ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หารือปัญหารถรับส่งนักเรียนเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะอย่างเร่งด่วน ทั้งในด้านการบำรุงรักษา คุณภาพอุปกรณ์ ระบบการฝึกอบรมและสวัสดิการของคนขับ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและการวางแผนเส้นทางอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำความสำคัญของการนำเสนอข่าวอย่างมีจริยธรรม โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิหรือซ้ำเติมความสูญเสีย พร้อมเสนอแนวทางเยียวยาผู้ประสบเหตุอย่างทั่วถึง ทั้งด้านการแพทย์ เงินช่วยเหลือ และสุขภาพจิต รวมถึงการจัดทำแผนเผชิญเหตุและบรรจุการเรียนรู้ด้านความปลอดภัยในหลักสูตรการศึกษา เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างยั่งยืนในอนาคต
ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ เขตสายไหม พรรคประชาชน แล้วก็คุณแม่ลูก ๒ ที่มีลูกในวัยไล่เลี่ยกันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้นะคะ ก่อนอื่นดิฉันขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอชื่นชมการจัดการเหตุการณ์ ในสถานการณ์วิกฤติ หรือ Crisis Management ได้อย่างทันท่วงทีของรัฐบาลเอง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายค่ะ ดิฉันทราบดีค่ะว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นความ เจ็บปวดร่วมกันของพี่น้องประชาชนทุกคน และในวันนี้เราไม่ได้มาหาคนผิดหรือมาติติงอะไร แต่เรากำลังจะมาหาทางออกร่วมกันค่ะ ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เราต้องมาเผชิญเหตุการณ์ แบบนี้ ถอดบทเรียนซ้ำ ๆ ในเรื่องที่สะเทือนใจแบบนี้อีกในอนาคตค่ะ ท่านประธานคะ เหตุการณ์แบบเมื่อวานนี้ไม่ใช่ครั้งแรกนะคะ จากข้อมูลการเฝ้าระวังของศูนย์วิชาการ เพื่อความปลอดภัยทางท้องถนนและเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคบอกว่าเมื่อปี ๒๕๖๕ มีอุบัติเหตุทางท้องถนนและความไม่ปลอดภัยกับรถรับส่งนักเรียนปีหนึ่ง ๓๐ ครั้งเลยนะคะ โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมในปีนี้เกิดอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนไปแล้ว ๑๕ ครั้งค่ะ มีนักเรียนเสียชีวิต ๑ คน และบาดเจ็บ ๑๕๓ คน โดยสาเหตุในการเกิดอุบัติเหตุนั้น โดยหลักมาจากความประมาทเลินเล่อของผู้ประกอบการหรือผู้ขับรถสภาพรถที่ไม่ปลอดภัย การขาดการจัดการที่เป็นระบบอย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นปัญหาสำคัญในเชิง โครงสร้างและการจัดการที่ต้องมีการจัดการอย่างเร่งด่วนค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันจึงมี ข้อเสนอในเหตุการณ์เมื่อวานนี้ถึงแผนแนวทางการป้องกันเหตุ และแผนการเผชิญเหตุ ในอนาคตอยู่ ๔ ประเด็นด้วยกันค่ะท่านประธาน
ประเด็นแรก เป็นเรื่องของมาตรฐานของรถโดยสารสาธารณะ ไม่ใช่แค่ของ รถนักเรียนนะคะ แต่เป็นรถโดยสารสาธารณะเพื่อความปลอดภัยเลยค่ะ ปัจจุบันหลายท่าน อาจจะไม่ทราบว่าประเทศไทยเรามีกฎเกณฑ์ตามกฎหมายที่ควบคุมคุณภาพรถที่จะใช้วิ่ง บนท้องถนน โดยเกณฑ์ได้ระบุว่า ต้องมีอุปกรณ์ที่จำเป็นให้ครบถ้วน รวมถึงอุปกรณ์ ๓ อย่าง เหล่านี้ค่ะ ๑. ประตูฉุกเฉิน ที่ต้องอยู่ด้านขวาและเป็นคนละด้านกับประตูปกติและ ต้องสามารถเปิดได้ทั้งภายในและภายนอก ๒. ต้องมีเครื่องดับเพลิงที่สามารถใช้การได้ ตลอดเวลา และ ๓. ต้องมีอุปกรณ์เกี่ยวกับการทุบกระจก นอกจากนั้นยังมีเกณฑ์ในเรื่อง คุณสมบัติด้านการลุกไหม้และการลามไฟของวัสดุที่ใช้ตกแต่งภายในรถด้วย ที่กำหนดให้ วัสดุภายในรถต้องมีการทนไฟระดับหนึ่ง เพื่อช่วยบรรเทาความรุนแรงหากเกิดเพลิงไหม้ ตามประกาศของกรมการขนส่งทางบก เรื่อง การกำหนดคุณสมบัติด้านการลุกไหม้ การลามไฟ ของวัสดุที่ใช้ตกแต่งภายในรถโดยสาร พ.ศ. ๒๕๖๓ ค่ะ โดยกำหนดในข้อที่ ๕ ว่า วัสดุภายใน ต้องมีคุณสมบัติในการลุกไหม้และการลามไฟตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการปฏิบัติตามกฎหมายที่ดิฉันได้กล่าวถึงอย่างเคร่งครัด มีการกำกับดูแลการตรวจสภาพรถอย่างจริงจัง ก็จะช่วยลดอุบัติเหตุ ลดโอกาสในการเกิด อุบัติเหตุในอนาคตได้เป็นอย่างดี มาตรการการป้องกันอุบัติเหตุสาธารณะในต่างประเทศ ได้มีการพัฒนาและนำมาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขนส่ง มีการยึดหลักมาตรการ ดังต่อไปนี้
๑. ต้องมีการตรวจสอบการขับค่ะ มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดและระบบ GPS ในรถสาธารณะ เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการขับขี่ รวมถึงความเร็วและการเบรกอย่าง เฉียบพลันค่ะ ในบางประเทศจะมีการกำหนด มี Card เสียบเอาไว้เพื่อเช็กด้วยนะคะ ว่ากำหนดความเร็วเท่าไร และคนขับนี่ขับไปแล้วกี่ชั่วโมง เพื่อลดความอันตรายจากการที่ ขับขี่นานจนเกินไปด้วยนะคะ
๒. นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการฝึกอบรมคนขับค่ะ ต้องมีการฝึกอบรมอย่าง เข้มข้นสำหรับคนขับรถสาธารณะเพื่อความปลอดภัยค่ะ เพราะว่าคนขับรถ ๑ คน ไม่ได้ดูแล แค่ ๑ ชีวิต แต่ดูแลชีวิตด้านหลังอีกหลายชีวิตด้วยกันค่ะ
๓. มาตรฐานด้านความปลอดภัยของรถ ควรมีการกำหนดมาตรฐานสำหรับ การดูแลรักษารถสาธารณะ เพื่อให้แน่ใจว่ามีการบำรุงรักษาที่เหมาะสมและอุปกรณ์การป้องกัน ความปลอดภัยที่เพียงพอค่ะ
๔. ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด
๕. มีการเผยแพร่ความสำคัญของความปลอดภัยในการใช้บริการรถโดยสาร สาธารณะกับประชาชน มีการนำเทคโนโลยี เช่น การติดตั้งระบบเบรกอัตโนมัติ หรือ Sensor ที่ช่วยในการป้องกันอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในหลายประเทศด้วยกันในรถ โดยสารและการขนส่งสาธารณะค่ะ
สุดท้าย คือเรื่องของการวางแผนเส้นทางการเดินรถค่ะ เพื่อหลีกเลี่ยงจุดเสี่ยง และเพิ่มความสะดวกให้กับผู้โดยสาร สิ่งที่สำคัญในประเด็นแรกที่ดิฉันพูดถึงก็คือ เราต้องมี การทบทวนมาตรฐานค่ะ ทั้งหมดเกี่ยวกับการตรวจสภาพ การรักษาความปลอดภัยของ ยานพาหนะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการกำจัดจุดเสี่ยงของยานพาหนะที่จะ ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ การเตรียมความพร้อมอุปกรณ์ฉุกเฉินให้ได้ใช้งานได้ตลอดเวลา รวมถึง การอบรมคนขับและเจ้าหน้าที่ รวมถึงสวัสดิการที่ดี ค่าตอบแทนที่เหมาะสมสำหรับผู้ขับขี่ รถโดยสารสาธารณะด้วยนะคะ
ประเด็นที่ ๒ เป็นประเด็นสำคัญที่เมื่อวานนี้มีหลายภาคส่วนช่วยกันออกมา พูดถึงเรื่องนี้กันอย่างพร้อมเพรียง นั่นคือเรื่องของการนำเสนอข่าวค่ะท่านประธาน การนำเสนอข่าวในสถานการณ์แบบนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นความเปราะบาง และละเอียดอ่อนมาก ๆ รวมถึงเป็นการเคารพสิทธิของผู้ประสบเหตุไม่ให้เป็นการตอกย้ำ การสูญเสียของผู้สูญเสียค่ะ และเรื่องการนำเสนอข่าวค่ะท่านประธาน ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ ของเมื่อวานนี้นะคะ ในหลาย ๆ ครั้ง ที่มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้ต้องหาก็ตามค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่หนองบัวลำภู เหตุการณ์ที่สยามพารากอน หรือเหตุการณ์ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งย่านพัฒนาการก็ตาม เราจะ พบเจอหลายครั้งมาก ๆ ค่ะท่านประธาน ที่สื่อมวลชนเข้าไปถึงตัวเด็ก เข้าไปถึงตัวผู้ที่อยู่ใน เหตุการณ์เร็วกว่าจิตแพทย์ เร็วกว่าแพทย์ด้วยซ้ำ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ค่ะ ท่านประธาน เพราะว่าการนำเสนอข่าวในบางครั้งมันเป็นการชี้นำสังคมไปแล้ว บางครั้ง ข้อเท็จจริงอย่างไม่ทันได้สะเด็ดน้ำดีเลย บางครั้งข้อเท็จจริงนี่ยังไม่ได้นิ่งดีเลย แต่มีการ นำเสนอข่าวไปแล้ว ถ้าเราจำได้ช่วงหนึ่งในเรื่องที่มีการนำเสนอข่าวเรื่องเด็กพิเศษขึ้นมา สังคมก็ตีตราเด็กพิเศษไปแล้วด้วยซ้ำ โดยที่ไม่ได้ฟังเนื้อหาเลยว่าเป็นอย่างไร นี่เป็น ความผิดพลาดของเราที่ว่าเราไม่ได้กันสถานที่ที่ไม่ให้สื่อมวลชนได้เข้าถึงเหตุการณ์ได้ไว เกินไปขนาดนั้นนะคะ
นอกจากนั้นยังมีข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชนของสภา การสื่อสารสื่อมวลชน ข้อ ๑๕ ในหมวดการเคารพสิทธิส่วนบุคคลและศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์ค่ะ ข้อ ๑๕ ระบุชัดเจนว่า สื่อมวลชนต้องนำเสนอข่าว โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์และหลักสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่ตกเป็นข่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องให้การคุ้มครอง อย่างเคร่งครัดต่อเด็ก เยาวชน กลุ่มเปราะบาง รวมถึงผู้มีความหลากหลายด้านอัตลักษณ์ ในสังคม โดยรวมต้องไม่เป็นการซ้ำเติมความทุกข์หรือโศกนาฏกรรมอันเกิดแก่บุคคลและ ครอบครัวของผู้ตกเป็นข่าวค่ะ ดิฉันเข้าใจดีค่ะว่า สื่อมวลชนเราต้องการข้อมูลที่มันสด ใหม่ ทันทีเพื่อนำเสนอข่าว แต่ในกรณีที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเปราะบางเช่นนี้ แนะนำว่า ควรจะต้องระมัดระวังในการสื่อสาร การใช้ถ้อยคำ การสัมภาษณ์ การใช้คำถามที่เป็นการ ชี้นำ การใช้คำถามที่อาจจะนำไปสู่ความเปราะบางของสภาพจิตใจของผู้ถูกสัมภาษณ์ ในอนาคต ยกตัวอย่างนะคะ ที่ประเทศญี่ปุ่นค่ะ เมื่อวานดิฉันได้มีโอกาสได้คุยกับท่านทูตของ ประเทศญี่ปุ่นนะคะว่า เวลาที่มีเกิดเหตุการณ์คล้าย ๆ กันแบบนี้เขาจัดการบริหารเหตุการณ์ แบบนี้กันอย่างไร เขาบอกว่าทุกครั้งที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่สำคัญค่ะ ต้องมีการ กันผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากเหตุการณ์ให้ไวที่สุด และต้องมีหน่วยงานที่สำคัญ ๆ เข้าถึงตัวของ ผู้ประสบเหตุให้ไวที่สุดเช่นเดียวกัน และการนำเสนอข่าวจะมีการมอบหมายเป็นทางการ ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้ว่าการรัฐต่าง ๆ ในการนำเสนอข่าว เพื่อให้ข่าวเป็นไปในทิศทาง เดียวกัน และป้องกันความเปราะบางของข้อมูลต่าง ๆ ด้วยค่ะ
ประเด็นที่ ๓ ค่ะท่านประธาน คือในเรื่องของการเยียวยาผู้ประสบเหตุ และครอบครัวอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ทั้งในเรื่องของสิทธิในการได้รับการดูแล การรักษาพยาบาล เงินเยียวยา รวมถึงการฟื้นฟูสภาพจิตใจของกรมสุขภาพจิต และทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่องนี้ต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการและติดตามผลค่ะ การเยียวยา เรื่องสุขภาพจิต ดิฉันไม่ได้หมายถึงแค่ผู้ประสบเหตุเท่านั้นนะคะ แม้กระทั่งทุกท่าน เพื่อนสมาชิกในพรรคอื่น ๆ ที่เราก็ได้เสพข่าวกัน หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือคนที่เผชิญหน้าในเหตุการณ์ อย่างท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ที่ดิฉันได้ฟัง ดิฉัน ก็สะเทือนใจ เพราะทราบดีว่าหน้างานที่ท่านต้องไปเผชิญ ท่านต้องได้รับเรื่องเหล่านี้ขนาดไหน ทุกท่านควรจะต้องได้เข้าถึงจิตแพทย์ในการที่จะดูแลจิตใจอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเรื่องนี้ดิฉันขอชื่นชมรัฐบาลค่ะ ที่ประสานงานในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีและรวดเร็ว และจะเป็นการดีมาก ถ้าหากในอนาคตเรามีการกำหนดเรื่องเหล่านี้ลงในแผนเผชิญเหตุ อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเกิดเหตุการณ์ต้องทำอย่างไรบ้าง ๑ ๒ ๓ ๔ ตามที่ดิฉันเสนอมา เราจะได้ ช่วยกันทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่การถอดบทเรียนเป็นครั้ง ๆ เหมือนทุกเหตุการณ์ ที่ผ่านมาค่ะ
ประเด็นสุดท้ายค่ะ เพื่อนสมาชิกคุณหมอทศพรได้กล่าวไปบางส่วนแล้ว คือในเรื่องที่มีสังคมถกเถียงกันเป็นอย่างมากในเรื่องของการทัศนศึกษาค่ะ เรื่องนี้ดิฉันขอยก เอาความเห็นของแพทย์หญิงจิราภรณ์ อรุณากูร หรือหมอโอ๋ใน Page เลี้ยงลูกนอกบ้าน หมอโอ๋บอกว่า การทัศนศึกษาสำหรับเด็กหลาย ๆ คนเป็นเวลาแห่งความสุข เป็นเวลาที่ เด็ก ๆ จะได้อยู่กับเพื่อน ๆ ได้เห็นโลกนอกตำรา ได้มีเวลาที่เราไม่ต้องไปกับพ่อแม่ และได้ฝึกในการดูแลตัวเองค่ะ และสำหรับเด็กหลาย ๆ บ้าน การทัศนศึกษาอาจจะเป็นโอกาสเดียว ที่จะได้ไปเห็นโลกกว้าง ด้วยข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ทางฐานะ หรือด้วยภาระของพ่อแม่ หรือด้วยโอกาสที่เข้าไม่ถึงก็ตาม เพราะฉะนั้นปัญหาจริง ๆ ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ค่ะ ไม่ได้อยู่ที่การไปทัศนศึกษาศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของคุณภาพความปลอดภัย ของทุกอย่างที่เกี่ยวข้องที่ดิฉันได้พูดไปเมื่อก่อนหน้านี้ รวมไปถึงอุบัติเหตุเป็นเรื่องที่เราเอง ก็คาดการณ์ไม่ได้ เช่น เรื่องการตรวจสอบคุณภาพของรถก่อนที่จะมารับนักเรียน ให้มีมาตรฐาน ให้มีอุปกรณ์ที่สร้างความปลอดภัย เข็มขัดนิรภัย ที่ทุบกระจก ถังดับเพลิง ขนาดเล็ก ควรจะมีการกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาที่รอบคอบมากขึ้นสำหรับเด็กเล็กค่ะ โดยพิจารณาถึงปัจจัยหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะอายุของเด็ก ระยะทาง จำนวนของผู้ดูแลเด็ก เล็ก ยิ่งในกรณีของเด็กเล็กควรจะเป็นการทัศนศึกษาที่ในระยะทางอาจจะไม่ไกลจนเกินไป เพราะว่าเด็กเล็กยังช่วยเหลือตัวเองได้ไม่เต็มที่ ในบางประเทศมีการกำหนดว่า ในการเดินทางของเด็กเล็กในการไปศึกษาดูงานต้องไม่ใช้เวลาเกินไปกว่า ๓๐ นาทีด้วยซ้ำ จำนวนผู้ดูแลก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณา หากจำนวนครูผู้ดูแลไม่เพียงพออาจมีการพิจารณาให้ ผู้ปกครองบางส่วนเดินทางไปด้วยเพื่อช่วยในการดูแลบุตรหลานค่ะ ในโรงเรียนเอกชน บางที่เวลาที่เราส่งเด็กไปเรียนในช่วงสัปดาห์แรกหรือ ๒ สัปดาห์แรกในการปรับตัวของเด็ก เขาก็จะให้ผู้ปกครองเข้าไปมีส่วนร่วมในการปรับตัวของเด็กด้วยนะคะ นอกจากนี้ที่สำคัญ แล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งที่อาจจะยังพูดถึงกันน้อยแต่ก็สำคัญก็คือ การสอนให้เด็กได้มีการฝึกเอาตัวรอด เมื่อเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้ หรือคล้ายกันนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต เรื่องนี้ควรมีการบรรจุลงไปในหลักสูตรการศึกษาอย่างเป็นระบบ อย่างในประเทศญี่ปุ่นเอง ก็สอนตั้งแต่เด็กอนุบาลในการช่วยเหลือตัวเอง เหตุการณ์ไฟไหม้ เหตุการณ์น้ำท่วม ภัยพิบัติ ต่าง ๆ หรือในเรื่องของการสอนว่ายน้ำ ซึ่งเด็กไทยเรามีอัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำเยอะ มากเช่นเดียวกันค่ะ ดิฉันขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ในญี่ปุ่นเมื่อ ๒ ปีที่แล้วที่มีนักเรียนอนุบาล จังหวัด Shizuoka ที่เสียชีวิต เพราะติดอยู่ในรถตู้ของโรงเรียน เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่มาก ในญี่ปุ่น ในประเทศไทยก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้หลายครั้งเหมือนกันนะคะ ซึ่งหลังเหตุการณ์นั้น ในญี่ปุ่นหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะสำนักงานเขต และตัวโรงเรียนอนุบาลเองมีการตื่นตัว กันมาก ในการเพิ่มมาตรการการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย ที่โรงเรียนอนุบาล มีการซ้อมให้เด็กรู้จักการหนีไฟ การฝึกให้เด็กกดแตร เพื่อเรียกให้คนมาช่วยเหลือ การมี GPS ติดในรถตู้ทุกคันเพื่อให้พ่อแม่สบายใจ เพราะว่าได้รับรู้เห็นความเคลื่อนไหวของ ลูกตลอดเวลา
ท่านประธานคะ ทั้ง ๔ ประเด็นที่ดิฉันกล่าวมานี้ ดิฉันเชื่อว่าเดี๋ยวจะมีเพื่อน สมาชิกอีกหลาย ๆ ท่านในทุก ๆ พรรคที่เราช่วยกันลงในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมค่ะ และครบถ้วนไปยังรัฐบาล เพื่อมีการบรรจุแผนในอนาคต ท่านประธานคะ เหตุการณ์ในเมื่อวานนี้นะคะ ไม่ได้มีอะไรที่จะชดเชยความสูญเสียที่เกิดขึ้น กับหลายครอบครัวได้ครับ ดิฉันจึงอยากชวนเพื่อนสมาชิกทุกคน เราเอาความเจ็บปวด ร่วมกัน ที่พวกเราทุกคนมีร่วมกันในวันนี้ ทำให้ทุกคนเอาจริงเอาจังมากขึ้นกับความปลอดภัย บนถนนที่ไม่ใช่แค่รถโรงเรียนนะคะ รถโดยสารสาธารณะประเทศไทยเราเองก็เกิดอุบัติเหตุ ไม่เว้นในแต่ละวันเช่นเดียวกัน เราต้องเอาจริงเอาจังกับการสร้างระบบมาตรฐาน ความปลอดภัยของรถโดยสารและร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยให้กับทุกคนในอนาคต ร่วมกัน
สุดท้ายนี้ค่ะ ดิฉันขอแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสีย และให้กำลังใจ ผู้ปฏิบัติงานหน้างานทุกท่านอีกครั้งหนึ่งค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ