วีรภัทร คันธะ หารือประเด็นการทารุณกรรมเด็กและเสนอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและระบบยุติธรรมให้เด็กได้รับการปกป้องอย่างแท้จริง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายวีรภัทร คันธะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ จากอำเภอพระประแดง ยกเว้นตำบลบางจาก พรรคก้าวไกลครับ ก่อนอื่นผมขอขอบคุณคุณหมอเชิดชัย ตันติศิรินทร์ ที่เข้าใจเจตนารมณ์และหลักการของพวกเรา ก็ขออนุญาตเริ่มต้นเลยนะครับ มิตสึโกะโนะทา มาชี่เฮียะคุมาเดะ เป็นสำนวนญี่ปุ่นนะครับท่านประธาน หมายถึงสิ่งที่เด็กเรียนรู้ตั้งแต่อายุ ๓ ขวบ จะส่งผลไปจนถึงอายุ ๑๐๐ ปี หรือพฤติกรรมและนิสัยที่เรียนรู้ตอนเด็กจะคงอยู่ ตลอดชีวิต แปลเป็นไทยง่ายกว่านั้นนะครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกพูดตอนต้นก็คือ รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตีนะครับ สังเกตให้ดีว่าประโยคเหล่านี้เป็นคำพูดของผู้ใหญ่เท่านั้น ไม่มีเด็ก หรือเยาวชนที่ไหนจะเห็นด้วยหรืออยากถูกปฏิบัติเหมือนกับวัวหรือลูกในสุภาษิตนี้แต่อย่างใด ผมในฐานะ สส. ตัวแทนของประชาชน แม้ว่าเด็กและเยาวชนจะไม่ได้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่เรา ก็ควรเป็นผู้แทนของคนทุกกลุ่มและความเท่าเทียมในสังคมครับ ผมอยากใช้เวทีและ ๗ นาทีนี้ ในการส่งข้อความสื่อสารกับผู้หลักผู้ใหญ่ผ่านสภาผู้ทรงเกียรตินี้ และอยากฉายภาพให้เห็นว่า กฎหมาย พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับนี้จะมีโอกาสในการ ปกป้องชีวิต ประเทศชาติ และสังคมของเราได้อย่างไรบ้าง ผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่หลายท่าน อาจมองว่านี่เป็นปัญหาเล็กน้อยนะครับ ผมมีข้อมูลทางสถิติว่าเรื่องเหล่านี้กำลัง เกิดขึ้นกับเด็กคนไหน หรือแม้แต่เด็กข้างบ้านท่าน แต่ละปีเด็กจำนวนมากต้อง เข้าโรงพยาบาลจากการโดนทำร้ายร่างกาย จากสถิติของกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค ปี ๒๐๑๗-๒๐๒๑ พบว่ามีเด็กเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพราะถูก ทำร้ายร่างกายเฉลี่ยถึงปีละ ๑๘,๒๙๖ คน เมื่อมีเด็กถูกทำร้ายร่างกายหรือถูกกระทำละเมิด รูปแบบอื่น ๆ ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ กำหนด ก็ควรจะรีบ แจ้งตำรวจเพื่อดำเนินการทางกฎหมาย อย่างไรก็ดีการแจ้งตำรวจ เนื่องจากความผิด ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ ยังถือว่ามีจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนเด็ก ที่ถูกทำร้ายร่างกายและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยจากสถิติฐานความผิดคดีอาญา คดี ๔ กลุ่มตั้งแต่ปี ๒๐๑๘-๒๐๒๒ พบว่ามีการแจ้งความดำเนินคดีผู้ที่กระทำความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก เฉลี่ยปีละ ๑,๕๓๓ คดีเท่านั้น นอกจากนี้จากข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว รายงานว่าตั้งแต่ปี ๒๐๑๖ ถึงสิงหาคม ๒๐๒๑ มีการดำเนินคดีในเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวเพียง ๑ ใน ๔ ของเหตุการณ์ทั้งหมด ที่ศูนย์ปฏิบัติการได้รับรายงาน ยิ่งไปกว่านั้นเด็กที่ถูกทำร้ายร่างกายก็ควรเข้าสู่กระบวนการ คุ้มครองเด็ก ซึ่งในกรณีของประเทศไทยก็คือการเข้าสู่บ้านพักเด็ก แต่ข้อมูลจากกรมกิจการ เด็กและเยาวชน พบว่าในระหว่างปี ๒๐๑๖ ถึงพฤษภาคม ๒๐๒๐ มีเด็กที่เข้าสู่บ้านพักเด็ก เนื่องจากถูกทารุณกรรมและทำร้ายร่างกายในครอบครัวเฉลี่ยเพียงปีละ ๔๔๐ คนเท่านั้น นอกจากนี้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ยังมีปัญหาอีก มากมายที่จำเป็นต้องตามแก้ไขในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการยุติธรรมทำร้ายเด็กซ้ำ ถูกสอบปากคำหลายรอบในสถานการณ์แตกต่างจากเดิม ใช้เสียงหรือบรรยากาศไม่เป็นมิตร ไม่มีนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา ในการสืบสวนสอบสวน การสอบปากคำเด็กกระทำด้วย วิธีที่ทำให้เด็กรู้สึกไม่ปลอดภัย การล่วงละเมิดทางเพศที่อาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างสอบสวน ถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกาย เด็กถูกส่งกลับบ้านแม้จะประเมินแล้วว่าเสี่ยงโดน ทำร้ายซ้ำ และสารพันปัญหาในระบบยุติธรรมอีกมากมาย ท่านประธานครับ ผมกำลัง จะบอกผู้ใหญ่ทั้งหลายว่า พ.ร.บ. นี้จะเป็นเหมือนเส้นเขตแดนให้พ่อแม่ผู้ปกครองในการ คิดหน้า คิดหลัง พินิจพิจารณาในการกระทำของตนเองให้มีความรับผิดชอบต่อลูกหลาน ที่มากไปกว่าการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ หรือเจ้าชีวิตของบุตรหลานเพียงเท่านั้น พ.ร.บ. นี้ จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเพื่ออิสระเสรีภาพ และการสร้างพลัง หรือแม้แต่มีโอกาสให้แก้มาตรา เพิ่มเติม เช่น มาตรา ๑๕๖๒ ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่บัญญัติว่า ผู้ใดจะฟ้อง บุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้ แต่เมื่อผู้นั้นหรือญาติสนิทของผู้นั้นร้องขอ อัยการจะยกคดีขึ้นว่ากล่าวก็ได้ เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิ จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด ซึ่งต้องหมายความว่าเป็นการห้ามเฉพาะบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น มาตรา ๑๕๖๒ นี้ สวนทางกับค่านิยมความกตัญญูในสังคมไทย ถึงแม้จะโตมาในสังคมที่มี คำสอนรักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี สะท้อนการสั่งสอนที่มีการข่มขู่ข่มเหงจนเกิดบาดแผลทาง ร่างกายและจิตใจ แล้วจะให้เด็กอยู่กับค่านิยมกตัญญูพ่อแม่ได้อย่างไร ในเมื่อเด็กเติบโตมา กับความรุนแรงและไม่มีโอกาสที่จะได้ปกป้องตัวเอง พ.ร.บ. นี้ จะเป็นแนวทางปฏิบัติไม่ใช่แค่ คนในครอบครัว ผู้ปกครองเท่านั้นนะครับ แต่จะเป็นบรรทัดฐานสู่การลดความรุนแรงทั้งใน ครอบครัว ซึ่งเป็นปัญหาสังคมลากยาวไปจนถึงปัญหาความรุนแรงในระบบการศึกษา ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึงห้องเรียนที่เด็กและเยาวชนต้องใช้ช่วงเวลาในวัยเด็กกว่า ๑๕-๒๐ ปี ซึ่งต้อง ได้รับการแก้ไขต่อไป พ.ร.บ. นี้จะเป็นใบเบิกทางที่ทำให้หน่วยงานต้องให้ความช่วยเหลือ ความยุติธรรมและดูแลกลุ่มคนที่ได้รับความรุนแรงนี้ทำงานได้คล่องตัว สะดวก และมีพื้นที่ ในการทำงาน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเยาวชนเรามากขึ้น พ.ร.บ. นี้จะเป็นเหมือนไม้ดีดตัว ที่เป็นจุดเริ่มต้นและผลักดันทั้งสิทธิเด็กและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยให้ไปได้ไกลมากขึ้น กว่าเดิม ผมขอย้ำและสื่อสารผ่านสภาผู้ทรงเกียรติ พ่อแม่ ผู้ปกครอง โดยไม่ส่งต่อความรุนแรง และร่วมสร้างประเทศที่แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ ความเจ็บปวด ที่รุ่นของพวกเราเคยได้รับไม่จำเป็นต้องส่งต่อสู่ลูกหลาน และประเทศนี้ ไม่ได้สร้างได้ด้วย ไม้เรียวและความรุนแรง แต่เติบโตจากการเลี้ยงดูจากผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ สร้างสังคมที่แข็งแรง ทั้งกายและใจ ผมจึงขอสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ เพื่อให้เด็กและเยาวชนที่ท่านดูแลในวันนี้ กลายเป็นอนาคตของประเทศ และได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ สนุกสนานเหมือนสายลม ดั่งสำนวน ญี่ปุ่นที่บอกว่า มิตสึโกะโนะทามาชี่เฮียะคุมาเดะ โคโดโมะวะคาเสะโนะโกะ ขอบคุณครับ