รอมฎอน ปันจอร์ หารือประเด็นเร่งด่วนเกี่ยวกับคดีตากใบซึ่งใกล้หมดอายุความ พร้อมเสนอให้ส่งเรื่องต่อคณะกรรมาธิการกฎหมายเพื่อศึกษาและผลักดันกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการเปิดเผยความจริง ปฏิรูปสถาบัน ปรับปรุงกฎหมายให้ไม่มีอายุความ รองรับการพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ และผลักดันการเยียวยาอย่างเป็นธรรม รวมถึงเรียกร้องให้เปิดช่องทางเจรจาสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ผ่านกระบวนการทางการเมืองแทนความรุนแรง พร้อมยกย่องประชาชน 48 คนที่กล้าหาญฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐในคดีอาญา ถือเป็นก้าวสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย และส่งต่อหนังสือเกี่ยวกับเหตุการณ์ตากใบเพื่อส่งเสริมการพูดคุยปรองดองและการเข้าใจร่วมกันในสังคม
เรียนท่านประธานครับ และเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้นะครับ ผม รอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ๑ ในผู้เสนอญัตตินี้นะครับ ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นญัตติด่วน เพราะถ้าเราหักนับจากวินาทีนี้อีกแล้วครับท่านประธาน เหลืออีก ๑๑ ชั่วโมง ที่อายุความ คดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับกรณีตากใบจะหมดลง แล้วก็ก่อคำถามก่อเกิดข้อกังขา เกิดความรู้สึก ของผู้คนเยอะแยะมากมายครับ และวันนี้พวกเราได้ใช้เวลาในการอภิปรายพูดถึงผลกระทบ ของมัน พูดถึงข้อเสนอแนะที่มีแง่มุมที่แตกต่างหลากหลายกันนะครับ ถึงใช้เวลาอยู่ประมาณ ๒ ชั่วโมง ก็ขอเรียนท่านประธานว่าต้องขอบคุณท่านประธาน อีกครั้งหนึ่งนะครับ ที่ได้หาข้อยุติ จากก่อนหน้านี้ไม่แน่ใจว่าเราอาจจะได้มีโอกาสในการ อภิปรายหรือไม่ ก็ต้องขอบคุณท่านประธานและขอบคุณ เพื่อน ๆ สมาชิกจากทุกพรรคนะครับ ที่ร่วมอภิปรายแล้วก็ร่วมสนับสนุนญัตตินี้ ผมจะพยายามสรุปอย่างกระชับ แล้วก็จะมี ความเห็นเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย เพื่อที่จะนำไปสู่การศึกษาหลังจากนี้ เท่าที่ผมทราบจากวิป จากฝ่ายค้านของเราตอนนี้เราได้ข้อสรุปในเบื้องต้นนะครับว่า ญัตตินี้น่าจะมีการส่งไปให้ทาง คณะกรรมาธิการสามัญนะครับคือกรรมาธิการการกฎหมาย ที่มีท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เป็นประธานนะครับ เราได้ข้อสรุปมาประมาณนั้นครับท่านประธาน แล้วทางพรรคประชาชน ก็ยินดีอย่างยิ่ง แล้วตัวผมเองก็ยินดีที่จะไปร่วมทำงานกับทางท่านกมลศักดิ์ ก็คิดว่าวันนี้เรามี โอกาสในการได้แถลงได้เสนอแนะและภารกิจต่อไปคงต้องอยู่ที่ท่านกรรมาธิการการกฎหมาย ที่จะทำให้ข้อเสนอของพวกเรากระชับมากขึ้น แหลมคมมากขึ้น และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อ รัฐไม่ใช่แค่รัฐบาลนะครับ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐไทย และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อ สังคมไทยต่อไปนะครับ
วันนี้ผมฟัง ๓-๔ คนที่พูดคล้าย ๆ กันนะครับท่านประธาน ผมคิดว่าคงต้อง ฝากไปให้ทางกรรมาธิการการกฎหมายได้ศึกษาต่อนะครับ แล้วก็มีหลายเรื่องที่เรากำลังได้ ข้อสรุปอย่างนี้ว่าอายุความกำลังจะหมด กระบวนการยุติธรรมกำลังเดินเข้าสู่ทางสุดท้ายซอย สุดท้ายแล้วนะครับ แต่นี่คือลักษณะที่เราเจอในหลายความขัดแย้งทางการเมืองที่มี การบาดเจ็บล้มตายครับท่านประธาน การบาดเจ็บล้มตายของผู้คนจำนวนมากท่ามกลาง ความขัดแย้งทางการเมือง เรามีเครื่องมือที่มากกว่าการดำเนินคดีในศาลเท่านั้น สิ่งที่หลาย ท่านพูดถึงความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านนี้ เสาหลักหนึ่ง คือการดำเนินคดีอาญา เพื่อแสวงหาความรับผิดชอบและลงโทษผู้กระทำความผิด อันนั้น อันหนึ่ง แต่ในหลายกรณีครับ ความขัดแย้งทางการเมืองที่คนบาดเจ็บล้มตายหลายพัน หลักหมื่น หลักแสนคน มันยากครับ ที่กระบวนการยุติธรรมปกติจะทำงานได้ และของเรา เป็นการเฉพาะด้วยนะครับ ของเราแม้ว่ามีผู้เสียชีวิต ๗,๕๐๐ กว่าคน แต่กรณีที่เป็น โศกนาฏกรรมอย่างนี้ เราเดินมาถึงเส้นทางสุดท้ายของกระบวนการยุติธรรมของเรา เพราะฉะนั้นมันอาจจะต้องมีกระบวนการอย่างอื่นในการเสริม เรื่องที่สำคัญที่สุดที่เป้าหมาย ของกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านคือการเปลี่ยนความสัมพันธ์ของผู้คนและเป็น การให้หลักประกันกับสังคมนั้น ๆ ว่า Never Again จะไม่มีสิ่งนี้เกิดขึ้นอีก จะไม่มีสิ่งนั้น เกิดขึ้นอีก เราต้องวางหลักประกัน คำพูด คำสัญญาจากนักการเมือง จากผู้นำอาจไม่พอ สำคัญก็จริงแต่ไม่พอครับ เราต้องออกแบบในเชิงสถาบัน เราต้องสร้างสัญลักษณ์ในสังคมที่ ตระหนักรับรู้ และมันเริ่มต้นจากการเปิดเผยความจริง มันเริ่มต้นจากการมองหน้า ความเลวร้ายที่สังคมเราเคยเจอ เคยทำ เคยเป็นมาก่อน อย่างตรงไปตรงมาและมีวุฒิภาวะและ หลาย ๆ เรื่องในนั้น เรากำลังพูดถึงการทำให้ประวัติศาสตร์ที่บาดแผลไม่ได้ถูกลืมไปครับ แต่ได้รับการจดจำ ได้รับการให้เกียรติเมื่อสักครู่ทนายแจม คุณศศินันท์ได้พูดถึงบทเรียน ในไต้หวัน บทเรียนในหลายประเทศ ในเกาหลี หรือว่าในประเทศอื่น ๆ การขอโทษซ้ำแล้ว ซ้ำอีกเป็นการเยียวยาในเชิงสัญลักษณ์ที่ทรงพลังมาก ซึ่งนั่นเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยความ จริงว่าเหตุการณ์ที่เลวร้ายในอดีตนั้นเกิดขึ้นอย่างไร และทำให้คนในรุ่นหลังได้เรียนรู้ว่าเราจะ ไม่ทำอย่างนั้นอีก การเยียวยาฟื้นฟูก็จำเป็น เป็นสิ่งสำคัญนะครับ เป็นอีกเสาหลักหนึ่งของ ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านครับ และแน่นอนการเยียวยาด้วยเงินคงไม่เพียงพออย่างที่ หลายคนอภิปรายไปแล้ว แต่การเยียวยาในเชิงสัญลักษณ์ การเยียวยาในเชิงเศรษฐกิจ ก็ยังจำเป็นอยู่ แต่สุดท้ายเรื่องใหญ่ที่สุดที่ผมคิดว่าหลายท่านพูดถึงนะครับ คือการพูดถึง เรื่องกฎหมายต่าง ๆ คือการปฏิรูปในเชิงสถาบัน เพื่อให้เป็นหลักประกันครับว่าของพวกนี้ จะไม่เกิดขึ้นอีก ผมพยายามจะสรุปอย่างนี้นะครับท่านประธาน ตอนนี้มีข้อเสนอว่า เราควรต้องมีการปรับปรุงกฎหมาย ป. วิ.อาญาที่ว่าด้วยอายุความ ต้องมานั่งถกกัน และสภาแห่งนี้ก็คงต้องทำหน้าที่นี้ เรามีการพูดถึงการปรับปรุงฐานความผิดบางอย่าง ที่มันเป็นอาญาร้ายแรง ที่จะต้องไม่มีอายุความ และมีการพูดถึงการบัญญัติกฎหมาย คุณธิษะณา ข้าง ๆ ผมกำลังอยู่ ในช่วงของการเสนอกฎหมายที่เอาฐานความผิดต่อมนุษยชาติ ต่อความผิดอาญาร้ายแรง ในศาลอาญาระหว่างประเทศมาเป็นกฎหมายภายในระดับพระราชบัญญัติ เธอกำลังทำอยู่ ข้อเสนอของท่านรังสิมันต์ โรม ก็พูดถึงการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่กำลังจะ บรรจุระเบียบวาระ อันนี้ก็เป็นกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง แต่ก็มีเหมือนกันครับ ที่ยกระดับไปสู่ การแสวงหาความยุติธรรมในกลไกระหว่างประเทศ เมื่อกลไกภายในประเทศมันถึงทางตัน ก็มีข้อเสนอว่าเราควรต้องเดินหน้าเพื่อเป็นหลักประกันว่า ประเทศนี้จะไม่มีสิ่งที่เกิดขึ้นที่ตากใบ ที่หนองจิกอีก รัฐบาลควรให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม และยอมรับขอบเขตอำนาจ ศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งมันมีบางช่องทางด้วยที่รัฐบาลสามารถยอมรับขอบเขตอำนาจ ศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นการเฉพาะกรณีย้อนหลังได้ด้วย เหมือนหลายประเทศ ในแอฟริกา อันนี้ก็เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ ยังมีการพูดถึงข้อเสนอ ในสภาแห่งนี้อาจจะไม่ได้ พูดตรงนี้ชัด ๆ แต่ว่าข้างนอกมีการพูดถึงข้อเสนอเรื่องของการฟ้องร้องคดีในประเทศ ที่มีกฎหมายที่ครอบคลุมเขตอำนาจศาลสากลด้วย อย่างในประเทศอังกฤษ มีข้อเสนอทำนองนี้ ด้วยว่า ให้สภาผู้แทนราษฎรเปิดให้มีการไต่สวนสาธารณะเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับ เหตุการณ์โศกนาฏกรรมเหล่านั้น ซึ่งกลไกนี้ก็ต้องมานั่งคิดว่าเราจะใช้กลไกแบบไหน จะใช้ กลไกกรรมาธิการหรือว่าแบบอื่น การเยียวยาในเชิงสัญลักษณ์ การปฏิรูปกฎหมาย การสรุป บทเรียนที่ผิดพลาดในอดีต อย่างที่ท่านจาตุรนต์ได้กล่าวถึง การเปิดเผยความจริงที่ยัง คลุมเครืออยู่อย่างตรงไปตรงมา ผมคิดว่ารายงานของคณะกรรมการอิสระในการสอบ ข้อเท็จจริงที่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร แต่งตั้งเมื่อ ๒๐ ปีก่อน เป็นรายงาน ที่น่าสนใจมาก เป็นรายงานที่เปิดเผยบางความจริงเท่าที่พอจะมีได้ภายใต้เวลาอันจำกัด ๔๕ วัน ที่คณะกรรมการได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณในเวลานั้น ผมคิดว่า นี่ก็ถึงเวลาที่รายงานฉบับนั้นควรได้รับการเผยแพร่โดยเว็บไซต์ หรือว่าช่องทางหลักของทาง รัฐบาล เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาพร้อมเอกสารแนบและภาคผนวกต่าง ๆ เพื่อเป็นการ เปิดเผยความจริงและเยียวยาความจริงนั้นต่อญาติผู้สูญเสีย
และสุดท้ายนะครับ ช่องทางการสื่อสารการเจรจาสันติภาพยังเป็นช่องทาง ที่รัฐบาลควรให้ความใส่ใจจริงจัง เพราะหากปราศจากช่องทางนี้ กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ กลุ่มผู้ก่อเหตุความรุนแรง ไม่ว่าจะใช้คำไหนก็แล้วแต่ หรือจะใช้คำว่ากลุ่มต่อสู้เพื่อปาตานี ถ้าเขาจะอ้างเหตุผลเหล่านั้นในการปฏิบัติทางการทหาร เพื่อสื่อสารทางการเมือง เราต้อง เปลี่ยนวิธีการสื่อสารเหล่านั้นมาเป็นช่องทางในทางการเมืองครับ โต๊ะเจรจาในเวลานี้ สำคัญมาก ๆ เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องเร่งรัดต้องจริงจังและเปิดพื้นที่ให้เสียงเหล่านี้ ได้ส่งเสียง แทนที่จะเป็นระเบิด แทนที่จะเป็นปืน
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมคิดว่าคงต้องฝากไปให้ท่านกรรมาธิการ การกฎหมาย ก่อนที่จะฝากไปถึงประเด็นนั้นมีหลายท่านพูดถึงเรื่องการทำงานร่วมกัน ในกรรมาธิการความมั่นคง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนิดเดียวจริง ๆ ท่านประธานครับ คงต้องเอ่ยชื่อท่านนะครับ แล้วก็ผมคิดว่าไม่เป็นการเสียหาย ผมมีหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือ ที่ประกอบนิทรรศการลบไม่เลือน ๒๐ ปี ตากใบ ผมได้มา ๓ เล่ม ชื่อเล่ม ลิ้มรสความทรงจำ ตากใบ ตอนที่ผมได้รับมาเมื่อหลายเดือนที่แล้ว ผมตั้งใจอย่างยิ่งครับ ที่จะเอาเล่มหนึ่ง มามอบให้กับพี่พิศาล วัฒนวงษ์คีรี เพื่อน สส. ของผม เพื่อนกรรมาธิการความมั่นคงที่ทำงาน ด้วยกัน แล้วผมต้องเรียนท่านประธานและเรียนท่านเพื่อน ๆ สมาชิกครับ ผมนั่งคุยกับท่าน โดยส่วนตัวหลายต่อหลายครั้ง ความทรงจำของท่าน แง่มุมของท่านเกี่ยวกับเหตุการณ์ ในฐานะอดีตแม่ทัพภาคที่ ๔ ผมได้สนทนากับท่านหลายต่อหลายครั้ง และผมเชื่อโดยสนิทใจ จริง ๆ ครับท่านประธานว่า ข้อต่อสู้ของท่านก็สามารถสู้ได้ และผมเชื่อจริง ๆ ว่าท่านจะ เดินทางกลับมา แม้ว่าตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึง ๑๒ ชั่วโมงแล้ว ผมก็ยังเชื่อมั่นต่อท่าน เพราะผมคิดว่าบทสนทนาที่เกิดขึ้นนี่คือความทรงจำของผู้ที่สูญเสีย เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว ความทรงจำของญาติของเขาต่อคนสูญเสียนั้น ในยามที่เขายังมีชีวิตอยู่ ผมอยากให้การ สนทนาเพื่อคลายปมความขัดแย้ง ในอดีตมันสามารถทำได้และมันเกิดขึ้นมาได้ในสังคม ของเรา และเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับสังคมของเราในการแสวงหาข้อตกลง แสวงหา ความสมานฉันท์ ผมเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ และผมต้องเรียนท่านประธานนะครับ ท่านขอบคุณ ผมมากที่ได้เอาหนังสือเล่มนี้มาให้ และผมไม่แน่ใจว่าหนังสือเล่มนี้ยังอยู่กับท่านหรือไม่ แต่ถ้าจะสื่อสารถึงท่านได้ผมก็อยากให้ท่านหยิบมันขึ้นมาอ่านครบท่านประธาน
สุดท้ายจริง ๆ ท่านประธาน ญัตตินี้สำคัญมากและเป็นเรื่องของรัฐ เป็นเรื่อง ของประเทศ เป็นเรื่องของบ้านเมือง แต่ถึงอย่างนี้ผมคงต้องฝากท่านประธาน ฝากบอกเพื่อน ๆ ในสภาแห่งนี้ ในนามของผู้แทนของปวงชนชาวไทย ผมต้องขอกล่าวขอบคุณความกล้าหาญ ของพี่น้องของประชาชน ๔๘ คนนั้นที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีอาญาต่อเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ ความรุนแรงทางการเมืองในลักษณะนี้ไม่เคย เดินทางมาไกลถึงขนาดนี้ ผมต้องขอบคุณในความกล้าหาญเหล่านั้น ผมรู้ดีว่าพี่น้องที่อยู่ ในสถานการณ์ความมั่นคงแบบนั้นนี่ยากลำบากอย่างไร นิดเดียวครับท่านประธาน แค่อยากฝาก ขอบคุณทุกท่านเหล่านั้นในนามของสภาแห่งนี้ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ