สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๗

นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจพูดเรื่องร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเน้นย้ำถึงสิทธิเด็กและเยาวชน และเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงสภาพสังคมให้มีค่านิยมที่เป็นสากล นอกจากนี้ยอมรับว่าเคยทำผิดและขอโทษลูกผ่านสภาแห่งนี้

นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ นนทบุรี

ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต จังหวัดนนทบุรี พรรคก้าวไกล ผู้แทนของชาวอำเภอบางบัวทอง ชาวอำเภอไทรน้อยครับ วันนี้ขอร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างนี้เป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีสาระสำคัญ เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน เสนอโดยท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม และคณะ เป็นผู้เสนอ จากเนื้อหา การแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยปัจจุบันพระราชบัญญัติกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้กำหนดสิทธิของผู้ใช้อำนาจปกครองว่ามีสิทธิทำโทษตามสมควรเพื่อกล่าวสั่งสอนนั้น แต่สภาพสังคมนี้มันได้เปลี่ยนแปลงไป จนถึงเวลานี้เรามุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพของสังคมให้มีค่านิยม Norm ที่เป็นสากลทั่วโลก ในระดับสากลนะครับ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก Convention on the Rights of the Child การคุ้มครองเด็กได้รับการคุ้มครองนะครับ การเลือกปฏิบัติ การลงโทษในทุกรูปแบบ ข้อที่ ๒ ข้อเสนอแนะทั่วไปในฉบับที่ ๘ นะครับ The Rights of the Child of the Protect ซึ่งในประเทศไทยได้ตอบรับและให้คำมั่นสัญญา เพราะฉะนั้นในเมื่อประเทศไทยได้ให้คำมั่น สัญญากับเวทีระดับโลกไปแล้ว เราต้องแก้ไขกฎหมาย หากระบวนการวิธีการที่จะทำให้งาน บรรลุเป้าหมาย ส่วนในระดับของภายในประเทศ โดยของประเทศไทยเราเอง รัฐธรรมนูญ ก็เขียนไว้ในมาตรา ๔ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของ บุคคลต้องได้รับความคุ้มครอง ส่วนมาตรา ๒๗ บุคคลย่อมเสมอภาคในกฎหมายสิทธิ และเสรีภาพ ดังนั้นการเสนอแก้ไข พ.ร.บ. กฎหมายประมวลแพ่งและพาณิชย์ ต้องเป็นไป ตามสภาพสังคมในปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมศักดิ์ศรี เสรีภาพ ความเสมอภาค และรักษาความ เป็นตัวตนของมนุษยชาติในอนาคต นอกจากการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้ว สิ่งสำคัญ ที่เราต้องส่งเสริมมาตรการทางสังคม เป็นการสั่งสอนตระหนักแก่บุพการีวิธีหนึ่ง อย่างงานวิจัยของ Domestic Violence ของมหาวิทยาลัย Louisville ของอเมริกา เขาระบุว่าพฤติกรรมการทำร้ายร่างกายคนในครอบครัวส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่คนเป็น พ่อแม่ในวัยเด็กเคยเห็นสมาชิกในครอบครัวนั้นถูกทำร้าย เคยเป็นเหยื่อที่ถูกทำร้ายมาก่อน พวกเขาจึงเชื่อว่าการใช้ความรุนแรงมันเป็นพฤติกรรมที่สามารถยอมรับได้ และเป็นหนึ่ง ในวิธีในการแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาดที่เขาได้รับรู้ แม้ว่าผลการศึกษาที่ถูกรับรองจากแพทย์ มากมายว่าพ่อแม่ไม่ควรทำโทษลูกด้วยความรุนแรง ไม่ว่าจะทางด้านจิตใจหรือร่างกาย แต่ความเชื่อดั้งเดิมที่ฝังลึกในใจของพ่อแม่บางส่วน ก็ยังอาจทำให้พวกเขาเชื่อว่าพ่อแม่ คือเจ้าชีวิตของลูก พวกเขาจะสั่งสอนลูกอย่างไรก็ได้ การใช้ความรุนแรงเพื่อทำโทษ ไม่อาจ เรียกได้ว่าเป็นการกระทำจากความรัก แต่เป็นการแสดงอำนาจของอีกฝ่าย โดยอาศัย ความแข็งแรงกว่า อาวุโสกว่า เพื่อทำให้อีกฝ่ายยอมจำนน การแสดงอำนาจที่กล่าวถึง เมื่อสักครู่ ปัจจุบันลามมาจนถึงรั้วโรงเรียน สถานศึกษา มหาวิทยาลัย ค่ายทหาร หรือแม้กระทั่งในวัด ในรูปแบบของครู รุ่นพี่ รวมถึงนายใหญ่ที่มีอำนาจ เด็ก ๆ จะไม่ได้ ประโยชน์อะไรเลยจากความรุนแรงนี้ นอกจากความหวาดกลัว และบาดแผลในร่างกาย และจิตใจ อย่างไรก็ตามนะครับ การสอนด้วยเหตุผลจะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้เลย หากพ่อแม่ไม่ได้มีสายสัมพันธ์อันดีกับลูกเสียก่อน สิ่งหนึ่งที่ต้องตั้งคำถามไม่น้อยกว่า เรื่องสายสัมพันธ์ในครอบครัวก็คือ สภาพสังคมแบบใดกันครับ ที่ทำให้ความรุนแรงกลายเป็น ทางออกของปัญหา อันนี้ขอตั้งคำถามนะครับ ส่วนการที่พ่อแม่ทำร้ายร่างกายลูกอาจจะไม่ได้ เป็นความผิดของสังคม หรือผู้มีอำนาจปกครองโดยตรง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าสังคม ที่ปราศจากรัฐสวัสดิการที่ดี ไม่เอื้อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมในฐานะพลเมือง อย่างเท่าเทียมกัน ก็สามารถเป็นต้นตอ หรือเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความรุนแรงลักษณะนี้ ได้เหมือนกัน เมื่อวิถีชีวิตของครอบครัวลักษณะนี้มีผลบีบคั้นให้พ่อแม่ไม่มีเวลามาคอยรับฟัง ปัญหา หรือใกล้ชิดกับลูก ๆ ได้อย่างจริงจัง สายสัมพันธ์ที่ดีก็อาจเกิดขึ้นได้ยากไปอีกนะครับ

สุดท้ายนี้ครับตัวผมเองนะครับ ก็เคยทำผิด แล้วก็เข้าใจว่าการตีลูกจะช่วย ทำให้เขากลายเป็นคนดี แต่เมื่อมาเอาใจไปนั่งอยู่เหนือเหตุผล ผมก็อยากจะพูดกับลูก ผ่านสภาแห่งนี้ว่า พ่อขอโทษนะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน