ขัตติยา สวัสดิผล อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายการขนส่งทางราง โดยเน้นความจำเป็นในการคุ้มครองผู้บริโภคผ่านการรับประกันความตรงต่อเวลาและการชดเชยเมื่อเกิดความล่าช้า พร้อมย้ำจุดประสงค์ร่วมของกฎหมายในการยกระดับมาตรฐานการขนส่ง เพื่อคืนเวลาและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชน
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีกฎหมายสำหรับกำกับควบคุมการเดินทางสาธารณะมากมายค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ แต่ว่าเรายังขาดกฎหมายสำหรับควบคุมการเดินทางทางราง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการคมนาคมหลักที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ ของกรุงเทพมหานคร ที่ปัจจุบันมีคนใช้บริการทางรางถึง ๔๖ ล้านคนต่อเดือน และเราก็ยัง ใช้การขนส่งทางรางเพื่อที่ดินทางระหว่างเมืองในต่างจังหวัดอีกด้วย วันนี้ดิฉันจะขอร่วม อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง โดยจะขอเสนอมุมมองในฐานะ กรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภคกับโจทย์สำคัญที่ว่า เมื่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านแล้ว ประชาชนในฐานะผู้บริโภคนั้นจะได้อะไร ท่านประธานคะ เมื่อเรานึกถึงการคุ้มครองผู้บริโภค เรามักนึกถึงแต่การขายสินค้าหรือว่าบริการ แต่จริง ๆ แล้วการเดินทางโดยทางรางนั้น ผู้โดยสารก็ถือเป็นผู้บริโภคเช่นเดียวกัน ซึ่งเมื่อเราได้ดูรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มันก็มีหลายประเด็นที่ได้พูดถึงการคุ้มครองผู้บริโภคเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคา ค่าโดยสาร หรือการชดเชยกรณีเกิดการบกพร่องของการให้บริการ ซึ่งในหลายเรื่องเพื่อนสมาชิก ก็ได้อภิปรายกันไปบ้างแล้วนะคะ แต่เรื่องหนึ่งที่ดิฉันขอให้ความสำคัญ นั่นก็คือเรื่องของเวลาค่ะ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาดิฉันเชื่อว่าทุกคนคงเคยเห็นพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานคร แล้วก็ได้ใช้รถไฟฟ้าในช่วงเวลาเร่งด่วน ได้มีการโพสต์ ตาม Social Media ต่าง ๆ เกี่ยวกับข้อขัดข้องของระบบรถไฟฟ้า เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นบางคนพลาดนัด หรือว่าบางคนก็ไปทำงานสาย ซึ่งนี่คือความเสียหายที่เกิดจาก การเดินรถล่าช้ากว่ากำหนด โดยจากสถิติพบว่า ในปี ๒๕๖๗ มีรถไฟฟ้าเกิดขัดข้อง ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมกว่า ๔๗ ครั้ง โดยสาเหตุเกิดมาจากระบบขับเคลื่อน เกิดมาจากระบบประตูรถ จากระบบราง แล้วก็รวมถึงปัจจัยภายนอกอื่น ๆ อันแสดงให้เห็นถึง การขาดมาตรฐานในการให้บริการค่ะ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นการบอกข้อเท็จจริงว่า การเดินทางโดยระบบรางของประเทศไทยนั้น แตกต่างจากการเดินทางโดยระบบราง ในอีกหลายประเทศ แตกต่างกันตรงไหน แตกต่างกันตรงที่เราไม่สามารถที่จะคาดการณ์ หรือว่าคำนวณเวลาในการเดินทางได้อย่างชัดเจนค่ะ ซึ่งต่างจากประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะ ประเทศท่องเที่ยวที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเขาล้วนให้ความสำคัญกับเวลา ทั้งเวลาในการออกเดินทาง แล้วก็เวลาที่จะถึงจุดหมายปลายทาง เพื่อให้ประชาชนนั้นสามารถวางแผนในการดำเนินชีวิตได้ ท่านประธานคะ ปัญหาไม่ได้มีเพียงแค่การเดินทางโดยระบบรถไฟฟ้าเท่านั้นค่ะ ดิฉันยังพบข้อมูล จากสภาองค์กรของผู้บริโภค ที่ได้ระบุปัญหาของการเดินทางโดยขบวนรถไฟทางไกล จากกรณีที่ผู้โดยสารขบวนรถไฟชำรุด จำเป็นต้องมีการสับเปลี่ยนตู้โดยสารกับขบวนอื่น ๆ ทำให้การเดินรถนั้นล่าช้ากว่ากำหนด ยกตัวอย่างเช่น ขบวนรถด่วนที่ ๘๓ เส้นทาง สถานีกลางบางซื่อไปตรัง ล่าช้า ๔.๑๒ ชั่วโมง ขบวนรถเร็วที่ ๑๓๙ เส้นทาง สถานีกลางบางซื่อไปอุบลราชธานี ล่าช้า ๓.๐๖ ชั่วโมง แล้วก็ขบวนรถเร็วที่ ๑๖๙ เส้นทาง กรุงเทพมหานครไปยะลา ล่าช้ากว่า ๒.๓๐ ชั่วโมง ซึ่งเมื่อเราเทียบกับต่างประเทศค่ะ ที่ผู้ให้บริการเขาให้คุณค่ากับเวลา แล้วก็การตรงต่อเวลา ทำให้เราเห็นถึงวิธีคิด เรื่องความสำคัญของเวลา เพราะเวลาคือต้นทุนของทุกคน เวลามีมูลค่า และการสูญเสียเวลา หมายถึงผลกระทบในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ มันเป็นต้นทุนของค่าเสียโอกาส การที่ผู้โดยสารในฐานะผู้บริโภคนั้นต้องเสียเวลา มันก็ไม่ต่างจากการซื้อสินค้าแล้วก็ไม่ตรงปก ดังนั้นการกำหนดมาตรฐานในการขนส่งทางราง โดยเฉพาะระบบการเดินรถจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง นั่นก็เพื่อให้การคมนาคมด้วยระบบราง ของประเทศไทยนั้น กลับมาให้ความสำคัญกับการรักษาเวลาของพี่น้องประชาชน เป็นการคืนเวลาที่ต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ให้กับประชาชน และมุ่งมั่นในการที่จะให้ ความคุ้มครองผู้โดยสารในกรณีที่เกิดความล่าช้า ดิฉันจะขอยกตัวอย่างมาตรการคุ้มครองแล้วก็เยียวยาผู้โดยสารนะคะ จากกรณีการเดินรถ ล่าช้ากว่ากำหนดในต่างประเทศดังนี้ ที่ฮ่องกงเขามีข้อบังคับที่ชัดเจนว่า หากมีกรณี ที่ผู้ให้บริการเกิดข้อขัดข้องหรือทำให้การเดินรถล่าช้า ผู้ให้บริการจะต้องถูกปรับเป็นเงิน มหาศาล โดยขึ้นอยู่กับความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งบางทีสามารถถูกปรับได้ถึง ๒๕ ล้านเหรียญฮ่องกง หรือประมาณ ๑๐๐ ล้านบาทไทย ที่อังกฤษเขาใช้มาตรการ Delay Replay โดยมีการกำหนดช่วงเวลาที่ล่าช้าให้ได้สัดส่วนกับการชดใช้เงินคืน เช่น ถ้าล่าช้า ๑๕-๒๙ นาที จะได้รับเงินคืน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าล่าช้า ๓๐-๕๙ นาที จะได้รับชดใช้เงินคืน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ และถ้าล่าช้า ๖๐-๑๑๙ นาที เราจะได้ชดใช้เงินคืน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะ และเรายังสามารถที่จะเรียกร้องค่าใช้จ่ายที่เกิดจากความล่าช้าของขบวนรถได้อีกด้วย เช่น ถ้าเราไปดูหนังไม่ทัน เราก็ขอเรียกค่าตั๋วหนังได้ หรือว่าเราอาจจะต้องไปจ่ายค่าโดยสาร สาธารณะรถยนต์ประเภทอื่นอีกอย่างนี้ค่ะ ก็สามารถที่จะขอคืนได้ อย่างที่สิงคโปร์ค่ะ เขามีมาตรการว่า เมื่อรถไฟฟ้าขัดข้อง จะมีระบบแจ้งไปยังป้ายรถบัสใกล้เคียง เพื่อให้รถบัสนั้น ไม่คิดค่าโดยสาร และเขาก็จะแจ้งเส้นทางการใช้รถบัสฟรีให้กับผู้โดยสาร แล้วก็อาจมี การเรียกรถเสริมจากเอกชนเพื่อเป็น Feeder ในการจะกระจายผู้โดยสารไปยังสถานีใหญ่ ที่เชื่อมต่อรถไฟฟ้าหลายสายได้ ที่อเมริกาค่ะ ในช่วงปี ๒๐๐๐ การเดินทางโดยระบบราง ในอเมริกาประสบปัญหาความขัดข้องแล้วก็ล่าช้าบ่อยครั้ง ทำให้ประชาชนซึ่งเป็นผู้โดยสารนั้น สูญเสียความเชื่อมั่นไปอย่างมาก เขาจึงมีการออกมาตรการ Rush Hour Promise ที่เป็นการเสนอเงินคืนค่าโดยสารเต็มจำนวนในกรณีที่รถไฟฟ้าไปถึงที่หมายล่าช้า ๑๕ นาทีขึ้นไป ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนในตอนเช้าแล้วก็หลังเวลาเลิกงาน ท่านประธานคะ ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างในการดูแลแล้วก็ให้ความสำคัญกับผู้โดยสาร ซึ่งดิฉันหวังว่าการร่วมกัน ผลักดันร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะช่วยทำให้ผู้โดยสารในประเทศไทยได้รับการดูแล เหมือนตัวอย่างที่ดิฉันได้ยกมาข้างต้น ทั้งนี้มีสมาชิกบางท่านอภิปรายว่า ร่างพระราชบัญญัติ การขนส่งทางรางของพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นการลดการคุ้มครองผู้บริโภค แต่จริง ๆ แล้ว ร่างของพรรคเพื่อไทยไม่ได้ลดการคุ้มครองผู้บริโภคแต่อย่างใดนะคะ แม้ว่าในหมวด ๙ เราจะมีมาตราน้อยกว่าร่างอื่น ๆ แต่การคุ้มครองผู้บริโภคได้กระจายไปอยู่ในส่วนอื่น ๆ เช่น เรื่องความล่าช้านั้นก็ไปปรากฏอยู่ในหมวด ๕ ส่วนที่ ๒
สุดท้ายนี้ค่ะ เรายังมีความเห็นที่แตกต่างกันในอีกหลายประเด็นของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะคะ แต่จุดหมายปลายทางร่วมกัน นั่นก็คือการช่วยกันยกระดับ มาตรฐานการขนส่งทางราง เพื่อให้ระบบการขนส่งทางรางนั้นได้ทำหน้าที่คืนเวลาให้กับ ประชาชน เวลาซึ่งหมายถึงสิ่งที่มีค่ามากมาย เวลาซึ่งหมายถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจ และหมายถึงการให้ประชาชนนั้นได้ใช้คุณภาพชีวิตที่ดี และคืนคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้อง ประชาชนค่ะ ขอบคุณค่ะ