ชวาล พลเมืองดี หารือปัญหาความปลอดภัยของนักเรียนในการทัศนศึกษาและรถรับส่ง พร้อมเรียกร้องให้รัฐเพิ่มมาตรการคุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้ปกครอง โดยเสนอให้มีการกำหนดมาตรฐานรถโดยสาร ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขับขี่ จัดอบรมทั้งครูและนักเรียน รวมถึงการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันอุบัติเหตุในอนาคต
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชวาล พลเมืองดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๓ พรรคประชาชน ก่อนอื่นเลยครับ ผมต้องขอแสดงความเสียใจ และเป็นกำลังใจต่อผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่ เกิดขึ้นทุกท่านครับ ท่านประธานครับ ผมทราบและเข้าใจดีถึงความโศกเศร้าภายในจิตใจ ของพี่น้องประชาชน และรับรู้ได้ถึงความกังวลต่อสวัสดิภาพของบุตรหลาน ในเวลาที่ต้องห่าง จากอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นของผู้ปกครอง ความโศกเศร้า ความกังวลและความโกรธแค้นนี้ ทำให้ผู้ปกครองหลาย ๆ ท่านตั้งคำถามว่า ยังจำเป็นต้องมีการพาเด็กนักเรียนไปทัศนศึกษา อยู่หรือไม่ในอนาคต แต่ท่านประธานครับ ผมไม่อยากจะชี้ความผิดและกล่าวโทษสาเหตุ ทั้งหมดไปที่การทัศนศึกษาเพียงอย่างเดียว เพราะผมยืนยันว่าการทัศนศึกษาคือการเรียนรู้ เปิดโลกกว้างนอกห้องเรียน เพื่อเปิดประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการเติบโตของเด็ก อีกทั้งยังฝึก ความกล้าหาญ ให้สามารถกล้าใช้ชีวิต กล้าตัดสินใจ กล้าจัดการตัวเองได้โดยที่ไม่ต้อง มีผู้ปกครองคอยดูแล ซึ่งในต่างประเทศทั้งในญี่ปุ่น นอร์เวย์ และประเทศในยุโรปก็ใช้วิธีการ แบบนี้ โดยถึงขั้นที่ให้นักเรียนให้เด็กเดินไปโรงเรียนได้ด้วยตนเอง แต่อย่างไรก็ตามครับ ท่านประธาน ผมเข้าใจถึงความกังวลของผู้ปกครองที่มีต่อสวัสดิภาพความปลอดภัยของเด็ก เพราะจากเหตุการณ์ครั้งนี้และหลาย ๆ เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้น ก็เป็นเงื่อนไขสำคัญ ที่ลดทอนความไว้วางใจของพ่อแม่ผู้ปกครองต่อรัฐ ที่ต้องมีหน้าที่ในการดูแลสวัสดิภาพ ความปลอดภัยของเด็ก ในเวลาที่ต้องอยู่ห่างจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง ซึ่งที่ผ่านมาครับ ท่านประธาน การเกิดเหตุการณ์น่าเศร้านี้ ก็ชี้ให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพของรัฐ ในการดูแลสวัสดิการความปลอดภัยของเด็กอยู่เรื่อยมา โดยถ้าไปดูข้อมูลการเฝ้าระวัง ของศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนนและเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค ก็ระบุว่าตั้งแต่ ปี ๒๕๖๕ เป็นต้นมา เกิดอุบัติเหตุทางท้องถนนและความไม่ปลอดภัยกับรถรับส่งนักเรียน เฉลี่ยปีละ ๓๐ ครั้ง ขณะที่ช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม ปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา มีอุบัติเหตุ เกิดขึ้นกับรถรับส่งนักเรียนถึง ๑๕ ครั้ง มีนักเรียนเสียชีวิต ๑ คน และบาดเจ็บอีก ๑๕๓ คน โดยสรุปถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุว่าเกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ประกอบการ ผู้ขับขี่สภาพรถไม่มีความปลอดภัย และขาดการจัดการอย่างเป็นระบบที่อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงปัญหาสำคัญในเชิงโครงสร้าง หรือสถิติ ๑๐ ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๕-๒๕๖๕ ที่ระบุว่ามีเด็กเสียชีวิตในรถรับส่งนักเรียนมากถึง ๑๑ คน โดยกรณีล่าสุดเกิดที่อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรีพื้นที่ของผมเอง ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ที่มี หน้าที่ดูแล และเกิดจากการที่รัฐไร้ซึ่งมาตรการที่มีประสิทธิภาพ ในการดูแลความปลอดภัย ของนักเรียน และรวมไปถึงความปลอดภัยในสถานศึกษาด้านอื่น ๆ ด้วย ที่เคยเกิดเหตุการณ์ ไฟช็อต ไฟรั่วจนถึงขั้นนักเรียนเสียชีวิตมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดเพิ่งเกิดขึ้น เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้เองครับ จังหวัดตรัง ซึ่งผมก็ย้ำอีกทีนะครับ เหตุการณ์เหล่านี้ ล้วนสำคัญที่ทำให้ผู้ปกครองต่างมีความกังวลต่อสวัสดิภาพความปลอดภัยของเด็กทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดเหตุการณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ปัจจุบันก็ยังไม่เห็นมาตรการใด ๆ จากภาครัฐที่จะมา Guarantee รับประกันความปลอดภัยของบุตรหลานของพี่น้องประชาชน ได้เลย ทุกวันนี้น้อง ๆ นักเรียนหลาย ๆ โรงเรียนยังจำเป็นต้องใช้รถรับส่งที่มีสภาพไม่ได้ มาตรฐานไปโรงเรียนอยู่แทบทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย และไม่ต้องพูดถึงหลักเกณฑ์ มาตรฐานที่ใช้สำหรับรถไปทัศนศึกษา เพราะทุกวันนี้ยังไม่มี เพราะฉะนั้นประเด็นปัญหา ไม่ได้อยู่ที่ว่าผู้ปกครองไม่อยากให้นักเรียนไปทัศนศึกษา แต่ประเด็นปัญหาจริง ๆ คือ พ่อแม่ ผู้ปกครองไม่ไว้วางใจต่อรัฐ ในเวลาที่พวกเขาจำเป็นต้องฝากชีวิตบุตรหลานของ พวกเขาไว้ในอ้อมแขนของพวกท่าน เพราะท่านไม่สามารถรับประกันความปลอดภัย ของบุตรหลานของเขาได้เลย วันนี้เพื่อให้การทัศนศึกษาถ้าหากเราเห็นพ้องต้องกันว่า ยังจำเป็นต่อการเรียนรู้ของเด็ก โดยให้การทัศนศึกษาสามารถดำเนินการต่อไปได้ เราจึงต้อง หาจุดตรงกลางที่ว่าจะทำอย่างไร ให้การทัศนศึกษาไม่ใช่การเดินทางครั้งสุดท้ายของ เด็ก ๆ นักเรียน ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้แม้จะมีหลักเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย ของกรมการขนส่งทางบกแล้ว เช่น ต้องมีประตูฉุกเฉินอยู่ทางด้านขวา ซึ่งอยู่คนละด้าน กับทางเข้าออกประตูปกติ สามารถเปิดได้จากข้างในและข้างนอก ต้องมีเครื่องดับเพลิง ต้องมีค้อนทุบกระจก รวมไปถึงต้องนำรถเข้าบำรุงทุก ๖ เดือน หรือตรวจสภาพรถก่อนต่อภาษีทุกครั้ง ซึ่งก็ไม่รู้อีกเช่นเดียวกันว่ารถคันที่เกิดเหตุดังกล่าว มีลักษณะถูกต้องตามหลักการหรือไม่ เพราะถ้าหากไม่เข้าเกณฑ์ตามหลักการนี้ ก็ไม่ควร ที่จะนำออกมาให้บริการ โดยเฉพาะรับส่งเด็กนักเรียน นี่เป็นมาตรการความปลอดภัย ที่ใช้สำหรับรถบัสโดยสารขั้นที่ ๑ ขั้นแรก ซึ่งถ้าหากเราเห็นว่ามาตรการนี้ยังไม่เพียงพอ ต่อความปลอดภัยของบุตรหลาน ผมจึงมีข้อเสนอมาตรการความปลอดภัยในขั้นที่ ๒ เพื่อใช้สำหรับรถที่พานักเรียนไปทัศนศึกษาโดยเฉพาะ ดังนี้
๑. กระทรวงศึกษาธิการจะต้องออกระเบียบหลักเกณฑ์ ในการจัดการ ในการจัดหารถที่มีมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อใช้สำหรับทัศนศึกษา โดยอาจจะกำหนด หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ รถควรมีระบบดับเพลิงที่ทันสมัย มี Sensor ตรวจจับสิ่งที่ผิดปกติ ที่จะลุกลามสร้างความเสียหายถึงแก่ชีวิต รถควรมีค้อนทุบกระจกประจำในทุกบานหน้าต่าง ไม่ควรใช้รถก๊าซ CNG หรือ NGV มาเป็นเชื้อเพลิงอีกแล้ว ตรวจสอบสมรรถนะของผู้ขับ ว่ามีประสบการณ์ ร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรงหรือไม่ ใช้สารเสพติดหรือไม่ กำหนดให้ต้องมีการ ตรวจสอบสภาพรถก่อนที่จะนำมารับส่งเด็กนักเรียน เป็นต้น โดยทางโรงเรียนจะต้อง จัดหารถไปทัศนศึกษา จะต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ดังกล่าวว่า รถมีลักษณะความปลอดภัย ถูกต้อง ครบถ้วน ตามหลักเกณฑ์นี้หรือไม่ก่อนที่จะทำการว่าจ้าง
๒. การจัดให้มีการอบรมให้ความรู้แก่ครู และบุคลากรที่มีหน้าที่ดูแลเด็ก เพื่อให้สามารถรับมือต่อสถานการณ์คับขันได้
๓. ฝึกอบรมให้ความรู้แก่เด็กทั้งเรื่องการใช้ประตูหนีไฟ การควบคุมสติ การใช้ค้อนทุบกระจก หรือการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนไปทำการทัศนศึกษา
๔. กำหนดให้พิจารณาระยะทางที่จะเดินทางไปทัศนศึกษาให้เหมาะสม ตามช่วงอายุของนักเรียน
สุดท้ายครับ แต่ทั้งนี้สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยคือความเข้มงวดและกวดขัน มาตรการความปลอดภัยของผู้บังคับใช้กฎหมาย และผู้ที่มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของเด็ก เพราะถ้าหากหย่อนผ่อนปรน หรือละเลยไปแม้แต่วินาทีเดียว นั่นหมายถึงชีวิตของเด็กนับสิบ นับร้อยที่อาจจะไม่ได้เดินทางกลับบ้านไปพบหน้าผู้ปกครอง ผมก็หวังว่าผู้มีอำนาจทั้งหลาย จะเห็นถึงความปลอดภัยของนักเรียนเป็นวาระสำคัญ เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นของ พ่อแม่ พี่น้องผู้ปกครองที่จำเป็นต้องฝากชีวิตบุตรหลานของพวกเขาไว้ในอ้อมแขนของ พวกท่าน ขอฝากไว้เพียงเท่านี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ