ว่าผิดกฎหมาย ขาดความมั่นคง เพราะต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ นานา เช่น ปัญหาด้านการตลาดค่ะ วันนี้รังนกไทยต้องไปสวมโควตาการส่งออกของประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นประเทศมาเลเซียหรือประเทศอินโดนีเซียค่ะ ดังนั้นถึงแม้ว่ารังนกของเราจะมีคุณภาพแต่ก็จะถูกกดราคา นอกนั้นก็ยังมีปัญหาเรื่องทำเล ที่ตั้งที่ไม่เหมาะสม ก็ไม่รู้ว่าเราทำบ้านนกอยู่ตรงนี้แล้วเมื่อไรจะโดน พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร หรือว่าโดน พ.ร.บ. ผังเมืองในการที่จะผิดกฎ เนื่องจากว่า พ.ร.บ. เหล่านี้ไม่มีความชัดเจนของ ข้อบังคับจากกฎหมายอนุบัญญัติเหล่านี้ค่ะ พ.ร.บ. ผังเมืองนำไปสู่ปัญหาการสร้างมลพิษ ทางเสียง ทางกลิ่นในชุมชน เกิดข้อพิพาท แล้วก็มีการร้องเรียนหลายครั้งค่ะ ปัญหาเหล่านี้ ล้วนมีสาเหตุมาจากการไม่มีกฎหมายเฉพาะที่มาควบคุมค่ะ ถึงตรงนี้หลายท่านก็อาจจะตั้ง คำถามว่า อ้าว ถ้าเกิดธุรกิจนี้ไม่ถูกกฎหมาย แล้วรังนกที่เราซื้อขายในตลาด หรือแม้แต่มีการ ตั้งลานประมูลอยู่ทั่วไปนี่มันคืออะไร ธุรกิจรังนกแอ่นกินรังในไทยมี ๒ ประเภทนะคะ ๑. ธุรกิจรังนกแอ่นจากแหล่งธรรมชาติ ๒. ธุรกิจรังนกแอ่นนอกแหล่งธรรมชาติ ซึ่งรังนกแอ่น จากแหล่งธรรมชาตินี้ หรือเราเรียกว่า นกถ้ำ รังนกในหมวดนี้มีกฎหมายเฉพาะตาม พระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. ๒๕๔๐ ค่ะ โดยให้ราชการส่วนท้องถิ่นดูแลและรายได้ ก็จะเกิดจากการให้สัมปทานค่ะ ว่าง่าย ๆ ธุรกิจรังนกแอ่นกินรังจากแหล่งธรรมชาตินี้ เป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย ต่อมาเมื่อประมาณ ๘๐ ปีก่อนพบว่าเริ่มมีนกแอ่นมาสร้างรัง ในชุมชนค่ะ พบครั้งแรกที่จังหวัดปัตตานี ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวนะคะ นับจากปี ๒๕๔๐ ก็เริ่มเกิดการลงทุนทำธุรกิจรังนกแอ่นกระจายไปทั่วพื้นที่ของประเทศทุก ๆ ภาคเลยนะคะ ปัจจุบันรังนกบ้านในประเทศไทยมีมากกว่า ๑๗,๗๒๐ แห่ง ประมาณ ๒ ล้านตัวกระจายอยู่ ทั่วประเทศเลยค่ะ แต่รังนกในหมวดนี้ไม่มีกฎหมายรองรับอย่างสมบูรณ์ว่าง่าย ๆ ก็คือยังเป็น ธุรกิจที่ผิดกฎหมาย แม้ว่าขณะนี้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้ปลดล็อกนะคะ จากเดิมให้นกแอ่นกินรังเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทไม่อนุญาตให้เก็บรัง ทำอันตรายหรือมีไว้ในครอบครอง แก้ไขเป็นสัตว์คุ้มครองประเภทเก็บรัง ทำอันตราย และมีไว้ ในครอบครองได้ แต่ว่าใน พ.ร.บ. นี้ยังมีมาตรา ๑๔ (๒) และ (๔) ซึ่งกำกับในเรื่องการขอและ การออกใบอนุญาตประกอบกิจการ และนอกจากนี้การประกอบธุรกิจนี้ยังต้องเกี่ยวข้องกับ เรื่องทำเลที่ตั้งของบ้านนกเพื่อไม่ให้กระทบกับชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสียง เรื่องกลิ่น เรื่องสุขอนามัยอื่น ๆ นะคะ จึงทำให้ธุรกิจนี้โยงกับกฎหมาย พ.ร.บ. ผังเมือง พ.ร.บ. ควบคุม อาคาร รวมถึง พ.ร.บ. สาธารณสุขค่ะ ซึ่งอนุบัญญัติเหล่านี้ยังไม่ประกาศใช้ ส่งผลให้ธุรกิจรัง นกแอ่นนอกแหล่งธรรมชาติเป็นธุรกิจที่ไม่มีกฎหมายคุ้มครองโดยสมบูรณ์ จึงเป็นที่มาของ การยื่นญัตติฉบับนี้ต่อสภาผู้แทนราษฎร ด้วยดิฉันเห็นว่าหากรัฐไม่เร่งผลักดันกฎหมายเพื่อใช้ กับการประกอบธุรกิจนี้ จะเกิดผลเสียหายทั้งต่อประชาชน ต่อผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และประเทศจะเสียโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจในอีกหลายด้าน เช่น ๑. ปัญหาด้าน การตลาด ทุกวันนี้ประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดหลักของรังนก กำหนดให้แสดงแหล่งที่ผลิตค่ะ กำหนดให้แสดงแหล่งที่มาของรังนก เมื่อธุรกิจรังนกบ้านของไทยไม่ถูกกฎหมาย ผู้ประกอบการจะแสดงแหล่งที่มาได้อย่างไรคะ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป ก็คือรังนกแอ่นของเรา ต้องไปขอแฝงไปกับรังนกของประเทศอื่นที่เขารับรองที่มาได้ เมื่อเป็นเช่นนี้รังนกไทย ก็ถูกกดราคา มีค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มเป็นภาระให้กับผู้ประกอบการต้องแบกรับ ท่านประธานคะ วันนี้ราคารังนกแอ่นในประเทศจีนมีราคาสูงกว่าในประเทศของเรา ๒-๓ เท่า ส่วนต่างของ ราคานี้หายไปกับค่าเบี้ยใบ้รายทางรวม ๆ แล้วหลายหมื่นล้านต่อปี นี่ผลจากความล่าช้า ในการผลักดันกฎหมาย
ปัญหาต่อมานะคะ ก็จะมีปัญหาด้านมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน การขยายตัวของธุรกิจรังนกที่มากขึ้นในขณะที่ไม่มีกฎหมายควบคุมใด ๆ บ้านนกก็เกิดขึ้น สร้างขึ้นในพื้นที่สะเปะสะปะ ดัดแปลงอาคารพาณิชย์ผุดขึ้นกลางชุมชนบ้างค่ะ จึงเกิด ข้อร้องเรียนขึ้นเสมอ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของเสียง เรื่องกลิ่น เรื่องมูลนก นอกนั้น ก็จะเป็นเรื่องรูปแบบอาคารและเรื่องทำเลที่ตั้ง เรื่องร้องเรียนนี้เกิดขึ้นบ่อยเป็นข่าวก็หลาย ครั้งค่ะ หากไม่เร่งผลักดันให้ออกข้อบังคับของอนุบัญญัติก็จะมีแนวโน้มว่าปัญหานี้ ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ
ปัญหาต่อมานะคะ ก็คือปัญหาเรื่องการพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานรวมถึง การจ้างงานค่ะ ราคารังนกมีหลายระดับขึ้นอยู่กับคุณภาพของรัง เช่น รังนกที่ผ่าน กระบวนการล้างให้สะอาด ก็จะมีมูลค่าสูงกว่ารังนกดิบประมาณ ๒ เท่า นี่ยังไม่ต้องพูดถึง การแปรรูปใด ๆ นะคะ หากธุรกิจนี้ถูกกฎหมายและได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลในด้าน การวิจัยและพัฒนา ยกระดับคุณภาพมาตรฐานมูลค่าของรังก็จะสูงขึ้นไปอีกค่ะ รวมถึง การพัฒนาทักษะแรงงาน การล้างรังนก จะมีค่าจ้างแรงงานอยู่ประมาณ ๗,๐๐๐-๙,๐๐๐ บาทต่อกิโลกรัมค่ะท่านประธาน ซึ่งเป็นแรงงานที่ต้องใช้ทักษะอาชีพ หากเรามีการพัฒนาเรา ก็จะมีการยกระดับแรงงานนอกระบบ เข้าสู่แรงงานในระบบได้มากขึ้น
ปัญหาต่อมา ก็คือปัญหาด้านการจัดเก็บภาษี ท่านประธานคะ ธุรกิจที่ไม่ถูก กฎหมายย่อมไม่อยู่ในระบบภาษีค่ะ รัฐจะสามารถเก็บภาษีจากธุรกิจรังนกที่มีมูลค่า หลายหมื่นล้านได้ หากปัญหาด้านกฎหมายนี้ได้ถูกแก้ไปค่ะ และมีแนวโน้มว่าตัวเลขภาษีนี้ ก็จะโตขึ้นเมื่อรัฐมีการส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันด้านอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย ท่านประธานคะ เมื่อพูดถึงตรงนี้คำถามก็คือ แล้วทำไมเราไม่เร่งให้กฎหมายควบคุมธุรกิจนี้ออกมาโดยเร็ว มันติดขัดตรงไหนอย่างไร เนื่องจากว่า พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ ปลดล็อกให้นกแอ่นประเภทกินรังเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่อนุญาตให้เก็บรังและมีไว้ ในครอบครองได้แล้ว แต่กฎหมายรองยังไม่เสร็จสิ้น รวมถึงคณะกรรมการสงวนและคุ้มครอง สัตว์ป่า ซึ่งมีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายส่งไปยังอธิบดีและอธิบดีก็จะส่งท่านรัฐมนตรี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยื่นให้ ครม. พิจารณาอนุมัตินะคะ แต่ขณะนี้ คณะกรรมการสงวนได้หมดวาระลง ตามระเบียบต้องตั้งกรรมการชุดใหม่นี้ภายในสิ้นตุลาคมนี้ค่ะ หมายถึงอีกไม่กี่วันกรอบเวลาสำหรับการตั้งกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าก็จะสิ้นสุดลง ความหวังที่จะตั้งคณะกรรมการสงวนนี้ให้ทันก็คงจะไม่เห็นความหวังเลยค่ะ ก็คงจะริบหรี่ เหลือเกินค่ะ มากกว่านั้นธุรกิจรังนกในแหล่งธรรมชาติ ซึ่งมี พ.ร.บ. อากรรังนกแอ่น พ.ศ. ๒๕๔๐ ควบคุมอยู่เป็นธุรกิจถูกกฎหมายค่ะ แม้กระนั้นปัจจุบันก็ประสบปัญหา หลายด้าน เช่น ไม่มีผู้สัมปทาน ด้วยระเบียบ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ไม่สอดคล้องกับบริบท ที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน ธุรกิจรังนกแอ่นกินรังทั้งในและนอกแหล่งธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งธุรกิจ แห่งความหวังของเศรษฐกิจไทย แต่ขณะนี้ปัญหายังมีอยู่หลายด้านค่ะ โดยเฉพาะในเรื่อง ข้อกฎหมายที่ล้าหลังค่ะท่านประธาน มีการพูดถึงการปรับปรุงกฎหมายมานานมากกว่า ๑๐ ปี แต่วันนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่สำเร็จ ความล่าช้าฉุดรั้งการเติบโตธุรกิจ ปิดกั้นโอกาสของ ประชาชน ดิฉันจึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษา กฎหมาย ระเบียบและหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการดำเนินกิจการรังนกแอ่น เพื่อศึกษาให้เกิด การผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วค่ะ และเพื่อศึกษาและข้อกฎหมายที่จะนำไปสู่ การร่างพระราชบัญญัติกำกับการประกอบธุรกิจนี้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาแข่งขัน ในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะ พ.ร.บ. ฉบับนี้ควรจะเป็น พ.ร.บ. เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไป ได้ประกอบอาชีพได้อย่างกว้างขวาง ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มทุน ให้ธุรกิจนี้เป็นโอกาสในการ สร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนให้กับประเทศต่อไปค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน