สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๗

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร พูดถึงการสรุปข้อซักถามและความสงสัยจากสมาชิกสภา และขอให้ประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านรับทราบข้อเท็จจริงและไม่เข้าใจคลาดเคลื่อน นอกจากนี้เขายังหารือเรื่องแก้ไขพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง โดยขอให้เงินนอกงบประมาณส่งคืนกลับมาที่กระทรวงการคลัง และแก้ไขข้อตกลงระหว่างหน่วยงานของรัฐกับกระทรวงการคลังที่เกิดขึ้นก่อนพระราชบัญญัตินี้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องรายงานความเสี่ยงทางการคลัง โดยอภิปรายเรื่องการอ้างอิงมาตรา ๑๖๒ ของรัฐธรรมนูญ และการเร่งแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเงินนอกงบประมาณ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ ผู้เสนอร่าง ผมคงใช้เวลาไม่มากครับ เพียงแต่ว่าอยากจะใช้เวลาในการสรุปตอบข้อซักถาม แล้วก็ความสงสัย แล้วก็ข้อมูลที่เพื่อนสมาชิกจากฟากฝ่ายรัฐบาลที่อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อน ไปบ้างนะครับ ถ้าท่านจะเข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้าง จริง ๆ ก็ไม่อยากจะเสียเวลาครับ เพียงแต่ว่าผมต้องการให้ประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านได้รับทราบข้อเท็จจริง แล้วก็ไม่เข้าใจ คลาดเคลื่อนไปตามการอภิปรายที่อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนเท่านั้นเองนะครับ

เรื่องที่ ๑ ไม่ได้เสียหายอะไรครับ ท่านเพื่อนสมาชิก ท่านธนาธร โล่ห์สุนทร ไม่ใช่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นะครับ กับทางท่านฐิติมา ฉายแสง ผมว่าทั้ง ๒ ท่าน ก็มีความ กังวลประโยคในการแก้ไข พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังในครั้งนี้ ในส่วนที่ระบุว่าข้อตกลง ระหว่างหน่วยงานของรัฐกับกระทรวงการคลังที่เกิดขึ้นก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ก็คือ MOU ที่ผมบอกว่าเป็นกระดาษ A4 ไม่กี่หน้า แล้วก็เอาเงินนอกงบประมาณไปจัดการเอง จัดการเอง เออเองตามอำเภอใจ กฎหมายฉบับนี้ที่ผมเสนอแก้ไขก็คือว่า จะต้องให้เงิน นอกงบประมาณเหล่านี้ส่งคืนกลับมาที่กระทรวงการคลัง และข้อตกลงที่เป็นกระดาษ A4 ไม่กี่แผ่น ไม่กี่หน้า ให้สิ้นผลไป ผมเข้าใจว่าทั้งท่านธนาธร โล่ห์สุนทร แล้วก็ทางท่านฐิติมา อาจจะกังวลว่าหน่วยงานราชการก็อาจจะมีความกระวีกระวาดและมีภาระทางงานธุรการ ในการส่งมอบเงินนอกงบประมาณที่งุบงิบซุบซิบ ลึก ๆ ลับ ๆ คืนคลังโดยทันที ถ้าเกิดความ กังวลตรงนั้น ผมขอชี้แจงอย่างนี้เลยครับว่า กรณีของเงินนอกงบประมาณที่ทางท่านฐิติมา กังวลว่าเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ดี กองทุนต่าง ๆ ก็ดี โดยเฉพาะกองทุนที่ใหญ่ ที่สุดครับ คือกองทุนประกันสังคม และสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ก็ดี ซึ่งองค์กรและหน่วยงาน ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติของตนเองกำกับอยู่แล้ว มีการตรวจสอบ ทางบัญชี มีการเปิดเผยงบการเงินที่ Download ได้ อย่างเปิดเผยโปร่งใสอยู่แล้ว ดังนั้น ในวลีที่บอกว่า ถ้ามีข้อตกลงกับกระทรวงการคลังเป็นอย่างอื่น ตรงนี้ไม่ได้รับผลกระทบเลย หน่วยงานที่ได้รับผลกระทบ คือหน่วยงานที่กำลังชี้แจงกับกรรมาธิการงบประมาณปี ๒๕๖๘ อยู่นี่ คือกองทัพเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ผมยืนยันว่าความกังวลของทางท่านฐิติมา แล้วก็ ทางท่านธนาธร โล่ห์สุนทร ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เลย แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ายังห่วง ความกระวีกระวาดว่ากองทัพจะส่งเงินนอกงบประมาณคืนคลังโดยทันทีแล้วจะเกิดปัญหา ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะว่ากรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ไขร่างกฎหมายฉบับนี้ ในชั้นกรรมาธิการก็สามารถที่จะแก้บทเฉพาะกาลให้ขยายเวลาเป็น ๑ ปี หรือจะกี่ปีก็ได้ ในการตรากฎหมาย ให้กองทัพต่าง ๆ มีระบบระเบียบในการตรวจสอบเงินนอกงบประมาณ อย่างถูกต้องตามหลักการทางบัญชี แล้วก็มีการเปิดเผยอย่างโปร่งใส แล้วก็จะสามารถ จัดการเงินนอกงบประมาณได้โดยที่ประชาชนไว้วางใจ กฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเงินนอกงบประมาณนะครับ แต่เรามุ่งที่จะทำให้ เงินนอกงบประมาณมีความโปร่งใสและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ซึ่งจะทำให้ทาง รัฐบาล โดยท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐานี่ละครับ มีประสิทธิภาพในการจัดการเงินงบประมาณ ทั้งหมด ทั้งมวล ซึ่งทางดอกเตอร์ ชัยวัฒน์ จากก้าวไกล ก็ได้อภิปรายไปแล้ว ดังนั้นไม่ต้อง กังวลเลยครับ

ต่อมาทางท่านจิตติพจน์นะครับ บางส่วนทางท่านศิริกัญญาก็ได้อภิปราย ชี้แจงไปแล้ว ในส่วนของรายงานความเสี่ยงทางการคลัง ที่ท่านบอกว่าอาจจะมีความอ่อนไหว จริง ๆ แล้วทางกระทรวงการคลังก็สามารถตัดประโยคบางส่วนภายใต้ข้อมูลที่ครบถ้วน ข้อมูลบทวิเคราะห์ต่าง ๆ ที่อาจจะทำให้ประชาชนตื่นตระหนกออกไปได้ แต่ข้อมูลต่าง ๆ ที่ครบถ้วนก็ควรจะให้ประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของเงินภาษีเป็นคนที่ต้องรับความเสี่ยงทางการคลัง รับทราบด้วย ถ้าอ่อนไหวขนาดที่ประชาชนรู้ไม่ได้ มันต้องตั้งคำถามกับตัวเองแล้วครับ อย่างนี้เรียกว่าอ่อนไหว หรือกระทำการบังอาจกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินภาษี บางครั้ง ก็เป็นเส้นบาง ๆ ที่ต้องขบคิด ดังนั้นถ้าเกิดเป็นเรื่องของความเห็นที่อาจจะสร้างความ ตื่นตระหนก ตัดทิ้งได้ครับ ลดทอนได้ครับ แต่ข้อมูลตัวเลขต่าง ๆ ผมคิดว่าควรจะเปิดเผย ให้กับประชาชนที่เป็นเจ้าของเงินภาษีและเป็นเจ้าของเงินแผ่นดินทราบอย่างครบถ้วน ซึ่งตรงนั้นไม่ใช่ปัญหา มีอีกเรื่องหนึ่ง ที่ทางท่านจิตติพจน์อภิปราย แล้วผมคิดว่าอาจจะเข้าใจ ผิด ก็คือการอ้างอิงถึงมาตรา ๑๖๒ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ที่ระบุว่าการแก้ไข พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังในฉบับนี้ เป็นการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ซึ่งต้องขอความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีก่อน ผมเรียนตรง ๆ ครับ ผ่านท่านประธานไปยัง ท่านจิตติพจน์ว่า ลองอ่านทุกมาตราที่ผมเสนอแก้ไขดูสิครับ ไม่มีมาตราใดที่เป็นการสร้าง ภาระทางงบประมาณเพิ่มเติม มาตรา ๑๖๒ จะใช้เฉพาะกรณีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ที่สร้างภาระทางงบประมาณเพิ่มเติมให้กับรัฐบาลเท่านั้น แต่การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ของผม ที่เสนอไปในวาระนี้ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใสในการจัดการเงินนอก งบประมาณ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อตัวนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเอง โดยที่ไม่ได้สร้าง ภาระทางงบประมาณเพิ่มเติมแต่อย่างใด ดังนั้น จึงไม่ได้เกี่ยวข้องไม่ได้เกี่ยวพัน แล้วก็ไม่ได้ ติดอุปสรรคใด ๆ เกี่ยวกับมาตรา ๑๖๒ แห่งรัฐธรรมนูญเลยครับ จากการอภิปรายของทาง ดอกเตอร์ ชัยวัฒน์ เราก็เห็นอยู่แล้วใช่ไหมครับว่าปริมาณเงินนอกงบประมาณมีการปรับตัว เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราเห็นการอภิปรายของท่านเอกราช อุดมอำนวย ท่านเชตวัน ท่านชยพล แล้วก็อีกหลาย ๆ ท่าน ก็มีความกังวลในเรื่องของการจัดการเงินนอกงบประมาณ โดยเฉพาะ ของกองทัพครับ แล้วถ้าเกิดไปถามคณะกรรมาธิการงบประมาณปี ๒๕๖๘ หรือปีอื่น ๆ อ่านในรายงานข้อสังเกตทุกคนก็กังวล เพราะว่าเงินนอกงบประมาณที่ขาดความโปร่งใส ขาดมาตรฐานทางบัญชีที่ตรวจสอบได้ จะทำให้เกิดปัญหาในการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ เป็นธรรมและขาดประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งคนที่ต้องได้รับผลกระทบเชิงลบ ไม่ใช่ใครครับ ก็คือ ประชาชนที่เป็นเจ้าของเงินภาษี ดังนั้น ผมตอบได้ทุกข้อซักถามแล้ว ชี้แจงได้ทุกความคลาดเคลื่อนแล้ว ผมก็ไม่เข้าใจว่ารัฐบาลจะเอาเหตุผลอะไรมาอุ้มกฎหมาย ฉบับนี้เพื่อชะลอออกไปถึง ๖๐ วัน เหตุผลเดียวก็คือไม่ได้ขยันทำงาน ไม่ได้ตระ ไม่ได้เตรียม ไม่ได้สั่งงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในการร่างกฎหมายของรัฐบาลมาประกบ กลัวว่าฝ่าย ค้านจะได้หน้าได้ตา ผมไม่ได้กังวลเลยครับ ผมไม่ต้องการที่จะได้หน้าได้ตา ผมบอกตรง ๆ กับท่านประธาน แต่ผมต้องการให้เงินนอกงบประมาณฉบับนี้มีความโปร่งใส และเป็นประโยชน์กับรัฐบาล เป็นประโยชน์กับประชาชน อย่าคิดเรื่องหน้าเรื่องตาแล้วจะอุ้ม กฎหมายนี้ออกไปอีก ๖๐ วัน ทำไมครับ เพื่อให้ผ่านงบปี ๒๕๖๘ หรือครับ เพื่อให้งบกองทัพ อยู่ในลึกลับดำมืดอีกอย่างน้อย ๑ ปีงบประมาณหรือครับ ไม่ใช่เรื่องที่สมเหตุสมผล แต่อย่างใดเลย ผมจึงยืนยันแล้วฝากทางประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก และผ่านไปยัง ตึกไทยคู่ฟ้าไปยังท่านนายกรัฐมนตรีด้วย จะอุ้มทำไม ๖๐ วัน เหตุผลเดียวคือขี้เกียจครับ ไม่ยอมทำงานครับ และผมฝากด้วยนะครับ ผมยังหวังนะครับ ว่าพรุ่งนี้ผมจะเห็น นายกรัฐมนตรี มาตอบกระทู้ถามสด ของท่านศิริกัญญา ขอบพระคุณครับ