วิโรจน์ ลักขณาอดิศร นำเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง เพื่อผลักดันให้มีความโปร่งใสในการจัดทำและเปิดเผยข้อมูลงบประมาณ โดยเฉพาะเงินนอกงบประมาณของกองทัพ พร้อมเสนอให้มีการเปิดเผยรายงานสถานะหนี้สาธารณะและภาระทางการคลังผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนรับรู้และติดตามนโยบายรัฐได้อย่างชัดเจน รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐเร่งพิจารณากฎหมายฉบับนี้โดยไม่ล่าช้า เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและสร้างกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ วันนี้ถือว่าเป็นโอกาสอันดีมากที่ได้นำเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย พระราชบัญญัติวินัยการเงิน การคลัง ในวาระที่ ๑ ในห้วงเวลาเดียวกันกับการพิจารณางบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตย้อนกลับไปจังหวะในการที่จะพิจารณาร่างงบประมาณ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ หรือก่อนหน้านั้น เรื่อยมาจากปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ปี ๒๕๖๖ ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ ถ้าท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้เข้าไปอ่านในข้อสังเกตก็จะพบว่า มีกรรมาธิการพิจารณาร่างงบประมาณทุกปีงบประมาณ ตั้งข้อสังเกตในเรื่องของเงินนอก งบประมาณอยู่ทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินนอกงบประมาณของเหล่าทัพต่าง ๆ ถามว่า ทำไมเพื่อนสมาชิก ตลอดจนคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างงบประมาณทุกท่านถึงให้ ความสำคัญกับเงินนอกงบประมาณ ก็เพราะว่าถ้าเรารู้ข้อมูลของเงินนอกงบประมาณ และศักยภาพในการหารายได้ที่เป็นเงินนอกงบประมาณจากหน่วยราชการต่าง ๆ โดยเฉพาะ กองทัพก็จะทำให้สภาแห่งนี้ ตลอดจนรัฐบาลสามารถที่จะวางแผนงบประมาณได้อย่างมี ประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น หมายความว่าอย่างไรครับท่านประธานครับ หมายความว่า สำหรับกองทัพ หรือหน่วยงานใดก็ตามที่มีขีดความสามารถในการหารายได้ของตัวเองแล้ว สามารถพึ่งพาแหล่งรายได้ของตัวเองแล้ว รัฐบาลก็สามารถที่จะจัดงบประมาณในลักษณะ ที่ย่อมเยาว์ลงเสียหน่อย เพื่อจะได้กันงบประมาณส่วนนั้นไปให้กับหน่วยงานที่จำเป็นในการที่ จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือว่าบำบัดทุกข์บำรุงสุข หรือไปเพิ่มในส่วนของสวัสดิการ ให้กับพี่น้องประชาชน หรือลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หรือเอาไปทำในโครงการที่ใช้ในการ ฟื้นฟู หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ผลประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ปัจจุบันอย่างที่รู้กันครับ สมาชิกทุกท่าน คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ที่กำลังพิจารณากันอยู่ วันนี้กระทรวงกลาโหมเข้า ต่างก็รู้กันดีครับว่าถ้าเงินนอกงบประมาณไม่มีความโปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ ไม่สามารถตรวจสอบได้ถูกต้องตามหลักการทางบัญชี การวางแผน งบประมาณทั้งหมดก็จะขาดประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง ดังนั้นครับ นี่คือเหตุผลใหญ่ที่สุด ในการที่ผมเสนอแก้ไข พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังในครั้งนี้ครับ ซึ่งจะมีทั้งสิ้นอยู่ ๓ ส่วน ด้วยกันที่สำคัญ ๆ นะครับ
ส่วนที่ ๑ นะครับ ผมเสนอแก้ไขในมาตราที่ ๒๘ ครับ เดิม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ระบุเอาไว้โดยสังเขป ผมขออ่านแล้วก็สรุปโดยสังเขปก็แล้วกันนะครับ โดยสรุปนะครับ ในมาตรา ๒๘ ระบุเอาไว้ว่า ในการดำเนินโครงการของรัฐบาลที่รัฐบาลต้องรับภาระชดเชย ค่าใช้จ่ายหรือต้องยอมรับการสูญเสียรายได้ในการดำเนินนโยบายนั้น ก็คือนโยบายกระตุ้น เศรษฐกิจต่าง ๆ นะครับ กฎหมายระบุว่าให้กระทำได้ในเฉพาะที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของ กฎหมาย เพื่อฟื้นฟู หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบ อาชีพ หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน หรือเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูประชาชน ที่ประสบกับผลกระทบจากสาธารณภัยและวินาศกรรมต่าง ๆ กฎหมายยังระบุเอาไว้ครับว่า คณะรัฐมนตรีจะต้องพิจารณาภาระทางการคลังที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายและแนวทางการบริหารจัดการภาระทางการคลัง ของรัฐและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น โดยภาระที่รัฐต้องรับชดเชยค่าใช้จ่ายในการดำเนิน นโยบายต้องมียอดคงค้างไม่เกินกว่าอัตราที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังกำหนด กฎหมายเขียนไว้รัดกุมมาก ๆ ครับ ซึ่งการพิจารณาภาระทางการคลังที่อาจเกิดขึ้นทั้ง ในปัจจุบันและอนาคตที่รัฐบาลให้ความสำคัญในมาตรา ๒๘ นี้ ตามที่ผมได้นำเรียนไปครับ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะการดำเนินนโยบายก็ต้องคำนึงถึงภาระทางการคลัง การสูญเสีย รายได้ที่อาจจะเกิดขึ้นใช่หรือไม่ครับ แต่คนที่ควรรู้ดีที่สุดไม่ใช่คณะรัฐมนตรีครับ แต่เป็นใคร ครับท่านประธาน เป็นประชาชนครับ ที่เป็นผู้ที่ต้องแบกรับภาระ และต้องเสียภาษี และเป็น เจ้าของเงินแผ่นดิน ประชาชนหลายคนบอกกับผมว่า รับภาระอย่างไร ไม่เคยมีรัฐบาลไหน มาทวงเงินออกจากกระเป๋าฉันเลย หนี้สาธารณะ แต่หนี้สาธารณะที่ประชาชนแบกรับ ต้องแลกมาด้วยกับข้อจำกัดหรือความจำกัดจำเขี่ยในการพัฒนาประเทศ การพัฒนาการ ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการปรับปรุงสวัสดิการเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ถ้าหนี้สาธารณะมากขึ้น รัฐบาลก็ต้องจัดสรรงบประมาณไปใช้หนี้ เงินที่จะเอามาลงทุน ในโครงสร้างพื้นฐานก็ย่อมเยาลง เงินที่จะเอามาปรับปรุงคุณภาพชีวิต เอามาปรับปรุง สวัสดิการ เอามาปรับปรุงเรื่องบริการสาธารณสุขให้กับประชาชนก็ลดน้อยถอยลงตามลำดับ นี่คือภาระการใช้หนี้ของพี่น้องประชาชนที่ต้องแบกรับทั้งในปัจจุบันและอนาคต ประชาชน ที่ว่านั้นหมายรวมถึงประชาชนคือลูกหลานของเราที่วันนี้เขายังไม่ลืมตาดูโลกด้วยซ้ำนะครับ ด้วยเหตุนี้ครับ ผมจึงเสนอให้เพิ่มประโยคในวรรคสามเพราะคนที่พึงรู้ที่สุดคือประชาชนครับ จึงแก้ไขเพิ่มเติมนิดเดียวเท่านั้นในมาตรา ๒๘ โดยให้ใส่ประโยคที่ว่า ให้รายงานยอดคงค้าง ดังกล่าวต่อสาธารณะผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงการคลัง เพื่อให้ประชาชนมี ส่วนร่วม แล้วก็กำกับติดตามการดำเนินการนโยบายของรัฐบาล ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลก ใหม่อะไรนะครับ จะรายงานให้ประชาชนทราบเพิ่มเติมก็ไม่ใช่เป็นปัญหาครับ เพราะ ในมาตรา ๒๙ ในเรื่องของผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการทางนโยบายก็ยังกำหนดให้เปิดเผย ต่อสาธารณะและประชาชนได้ทราบเลยครับ ดังนั้นยอดคงค้างต่าง ๆ ภาระทางการคลัง ต่าง ๆ จะเปิดเผยให้กับประชาชนผู้ที่ต้องเป็นผู้แบกรับทราบร่วมด้วยก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ที่กำลังฮือฮากันอยู่กำลังพูดถึงกันอยู่อย่างโครงการ Digital Wallet ที่รัฐบาลมีภาระทางการคลังก้อนมหาศาลนะครับ โดยมาจากงบปี ๒๕๖๗ ๑๗๕,๐๐๐ ล้านบาท งบปี ๒๕๖๘ ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ผ่าน ธ.ก.ส. ๑๗๒,๓๐๐ ล้านบาท รวมแล้วก็ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมว่าพี่น้องประชาชนควรต้องรับทราบถึงภาระทางการคลังที่อาจจะ เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคตและผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายด้วยนะครับ ดังนั้น การแก้ไขในมาตรา ๒๘ ก็จะทำให้ประชาชนได้ติดตามกำกับนโยบายของรัฐได้อย่างใกล้ชิด มากขึ้นนะครับ
ส่วนช่วงที่ ๒ ครับ ส่วนนี้คือ Highlight เลยครับ คือเงินนอกงบประมาณ โดยเฉพาะของกองทัพ ในมาตรา ๖๑ วรรคสอง แต่เดิมระบุเอาไว้โดยสังเขปว่า เงินนอกงบประมาณให้มีเท่าที่จำเป็น เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่หรือการดำเนินงาน ตามวัตถุประสงค์ของการมีเงินนอกงบประมาณนั้น เงินนอกงบประมาณของหน่วยงาน ของรัฐให้นำมาฝากไว้ที่กระทรวงการคลัง ประโยคต่อไปครับ เว้นแต่จะมีกฎหมายหรือได้ทำ ความตกลงกับกระทรวงการคลังไว้เป็นอย่างอื่น ข้อนี้ครับ ในมาตรา ๖๑ เป้าประสงค์สำคัญ คือต้องการให้การจัดการเงินนอกงบประมาณมีความโปร่งใสครับ และที่ผ่านมาที่ผม ได้นำเรียนในข้างต้นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ก็ตั้งข้อสังเกตอยู่ทุกปี ไปดูรายงานข้อสังเกตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินนอกงบประมาณ ของกองทัพที่มีสูงถึง ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท หรือประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ของงบกลาโหมนะครับ ก็ถูกตั้งข้อสังเกตจากคณะกรรมาธิการงบประมาณมาโดยตลอด การที่กองทัพและหน่วยงานอื่น ของรัฐจะบริหารจัดการเงินนอกงบประมาณด้วยตัวเอง ผมยืนยันว่าสามารถทำได้ครับ แต่ควรต้องมีกฎหมายกำกับเอาไว้อย่างชัดเจน มีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติตราเอาไว้ อย่างชัดเจน เพื่อให้การจัดการเงินนอกงบประมาณมีความโปร่งใส มีการตรวจสอบทางบัญชี ที่ถูกต้อง การที่กองทัพทำเพียงข้อตกลงกับกระทรวงการคลังเพียงเป็นกระดาษ A4 ไม่กี่แผ่น ไม่กี่หน้า จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลครับ ผมอ่านในรายงานสอบถาม ความคิดเห็นตามมาตรา ๗๗ ครับท่านประธาน มีหลายหน่วยงานราชการ ผมขออนุญาตติติง สักนิดหนึ่ง อ้างแต่ว่าถ้าทำเช่นนี้แล้วจะไม่สะดวก ถ้าเป็นเงินของอธิบดี เป็นเงินของท่านเอง ท่านจะเอาความสะดวกจะไปซื้อไปจ่ายไปใช้อะไรผมไม่ว่า แต่เงินนอกงบประมาณก็เคยมี คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าคือเงินแผ่นดิน คือเงินของประชาชน จะเอาความสะดวกเข้าว่าไม่ได้ ต้องเอาความโปร่งใสเป็นที่ตั้ง เอาการตรวจสอบได้เป็นที่ตั้งครับ ดังนั้นการมีเอกสารเพียงข้อตกลงไม่กี่แผ่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล ด้วยเหตุนี้นะครับ จึงทำให้ธุรกิจกองทัพเสนาพาณิชย์ต่าง ๆ อยู่ในแดนสนธยาและสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะบั่นทอน ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกองทัพไปเรื่อย ๆ ยิ่งอ้างว่าเป็นความลับ ยิ่งอ้างว่า เป็นเรื่องของความมั่นคง ยิ่งทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ว่าการที่กองทัพมาทำ มาหากินกลายเป็นเรื่องความมั่นคงไปได้อย่างไร หรือเป็นความมั่นคงในกระเป๋าของนายพล คนไหนกันแน่ แล้วทำไมต้องลับครับ หรือแท้ที่จริงแล้วมันลับจริง ๆ แต่เป็นเรื่องที่ลับ ๆ ล่อ ๆ ผมจึงเสนอให้การจัดการเงินนอกงบประมาณโดยที่ไม่ต้องเอามาฝากไว้ที่กระทรวงการคลัง ต้องมีกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติกำกับเท่านั้นเหมือนกับสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ซึ่งเขาก็ทำกันได้ และข้อตกลงที่เป็นกระดาษเพียงไม่กี่แผ่นเป็นเรื่องที่เรายอมรับไม่ได้ อีกต่อไป ในเมื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณในปีก่อน ๆ จากทุกพรรค จนถึงปัจจุบันก็ติติงในเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสภาแห่งนี้ จะโหวตรับในวาระที่ ๑ และไปแก้ไขปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการต่อไป ไม่อย่างนั้นครับ ไม่รู้ว่า จะเขียนในรายงานข้อสังเกตไปเพื่ออะไร สำหรับข้อตกลงระหว่างหน่วยงานของรัฐ กับกระทรวงการคลังที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ หลายท่านอาจจะให้ความสนใจกับประโยคนี้ ที่บอกว่าข้อตกลงที่เกิดขึ้นก่อนพระราชบัญญัตินี้บังคับที่กฎหมายแก้ไขนี้นะครับ เพื่อให้เงิน นอกงบประมาณไม่ต้องไปฝากไว้ที่กระทรวงการคลัง ก็ให้ข้อตกลงนั้นสิ้นผลไป และให้นำเงิน นอกงบประมาณนั้นไปฝากไว้ที่กระทรวงการคลัง ในส่วนนี้ที่หลายท่านติติงว่าอาจจะไม่ทัน ในการตรากฎหมายก็ไม่เป็นไรครับ ในเรื่องนี้ในชั้นกรรมาธิการก็สามารถหารือเพื่อกำหนด กรอบระยะเวลาที่เหมาะสมในชั้นกรรมาธิการวิสามัญได้ ซึ่งก็ไม่ขัดต่อหลักการในภาพใหญ่ ของการเสนอแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ของผมแต่อย่างใด
สุดท้ายครับท่านประธาน ในมาตรา ๗๖ อันนี้ก็มีแนวคิดเดียวกันกับ มาตรา ๒๘ ครับ ก็คือในกรณีที่กระทรวงการคลัง ปกติกฎหมายกำหนดให้กระทรวงการคลัง ต้องจัดทำรายงานสถานะหนี้สาธารณะ หนี้ภาครัฐและความเสี่ยงทางการคลัง ในวันสิ้นปี งบประมาณและเสนอต่อ คณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง ด้วยเหตุนี้ครับในเมื่อ คณะรัฐมนตรีเขาบอกว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานแล้ว แต่เดิมคือจบนะครับ ผมก็แก้ไขปรับเพิ่มอีกนิดหนึ่งก็คือว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีรับทราบแล้วก็ควรจะต้องมี การเปิดเผยรายงานดังกล่าวต่อสาธารณะผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงการคลังด้วย เพราะหนี้ภาครัฐ หนี้สาธารณะและความเสี่ยงทางการคลัง ใครเป็นผู้แบกรับครับ ท่านประธาน ประชาชนครับ ประชาชนเป็นผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงทางการคลังครับ ไม่ใช่คณะรัฐมนตรีครับ ดังนั้นประชาชนก็พึงรู้ด้วยว่าความเสี่ยงทางการคลัง หนี้ภาครัฐ หนี้สาธารณะเป็นเท่าไรครับ ดังนั้นผมจึงเติมและแก้ไขประโยคเหล่านี้ลงไป ในพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังอยู่ทั้งสิ้น ๓ ประการ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในเมื่อ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็ติติงในเรื่องของเงินนอกงบประมาณ โดยเฉพาะเงินนอก งบประมาณของกองทัพเรื่อยมามีการระบุไว้ในรายงานข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณางบประมาณเรื่อยมา ก็หวังเป็นอย่างยิ่งครับว่าจะช่วยกันโหวตรับในวาระที่ ๑ แล้วไม่มีเหตุผลใด ๆ เลยครับที่จะปฏิเสธและผมฝากไว้นิดหนึ่งครับ ผมได้ยินเสียงแว่ว ๆ มา ว่ารัฐบาลจะอุ้มกฎหมายนี้ไปศึกษา ๖๐ วัน จะศึกษาอะไรครับ เพราะว่าถ้าท่านอ่านรายงาน ข้อสังเกตมาตั้งแต่ปีไหน ปีโน้น ปีมะโว้ก่อนปี ๒๕๖๓ ด้วยซ้ำไป เพราะปี ๒๕๖๓ ผมเป็น คณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณนะครับ ก่อนปี ๒๕๖๓ ด้วยซ้ำไปครับ ต่างก็รู้ปัญหา คุยกันในคณะกรรมาธิการวิสามัญอยู่ทุกปีงบประมาณ จะอุ้มไปทำไมครับ ๖๐ วันครับ ผมคิดว่า ควรจะต้องโหวตรับและเร่งแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยเร็ว เพื่อให้เงินนอกงบประมาณ โดยเฉพาะเงินนอกงบประมาณของกองทัพมีความโปร่งใส และเงินเหล่านั้นถูกใช้เพื่อ ประโยชน์และคุณูปการของประชาชนอย่างแท้จริง เดี๋ยวผมจะดูครับว่าวันนี้รัฐบาลจะอุ้มไป ๖๐ วันจริงหรือเปล่า และจะเอาเหตุผลอะไรมาอุ้มนะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ