สิริลภัส กองตระการ หารือถึงผลกระทบทางสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นกับผู้ประสบเหตุ ครอบครัว และผู้เกี่ยวข้องจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เน้นความจำเป็นในการดูแลจิตใจอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง พร้อมเรียกร้องให้สื่อหยุดนำเสนอเนื้อหาที่ซ้ำเติม ผลักดันการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต และสร้างพื้นที่ปลอดภัยผ่านการรับฟังอย่างตั้งใจเพื่อป้องกันบาดแผลทางใจถาวรและผลักดันให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตมากยิ่งขึ้น
เรียนท่านประธานสภาค่ะ ดิฉัน สิริลภัส กองตระการ เหตุการณ์นี้ไม่มีใครอยากให้เกิดค่ะ แต่ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดิฉันไม่พูดไม่ได้ เลยนะคะ นั่นก็คือเรื่องของสภาพจิตใจทั้งผู้ประสบเหตุ ครอบครัวผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้เสพข่าว เพื่อนสมาชิกที่ได้เสพข่าว ประชาชนทุกท่านนะคะ ดิฉันขอแบ่งเป็นอย่างนี้ค่ะ ในแง่ของผู้ประสบเหตุนะคะ ความเสี่ยงที่จะมีปัญหาทางด้านสุขภาวะจิตของผู้ประสบเหตุ
เรื่องแรกเลยคือ PTSD นั่นก็คือภาวะความเครียดจากการเผชิญเหตุ สะเทือนขวัญอย่างรุนแรง เขาอาจจะมีการย้อนภาพกลับซ้ำ มีอาการฝันร้าย มีอาการ หวาดกลัวหรือตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ อาการเหล่านี้ค่ะท่านประธาน บางคนนะคะ รักษาไม่หายติดตัวไปตลอดชีวิต แล้วเขาไม่สามารถที่จะกลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีก ตลอดไป ภาวะเครียดและซึมเศร้าจากผู้รอดชีวิตที่เขาอาจจะมีการโทษตัวเอง ซึ่งอาจจะ นำไปสู่การคิดลบ มีทัศนคติที่แย่ต่อตัวเอง และอาจจะนำไปสู่การทำร้ายตัวเองได้ค่ะ อาการ Panic ใจสั่น หายใจรุนแรง ควบคุมตัวเองไม่ได้ นี่คืออาการเหล่านี้ที่ผู้ประสบภัยอาจจะมี ความเสี่ยงที่ต้องพบเจอแล้วต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาวะจิตนี้ ๒. ครอบครัวของ ผู้ประสบเหตุค่ะ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เปราะบางมากที่สุดเลยนะคะ ที่ครอบครัวหรือญาติจะ มีความเครียดหรือภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรงค่ะ ตอนนี้เราต้องใช้ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ แล้วก็แรงสนับสนุนจากชุมชน ญาติและครอบครัวในการให้กำลังใจ ในการ Support เขาค่ะ ท่านประธานคะ การสูญเสียคน ๆ หนึ่งนะคะ ไม่ใช่แค่ ๑ ชีวิตที่ต้องเสียไปค่ะ แต่อย่างน้อย มันสร้างผลกระทบถึงจิตใจอย่างน้อย ๕-๖ คนที่เขาอยู่ข้างหลังนั้นค่ะ เราไม่มีทางรู้ได้เลยค่ะ ว่าหัวใจของคนเหล่านี้จะแตกสลายขนาดไหน แล้วจะต้องใช้เวลานานขนาดไหนกว่าที่จะ กอบกู้กลับมาให้เป็นหัวใจดวงเดิมได้ ถึงแม้ว่าจะกอบกู้กลับมาได้ มันก็มีแผลเป็นไปแล้วค่ะ
เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของผู้เสพข่าว ประชาชนทุกท่าน เพื่อนสมาชิก ท่านเจเศรษฐ์ที่ได้อภิปรายไป ดิฉันสัมผัสและรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดของท่านค่ะ ถึงแม้ว่า ท่านจะไม่ได้เป็นผู้ประสบเหตุโดยตรงนะคะ แต่อาจจะมีการเชื่อมโยงกันกับเหตุการณ์ ดังกล่าว อย่างเช่น การที่ท่านมีลูกเล็ก หรือการที่ท่านอาจจะเคยประสบอุบัติเหตุบน ท้องถนนมาก่อน สิ่งหนึ่งที่อยากให้เพื่อนสมาชิกทุกท่าน ประชาชน หรือว่าผู้เสพข่าวนะคะ รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง ถ้าท่านรู้สึกว่าเสพข่าวเหล่านี้แล้วรู้สึกเริ่มใจสั่น ทนไม่ไหว ขอให้หยุดการเสพข่าวเหล่านี้ ออกมาสักครู่ค่ะหรือหาคนปรึกษา หาคนที่ระบายได้ และสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้ที่มีปัญหา สุขภาวะจิตอยู่ ท่านต้องปรึกษาจิตแพทย์ พบกับนักจิตวิทยาเพื่อบำบัด อันนี้สำคัญมากเลย เพราะว่าเมื่อท่านดิ่งลงไปแล้ว มันจะดิ่งจนไม่มีใครสามารถช่วยท่านได้ เมื่อวานดิฉันเสพข่าวเอง ดิฉันก็ต้องยอมรับค่ะ ดิฉันมีอาการดิ่ง แล้วก็สั่นเหมือนกัน ดิฉันก็ต้องหาที่ระบายเช่นเดียวกัน จากปัญหาเหล่านี้มีอีก ๑ อย่างที่ดิฉันอยากเรียกร้อง นั่นก็คือสื่อมวลชนทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นช่องทางหลัก หรือว่าช่องทาง Social Media ต่าง ๆ ที่สมัยนี้ใครมีมือถือ ๑ เครื่องก็สามารถเป็นสื่อมวลชนได้แล้ว ขอร้องล่ะคะ งดนำเสนอคลิป หรือวิดีโอรูปภาพ ที่เห็นการสูญเสีย หรือว่ากระตุ้นให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจ ไม่ว่าจะเป็นกับผู้เสพเองก็ดี หรือว่าผู้สูญเสียเองก็ดี งดให้สัมภาษณ์ผู้ปกครอง หรือผู้ประสบเหตุว่าเขารู้สึกอย่างไร ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับเขาบ้าง ดิฉันขอเรียกว่านี่เป็นการข่มขืนทางจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า กับเหยื่อค่ะ โดยสรุปการแก้ปัญหาตอนนี้ เราทราบกันดีว่าบุคลากรของเราอาจจะมีกำหนด เงื่อนไขที่ไม่ค่อยเพียงพอ แต่สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คืออะไร
๑. การให้ข้อมูลข่าวสารช่องทางการทำแบบประเมินสภาพจิตใจ ทั้งผู้เสพข่าวเองก็ดี ผู้ปกครองเองก็ดีหรือว่าผู้ประสบภัยเองก็ดี
๒. การทำการประชาสัมพันธ์ช่องทางต่าง ๆ ในการเข้ารับบริการ ไม่ว่า จะเป็นสายด่วนสุขภาพจิต หรือ Application ต่าง ๆ ที่รัฐบาลมีจัดไว้ให้ค่ะ
๓. ทำงานร่วมกับ อสม. สาธารณสุขจังหวัด เตรียมบุคลากรให้พร้อม โดยเฉพาะจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ตอนนี้ซึ่งมันก็มีน้อยอยู่แล้วประเทศไทยของเรา ๑.๒๘ ต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน ดิฉันคิดว่าคงจะต้องระดมสรรพกำลังจากจังหวัดข้างเคียงมา เพื่อมาดูแลที่อุทัยธานีให้ครบก่อนนะคะตอนนี้
๔. ให้ข้อมูล ครอบครัว ญาติ หรือเพื่อนบ้านในการที่จะคอยเฝ้าระวัง จับสัญญาณอันตรายของผู้รอดชีวิต เพราะบุคคลเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะโทษตัวเองค่ะ อาจจะนำไปสู่การทำร้ายร่างกายได้ สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับเขาค่ะ การรับฟังด้วยใจ ที่เป็นกลางไม่ตัดสิน ให้พวกเขาได้มีโอกาสที่จะพูดคุย หรือระบายความรู้สึกต่าง ๆ ออกมา พัฒนาไปสู่การเป็น Active Listening หรือว่าการรับฟังอย่างตั้งใจและมีการตอบสนอง อย่างมีประสิทธิภาพ
ท่านประธานคะ เหตุการณ์เหล่านี้สร้างบาดแผลทางใจให้กับผู้ประสบเหตุ ให้กับผู้ปกครอง ให้กับครอบครัว รวมไปถึงประชาชนอย่างพวกเราด้วยค่ะ เราไม่สามารถบอกได้หรอกค่ะว่า เหตุการณ์เหล่านี้มันจะไม่เกิดขึ้นอีก แต่สิ่งที่เราป้องกันได้ คือการไม่สร้างบาดแผลทางใจให้เพิ่มเติม ให้มันกลายเป็นแผลเป็นที่ติดตัวเขาอยู่ไป ตลอดชีวิต เราป้องกันได้ตอนนี้เราต้องทำค่ะ ดิฉันอยากให้รัฐบาลมองเห็นความสำคัญ ถึงปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้นกว่านี้ ขอบคุณค่ะ