เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อภิปรายร่างงบประมาณปี 2568 โดยเสนอให้ปฏิรูประบบการจัดสรรงบประมาณให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และส่งเสริมการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานผ่านระบบสารสนเทศและข้อมูลเปิด โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่นและนโยบายการกระจายอำนาจ พร้อมผลักดันนโยบาย Cloud First และการพัฒนาบริการดิจิทัลแบบเบ็ดเสร็จเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลและยกระดับประสิทธิภาพการใช้ข้อมูลใหญ่ในการวางแผนและตัดสินใจ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานผลการศึกษา เรื่อง การจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ของคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตาม การบริหารงบประมาณ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการชุดนี้ ที่ได้พยายามรวบรวม งบประมาณปี ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา แล้วก็เอามาศึกษา ยังไม่พอ ยังกล่าวถึงวิธีการทำงบประมาณ ซึ่งของเราค่อนข้างจะแบบเก่า แล้วก็ในอนาคตอาจจะไม่ทันการณ์ในการที่พิจารณา งบประมาณได้ทันท่วงที ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ที่ขึ้นมา ผมอ่านแล้วในภาพรวมของการทำ งบประมาณที่คณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะท่านกรรมาธิการที่ได้เสนอกล่าวถึงงบประมาณขาขึ้น พวกเราไม่ทราบ ขาขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องของหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่ทำอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยู่ในหน่วยงานราชการก็จะไม่รู้ว่ามันขึ้นอย่างไร ขอกันเยอะแยะเต็มไปหมดนะครับ แต่ขาลงมาก็เหลือกระจิ๊ดเดียวอย่างที่เราเห็น สมมุติว่า ๓ ล้านกว่าบาท อาจจะขอ ๑๐ ล้านกว่าบาท ล้านล้านบาทนี้นะครับ มันก็เป็นอย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นขาขึ้น หน่วยงานต่าง ๆ เขาก็ต้องพยายามทำตามนโยบายของรัฐบาล แล้วก็ยังไม่พออีก ยังมีรัฐบาล ท้องถิ่น ก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขาก็ต้องทำของเขาเองเหมือนกัน พัฒนา มันก็ขาขึ้นไปเหมือนกัน แต่มันต้องไปรวมที่สำนักงบประมาณต่าง ๆ ที่จะตัดออก ซึ่งท่านก็ไม่เห็น ถ้าเห็นก่อนได้ก็ดี อาจจะต้องทำงานเป็นปีล่วงหน้า ถ้าอย่างนั้นถ้าอยากจะทำ พอขาลงมาแล้วก็เป็นเล่มขาวคาดแดง เหตุผลต่าง ๆ ก็ไปดูเอาในห้องอนุกรรมาธิการ ใช่ไหมครับ ไปถามโน่น ถามนี่ ตัดนั่น แขวนนี่ก็ว่ากันไป ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับท่านนะครับ ทีนี้ผมอ่านแล้วทั้งเล่มมันสำคัญอยู่ที่ข้อสังเกตนะครับ สังเกตที่ทางคณะกรรมาธิการได้จัดทำ คืออันที่ ๑ เรื่องเกี่ยวกับเป้าหมายนโยบายต่าง ๆ ท่านควรจะทำอย่างนี้จริง ๆ แล้ว มีท่านสมาชิกได้พูดอยู่แล้วว่าเราก็ควรจะเอาผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก สส. เป็นตัวแทนของประชาชนก็ต้องดู ผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก เพราะว่าเรามาดูว่า ประชาชนที่เสียภาษีมาแล้ว รัฐที่บริหารราชการจะนำกลับไปรับใช้ประชาชนหรือเกิดประโยชน์ แก่ประชาชนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งในที่สุดก็ต้องให้มากที่สุดที่จะมากได้ เพราะฉะนั้นเป้าหมาย นโยบายที่รัฐบาลแถลงไว้ก็เป็นเหมือนคัมภีร์ที่เขาต้องเอาไปทำอยู่แล้วนะครับ ผมก็เคย รับราชการมาก่อนก็เป็นอย่างนั้น ทีนี้กรอบวงเงินต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ปัญหา เพราะว่า ทางงบประมาณเขาก็จะมีกรอบคิดแบบของเขาไป จะเอาอย่างไรดี อันนี้กรอบต่าง ๆ มันจะบรรลุเป้าหมายอย่างที่ตั้งไว้หรือเปล่า มันคงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ในเมื่อขอเยอะแยะแล้ว ได้บ้างไม่ได้บ้างนี่ครับ เพราะฉะนั้นมันก็ต้องไปดูกันแบบเป็นปี ๆ ใช้เวลาไม่เท่าไร ก็ต้องตัดสินแล้วครับตอนนั้น มันก็เข้ามาก ลักษณะนี้เขาเรียกว่า Top Down Budgeting ที่ท่านสรุปในข้อ ๔ ก็ดีแล้ว ท่านประธานครับ ข้อมูลต่าง ๆ เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเลยนะครับ ถ้าไม่มีข้อมูลมันเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกหลอกบ้าง แล้วก็ซ้ำซ้อนบ้าง อะไรต่าง ๆ แม้กระทั่ง โครงการบางอย่างนี้ ตั้งแต่จัดทำ เริ่มต้น จนกระทั่งสุดท้ายเบิกไปเรียบร้อย ปรากฏว่า มีการไปตรวจสอบแล้วไม่มีก็ยังได้เลยครับ เรื่องนั้นนะครับ เหมือนกระดาษเปล่า เพราะฉะนั้น ที่ท่านเขียนว่า Machine Readable Format โปร่งใสเป็นเรื่องจำเป็นว่าไม่ต้องใช้ระบบ ข้อมูลทั้งสิ้นนะครับ โดยเฉพาะท่านบอกว่าต้องไปรวบรวมข้อมูลปฏิรูปเรื่องการเงิน การคลัง ก็ยิ่งจำเป็น เพราะว่าการคลังเป็นเรื่องของกระทรวงการคลัง แต่เรื่องการเงินนี้กลายเป็นเรื่องธนาคาร แห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยบังเอิญเราก็ได้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ดูน่าเชื่อถือ แต่รู้สึกจะดื้อกับรัฐบาลเหลือเกิน ไม่ยอมเจรจาอะไรประมาณนั้นนะครับ อย่างกับเป็นรัฐอิสระ ทำให้เงินในท้องตลาดมันไม่มีพอ รัฐบาลเสนอให้ลดนั่นลดนี่ ก็ไม่ฟังอย่างนี้ครับ ไปปลดก็ไม่ได้ เป็นประมาณนั้นครับ อันนี้มันก็ต้องมีการประสานงานกัน ที่ท่านบอกว่าเป็น Integrated Physical Information System มันก็จำเป็นต้องทำให้ได้ ทีนี้ข้อ ๘ งบท้องถิ่นที่ท่านพูดมานี้ ผมพูดบางส่วนแล้ว มันเป็นเรื่องจำเป็น เพราะเป็นเรื่อง การกระจายอำนาจ เราก็ต้องให้เงินเขาเพียงพอ ผมมีโอกาสได้คุยกันในพรรค และได้เชิญ กรรมการการกระจายอำนาจมาให้ข้อมูล เขาว่าจริง ๆ แล้วงบต่าง ๆ ที่ให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น มันซ้ำซ้อนกันอยู่ก็เยอะ รวมแล้วมันอาจจะมากกว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์ หรือใกล้ ๆ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ด้วย เพราะว่าที่เราให้ เราวิเคราะห์ดู ๒๙ มาตลอดใช่ไหม อันนี้ต้องเอามาดู ให้เห็นเป็นกิจจะลักษณะ การจัดการต้องมียุทธศาสตร์ การคำนวณต้นทุนนี่เป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะทางกระทรวงสาธารณสุขนี้ก็ทำได้ดี หรือกระทรวงศึกษาธิการก็ทำได้ดีอยู่ การวัดผล แล้วก็ที่ว่าต้นทุน เพื่อไปดูว่างบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนเอาไปทำแล้ว เกิดดอกมรรคผลหรือไม่ คุ้มหรือไม่ ก็จำเป็น แต่พวกเราต้องคำนึงว่าเราเป็น สส. รัฐบาล หรือเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งประชาชน เราไม่ได้หวังกำไรนะครับ เพียงแต่ว่าต้องทำให้ งบประมาณนั้นมันคุ้มค่า มีประสิทธิภาพให้ได้ ส่วนการวัดผลการทำ Zero Based Budgeting จะต้องให้มีการบรรลุผลและมีประสิทธิภาพ อันนี้ก็เห็นด้วยนะครับ อีกอันหนึ่งก็คือ การเพิ่มบทบาทเอกชนด้วย อันนี้ยิ่งมีความจำเป็น เพราะว่านโยบายที่ผ่านมาของรัฐบาล ก็พยายามให้มี PPP คือ Public Private Partnership มันก็จำเป็น ขอนิดหนึ่งท่านประธานครับ จะได้ให้เอกชนเขามีส่วนร่วม รัฐนี้ต้องไม่ใหญ่มาก เพียงแต่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะว่า ภาพงบประมาณที่ออกมาประมาณ ๓ ล้านกว่าบาท แต่ GDP เรามันมากกว่านั้น ๑๗-๑๘ ล้านบาท เรารัฐบาลก็เป็นแค่กระตุ้นให้มีการขับเคลื่อน ท่านประธานครับ ผมไปชอบข้อ ๑๔ ข้อสังเกตของท่าน ที่มีต่องบประมาณจำเป็นมาก กระทรวงสาธารณสุข เห็นด้วยเรื่อง ๓๐ บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียวกับยาเสพติดก็เห็นด้วย และด้านการศึกษาก็เห็นด้วย คือเราต้องดูแลเด็กปฐมวัยหรือแม้กระทั่งอยู่ในท้อง เพราะว่า เด็กจะต้องโตขึ้น เด็กในครรภ์เขาก็ต้องการอาหารที่ส่งเสริมสมองให้มีการพัฒนา นอกจาก ร่างกายแล้ว ต้องสมองด้วย ดูแลไปถึง ๒ วัย แล้วก็เรื่อง Anywhere Anytime การศึกษา ก็เป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะเรื่องการใช้ดิจิทัลเข้ามาต่าง ๆ ที่ผมชอบมากคือข้อ ๑๔ ที่ท่านอยากจะใช้ดิจิทัลไปนำเสนอเป็นระบบเตือนภัยฉุกเฉินแห่งชาติ ซึ่งน้ำท่วมน้ำอะไรต่าง ๆ ก็มีการอภิปรายว่ามันต้องมีการแจ้งเตือนให้เหมาะสม
แล้วนโยบายอันที่ ๒ คือ Cloud First Policy ผมชอบที่ท่านประธาน ขอเอ่ยนามนะครับ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้รวบรวมและเขียนเสนอต่อสภาแห่งนี้ ในเรื่อง Cloud First Policy เพราะว่าการใช้เก็บข้อมูลเป็น Cloud นี้มันจะได้ไม่ซ้ำซ้อนกัน แล้วก็เกิดประสิทธิภาพ แล้วก็เพียงพอ การต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งตอนนี้ ท่านรัฐมนตรีประเสริฐก็ได้พยายามทำอยู่แล้วและได้ผลดีด้วย
อีกอันหนึ่ง ข้อ ๔ คือการบูรณาการพัฒนาบริการดิจิทัลภาครัฐออนไลน์ One Stop Service พูดมาเยอะแยะ ถ้าทำได้ก็ดีมากที่สุด และผมเชื่อว่าในอนาคตจะทำได้ เพราะว่านำร่องโดยที่ว่าใช้ ID Card ๑๓ หลัก ทางกระทรวงสาธารณสุขนโยบาย ๓๐ บาท รักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ก็นำร่องด้วยตรงนี้ละครับ Data ต่าง ๆ มันจะเข้ามา แล้วก็นำไปสู่ข้อ ๕ คือเศรษฐกิจ Data Economy ทุกอย่างใช้ดิจิทัลหมดครับ ท้องถิ่นก็ใช้ และโดยเฉพาะเรื่อง National Big Data นี้เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้อง Analyze ออกมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ผมอยากให้คณะกรรมาธิการลองเสนอดูสิว่ามันควรจะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ขอให้กำลังใจ แล้วก็ขอบคุณนะครับ ขอบคุณครับ