พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ หารือปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาจากประสบการณ์จริงของผู้ได้รับผลกระทบ เสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายและสร้างระบบป้องกันที่มีประสิทธิภาพ พร้อมย้ำว่าความรุนแรงไม่ใช่วิธีการเลี้ยงดูที่เหมาะสม และเรียกร้องให้สังคมร่วมกันยืนหยัดไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา
เรียนท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประชาชนผู้ทรงอำนาจ ที่กำลังรับชมการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในขณะนี้ ดิฉัน พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๖ คลองสามวา พรรคก้าวไกลค่ะ แต่แรก ดิฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะอภิปราย เนื่องจากว่าเพื่อนสมาชิกร่วมอุดมการณ์ของดิฉันจากพรรค ก้าวไกลได้ทำเนื้อหาที่ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว แล้วก็การที่เราอภิปรายซ้ำซ้อนกันมันจะ เสียเวลาในการพิจารณากฎหมายไป แต่เมื่อสักครู่ได้มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งได้กล่าวว่า ปัญหาเรื่องความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาส่วนน้อยในสังคม และไม่ควรที่จะนำเอามา แก้ให้กระทบกับส่วนใหญ่ ดิฉันยืนอยู่ตรงนี้นะคะ เป็นผู้ที่รอดชีวิตมาจากปัญหาที่ท่าน เรียกว่ามันเป็นปัญหาส่วนน้อยในสังคมนั่นละ ดังนั้นมันเป็นความรับผิดชอบของดิฉันโดยตรง ทั้งในฐานะของลูกที่ผ่านบ้านที่เผชิญความรุนแรงมา ทั้งในฐานะที่ดิฉันจะพูดแทนคุณแม่ ของดิฉันที่เป็นตัวแทนมารดา ในการเผชิญความรุนแรงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันและไม่มีทางออก จากรัฐให้ มันเป็นความรับผิดชอบของดิฉันในฐานะสภาผู้แทนราษฎร ที่จะต้องพูดถึงเรื่องนี้ เนื่องจากมาจากในเขตของดิฉันก็เป็นเขตที่มีปัญหาเรื่องความรุนแรงทั้งครอบครัวและ ในสถานศึกษาไม่ได้น้อยไปกว่าเขตไหน ท่านประธานคะ เราพูดกันบ่อยมากในเรื่องของความ รุนแรงในครอบครัว เราพูดกันบ่อยมากว่าเราจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร เดี๋ยวขอสไลด์ถัดไปค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
เนื่องจาก หลาย ๆ หัวข้อเพื่อนได้พูดไปแล้ว ก็เลยเข้าสู่เนื้อหาเลยว่า นี่คือตัวเลขที่เด็กในครอบครัวของ แต่ละบ้านได้เข้ารับบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาล ด้วยเหตุที่ได้รับความรุนแรงจากคน ในครอบครัว ๑๘,๒๙๖ รายต่อปี อาจจะดูไม่เยอะ แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นตัวเลขที่เราเก็บได้ ณ ตอนนี้เท่านั้นเอง ท่านประธานคะ การแก้ไขมาตรานี้ เพื่อน ๆ ดิฉันได้อธิบายในหัวข้อทาง กฎหมายไปแล้ว แต่ดิฉันขอยืนยันหลักง่าย ๆ เลยว่ามันคือการคุ้มครองสิทธิของเด็กที่เขา ไม่ได้เกิดมาในบ้านที่มันเป็น Safe Zone ครอบครัวที่ควรจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเรา ทุกคน บ่อยครั้งมันเป็นพื้นที่ที่สร้างบาดแผลในใจที่สุดในชีวิตของเรา นี่คือตัวเลข นี่คือความ เสี่ยงของเด็กที่ถูกทำร้ายร่างกายโดยคนในครอบครัวนะคะ ยิ่งถ้าเราไปดูสถิติการรายงาน การช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ ที่บันทึกไว้โดยกรมกิจการสตรี กระทรวง พม. ก็จะได้เห็นว่าตัวเลข น้อยไปกว่านี้อีก คือเก็บได้แค่ประมาณ ๑,๓๐๐ ราย และใน ๑,๓๐๐ รายนี้ ได้รับรายงานว่า เป็นเคสที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนอยู่เพียง ๒๕๑ รายเท่านั้นเอง มันไม่ได้แปลว่านี่เป็นเรื่อง ที่ดี เพราะว่าจำนวนเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรงมีแค่นี้ แต่ตัวเลขที่น้อยเช่นนี้ ท่านต้องมอง ให้ลึกเข้าไปถึงปัจจัยเงื่อนไขของการที่เด็กคนหนึ่งจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐด้วยค่ะ ว่ามันมีปัจจัยอะไรบ้างที่เด็กตัวเล็กเท่านี้ อายุเท่านี้ เมื่อเขาได้รับความรุนแรงแล้ว เขาจะขอ ความช่วยเหลือจากใครได้บ้าง เขาจะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร มีทางไหนบ้าง ที่เด็กจะไม่สามารถที่จะเข้าหาหน่วยงานราชการแล้วกลับไปโดนกระทำความรุนแรงซ้ำ โชคดีค่ะที่บ้านเราก็เป็นสังคมแห่งความโอบอ้อมอารี เรามักจะมีผู้ใหญ่ใจดีที่ใส่ใจในความ เดือดร้อนของคนข้างบ้าน แล้วก็ช่วยกันประสานงาน ช่วยกันส่งต่อไปยังมูลนิธิและสื่อต่าง ๆ แต่สิ่งเหล่านี้มันควรจะเกิดขึ้นโดยมือของพวกเราหรือเปล่าคะ เราควรจะสร้างระบบที่เอื้อต่อ การแจ้งเหตุปกป้องเด็กกลุ่มเหล่านี้ เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าปัญหาความรุนแรงในครอบครัว มันส่งผลให้เด็กก่ออาชญากรรมในอนาคตได้ แม้ว่าพ่อแม่ส่วนมากจะพยายามอย่างดีที่สุดที่ จะให้ลูกของตัวเองนั้นได้คุณภาพชีวิตที่ดี แต่ว่าไม่ใช่ทุกคนบนโลกที่จะมีชีวิตที่ดีแบบนั้น และไม่ใช่ทุกคนมีบ้านเป็น Safe Zone ไม่ใช่ทุกคนที่จะเกิดมาใต้ชายคาบ้านตัวเองแล้วรู้สึกว่า ตัวเองปลอดภัย สไลด์นี้เพื่อนสมาชิกหลายคนได้อภิปรายถึงประเด็นที่ส่งผลต่อสุขภาพเด็ก ๆ ไป สไลด์นี้ จะเห็นชัดเจนเลยค่ะว่า ในสมองของของเด็กอายุ ๓ ขวบ อายุเท่ากัน แต่ทางด้านหนึ่ง เป็นบ้านที่เติบโตมาในครอบครัวที่ปกติสุข และอีกด้านหนึ่งเป็นบ้านที่เด็กคนนั้นถูกละเลย ถูกใช้ความรุนแรง รอยเว้าแหว่งที่เกิดขึ้นทั้งในโครงสร้างสมองและจิตใจ เราไม่รู้หรอกค่ะว่า ต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะรักษาได้หายขาด แล้วจะกลับมารู้ซึ้งถึงคุณค่าของตนเอง และการเคารพถึงคุณค่าของผู้อื่นอีกครั้ง ท่านประธานคะ เคยมีการสำรวจโดยสถาบัน เพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย สำรวจเด็กจำนวน ๑,๕๗๓ คน ปรากฏว่าร้อยละ ๖๗.๒ เด็ก ๆ ที่กลายเข้ามาเป็นอาชญากรเหล่านี้ เติบโตขึ้นมาจากครอบครัวที่มีการใช้ความรุนแรง การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะร่วมกันผ่านกฎหมายนี้ แก้ไขมาตรานี้ร่วมกัน เป็นการยืนหยัด หลักการง่าย ๆ ค่ะ ว่าไม่ควรมีบ้านไหนที่จะแก้ไขพฤติกรรมของเด็กด้วยการลงไม้ลงมือ ไม่ควรมีเด็กคนไหนที่จะต้องเผชิญกับความรุนแรง และสังคมของพวกเรานั้นใช้ความรุนแรง กันในนามของความรัก ความปรารถนาดีมันนานเกินไปแล้ว หลายคนในที่นี้มักจะพูดบ่อย ๆ ว่าไม้เรียวสร้างคน ดิฉันขอยืนยันค่ะว่าไม้เรียวไม่ได้สร้างดิฉัน แต่เป็นความรักของคุณแม่ เป็นการสนับสนุนจากคนรอบตัว ตาข่ายทางสังคมหลาย ๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง องค์กร ทางสังคม เช่น โรงเรียน แล้วก็องค์กรทางศาสนาที่ได้หล่อหลอมให้ดิฉันกลายมาเป็นคนที่ หลุดรอดจากวังวนเหล่านั้นได้ แต่ยังมีเด็กจำนวนมากเลยค่ะที่ไม่ได้โชคดีอย่างดิฉัน แล้วดิฉัน ขอร้องแทนพวกเขาเหล่านั้น ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ช่วยกันสร้างการเปลี่ยนแปลง ให้สังคม ช่วยกันยืนยันว่าความรุนแรงไม่เคยเป็นคำตอบที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหา ความรุนแรงในสังคม ขอบคุณค่ะ