รักชนก ศรีนอก รายงานข้อสังเกตการจัดทำงบประมาณปี ๒๕๖๘ โดยเสนอประเด็นสำคัญ 5 ประเด็น ได้แก่ การตั้งกรอบงบประมาณและเป้าหมายยุทธศาสตร์, การจัดงบประมาณแบบ Top Down Budgeting, การเข้าถึงข้อมูลงบประมาณอย่างโปร่งใส, การปฏิรูประบบการเงินการคลังให้เป็นระบบเดียวกัน และการคำนวณต้นทุนเพื่อใช้ Zero Based Budgeting เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการงบประมาณ รักชนก ศรีนอก เสนอให้คณะรัฐมนตรีกำหนดกรอบงบประมาณและเป้าหมายร่วมสำหรับนโยบายสำคัญ เช่น น้ำประปาดื่มได้และการพิสูจน์สิทธิที่ดินทำกิน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบรรลุผลภายใน ๔ ปี และเสนอให้เปลี่ยนจากการแถลงยุทธศาสตร์การจัดสรรต่อข้าราชการเป็นการแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สมาชิกได้รับทราบเป้าหมายและสามารถมีส่วนร่วมในการปรับปรุงคำของบประมาณ รักชนก ศรีนอก เสนอให้เปลี่ยนระบบงบประมาณจากแบบล่างขึ้นบน เป็น Top Down Budgeting โดยกำหนดกรอบงบประมาณรายกระทรวงและแผนงานล่วงหน้า เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ชงคำขอภายใต้
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน รักชนก ศรีนอก ผู้แทนราษฎรจากชาวบางบอน จอมทอง หนองแขม พรรคประชาชน ในฐานะอนุกรรมาธิการ วันนี้ดิฉันก็อยากที่จะมารายงานในส่วนของข้อสังเกตในการจัดทำ งบประมาณปี ๒๕๖๘ ซึ่งจริง ๆ แล้วข้อสังเกตในเล่มนี้ส่วนที่สำคัญ ถ้าพ่อแม่พี่น้องประชาชน ที่อยู่ทางบ้านได้รับชมรับฟังอยู่ ก็สามารถ Search วาระการประชุมสภา แล้วก็เข้ามาอ่าน เล่มนี้ได้ ส่วนที่เป็นสาระสำคัญจะเริ่มที่หน้า ๕๓ แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือจะเริ่มที่หน้า ๖๕ ซึ่งในหน้า ๕๓ นี้เป็นสิ่งที่ดิฉันได้ตกผลึกมาจากการศึกษาการจัดทำคำของบประมาณ ทั้งปี ๒๕๖๗ แล้วก็ปี ๒๕๖๘ วันนี้ก็อยากจะมาบอกเล่าสู่กันฟัง สำหรับท่านประธาน แล้วก็สมาชิกรัฐสภา แล้วก็พ่อแม่พี่น้องประชาชน ซึ่งในบทที่ ๕ จะเป็นข้อคิดเห็นสำหรับ การจัดทำงบประมาณในปี ๒๕๖๘ ซึ่งจริง ๆ แล้วตั้งใจว่าจะให้เกิดขึ้นก่อนวาระที่ ๒ จะพูดถึงส่วนนี้ด้วย แต่ว่าตอนนี้วาระที่ ๒ หรือวาระที่ ๓ ได้ผ่านไปแล้ว ออกมาเป็นร่างแล้ว ดิฉันก็จะขอหยิบยกเอามาเฉพาะข้อสังเกตในการจัดทำงบประมาณปี ๒๕๖๘ ที่อยากจะตั้งเป็น ข้อสังเกตส่งไปให้คณะรัฐมนตรี เพราะว่าเป็นสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้ทุก ๆ ปี แล้วก็ จะเป็นการทำให้กระบวนการงบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วก็ที่สำคัญเลย ตอบโจทย์กับนโยบายของรัฐบาลได้มากขึ้นด้วย ซึ่งสิ่งที่ดิฉันอยากจะนำเสนอมีทั้งหมด ๕ ส่วนด้วยกันนะคะ
ส่วนแรกก็คือการตั้งกรอบงบประมาณ แล้วก็ตั้งเป้าหมายสำหรับยุทธศาสตร์ การจัดสรร พร้อมทั้งแถลงนโยบายประจำปี
ข้อ ๒ ก็คือการจัดทำงบประมาณแบบ Top Down Budgeting
ข้อ ๓ ก็คือการเข้าถึงข้อมูลงบประมาณ และการทำข้อมูลคำของบประมาณ และการทำงบประมาณแบบเปิดเผยโปร่งใสค่ะ
ข้อ ๔ ก็คือการปฏิรูประบบเก็บรวบรวมข้อมูลการเงินการคลัง ข้อมูลงบประมาณ ของประเทศไทยให้เป็นระบบเดียวกัน
ข้อ ๕ การคำนวณต้นทุน แล้วก็วัดผลเพื่อไปข้างหน้า แล้วก็ Zero Based Budgeting ซึ่งดิฉันจะขออธิบายในส่วนของ ๕ ข้อนี้ค่ะ
ในส่วนแรกคือการตั้งกรอบงบประมาณ แล้วก็กำหนดเป้าหมายสำหรับ ยุทธศาสตร์การจัดสรร ในส่วนนี้ต้องบอกว่าทุก ๆ ปีนะคะ จะมีการทำยุทธศาสตร์ การจัดสรรงบประมาณจากหน่วยงาน ๕ หน่วยงาน แล้วก็เรียกว่าทำให้มันสอดคล้อง กับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งบอกตามตรงว่าเวลาอ่านไปแล้วนี้ มันอาจจะเห็นนโยบาย ของรัฐบาลปรากฏอยู่เพียงเบาบางเท่านั้น ดิฉันก็เลยอยากจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีได้กำหนดกรอบงบประมาณสำหรับ แต่ละนโยบายที่สำคัญเอาไว้ตั้งแต่ยุทธศาสตร์การจัดสรรเลย แล้วก็ตั้งเป้าหมายร่วม เอาไว้ด้วยค่ะ ดิฉันยกตัวอย่างนโยบายของรัฐบาล หนึ่งในนั้นก็คือน้ำประปาดื่มได้ ที่เราเห็นตรงกันว่าควรที่จะทำให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ แต่ว่าถ้าท่านไม่ระบุงบประมาณเอาไว้ ในยุทธศาสตร์การจัดสรรว่าท่านจะทำปีนี้ด้วยกรอบงบประมาณเท่าไร เป้าหมายกี่ตำบล กี่หมู่บ้าน อันนี้การชงงบประมาณขึ้นมาจากหน่วยงานก็อาจจะทำให้ท่านทำได้ไม่ตามเป้า ๔ ปีอาจจะไม่สามารถเรียกได้ว่าบรรลุนโยบายของท่านก็ได้ หรือว่าในการพิสูจน์สิทธิที่ดินค่ะ ทุกท่านทราบไหมคะว่าปัจจุบันเราสามารถพิสูจน์สิทธิข้อพิพาทที่ดินได้จริง ๆ จัง ๆ ปีละประมาณ ๓,๐๐๐ แปลงเท่านั้น ซึ่งการพิสูจน์สิทธิที่ดิน แล้วก็การให้ชาวบ้านมีที่ดินทำกิน ดิฉันคิดว่าก็สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ถ้าท่านมีความจริงใจ แล้วก็เห็นว่าปัญหานี้ มันสำคัญจริง ๆ ควรที่จะระบุกรอบงบประมาณไปเลยว่าจะตั้งกรอบเท่าไร อาจจะปีแรก หรือว่าภายใน ๔ ปี แล้วก็บอกว่าจะพิสูจน์ให้ได้กี่แปลง เพราะว่าถ้าท่านไม่ตั้งกรอบงบประมาณ กับเป้าหมายเอาไว้ สุดท้ายเราจะพิสูจน์สิทธิได้แค่ปีละ ๓,๐๐๐ แปลงเท่านั้น ซึ่งมีที่ดิน ที่รอพิสูจน์สิทธิเป็นล้านแปลง อันนี้ก็เข้าใจว่าอาจจะทำไม่เสร็จภายใน ๔ ปีแต่ว่าถ้าท่าน ตั้งกรอบงบประมาณกับเป้าหมาย มันก็จะทำให้บรรลุผลได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ แล้วหลังจากที่ มีการกำหนดยุทธศาสตร์โดยมีกรอบงบประมาณ แล้วก็เป้าหมายแล้ว อันนี้เป็นข้อเสนอ จากอนุกรรมาธิการก็คืออยากจะให้มีการแถลงยุทธศาสตร์การจัดสรร ที่ปกติแล้วจะเป็น การแถลงกับข้าราชการเท่านั้น ท่านนายกรัฐมนตรีตอนต้นปีจะมาแถลงกับข้าราชการ เพื่อเป็นการมอบนโยบาย อยากจะให้เป็นการแถลงต่อสภา อาจจะเป็นเฉพาะใน สส. ก็ได้ค่ะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อที่เราจะได้เรียกว่ารับทราบเป้าหมายในแต่ละปีของรัฐบาล ว่าจะทำอะไร ด้วยกรอบงบประมาณเท่าไร แล้วก็เป้าหมายเป็นอย่างไรนะคะ เพราะว่า พูดกันตรง ๆ ในการอภิปรายวาระที่ ๑ เราทำได้แค่อภิปรายว่างบประมาณมันจัดสรรได้ ไม่ตอบโจทย์อย่างไรถูกไหมคะ ซึ่งถึงตอนนั้นเราทำได้แค่ตัดงบประมาณเท่านั้น ซึ่งเราก็ทราบกันดี ว่างบประมาณ ๓.๕-๓.๘ ล้านล้านบาทแล้วแต่ปี เวลาเข้าไปที่กรรมาธิการ จริง ๆ คือมันตัด เป็นรายโครงการที่ไม่ Work ไม่ได้ด้วยซ้ำ จะตัดได้ก็สักหลักหมื่นล้านบาท แต่ว่าถ้ามี การแถลงนโยบายตั้งแต่ต้นปี เปลี่ยนจากการแถลงต่อหน้าข้าราชการ มาเป็นแถลงกับสภานี้ ก็จะทำให้ได้รับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็อาจจะนำกลับไปปรับปรุง ข้าราชการยังมีเวลาที่จะนำกลับไปปรับปรุง ทำให้คำของบประมาณเหล่านั้นมันสามารถ ตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพิ่มมากขึ้น อันนี้ดิฉันบอกตรง ๆ ว่า มันก็จะเป็นประโยชน์เองกับรัฐบาลด้วย
ส่วนที่ ๒ อันนี้จากการศึกษางานวิจัยของ OECD ประเทศในกลุ่มที่มีรายได้ เฉลี่ยค่อนข้างสูง เขาจะใช้วิธี Top Down Budgeting ซึ่งดิฉันจะขออธิบายอย่างนี้ว่า ในประเทศไทยของเราค่ะ ตอนนี้เราใช้วิธีการเรียกว่าทำงบประมาณแบบล่างขึ้นบน ก็คือเมื่อข้าราชการได้ฟังการแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็จะมีการกลับไป จะเรียกว่าฝันก็ได้ค่ะ หรือว่าตรัสรู้ชอบได้ด้วยตัวเองว่าต้องทำคำขออะไรออกมา คือบางครั้ง มันอาจจะเรียกว่ามีการขอเกินเพดานงบประมาณที่เรามีอยู่จริง อย่างที่ทุกท่านได้ทราบ งบประมาณของเรามี ๓.๕-๓.๘ ล้านล้านบาท แต่ว่าเวลาปรากฏคำขอขึ้นมาจริง ๆ มันพุ่งเป็น ๕ ล้านล้านบาท หรือว่าเป็น ๖.๖ ล้านล้านบาท อันนี้มันไปเพิ่มภาระให้กับ ข้าราชการที่จะต้องทำโครงการขึ้นมาให้เผื่อเหลือเผื่อขาด แล้วก็ไปเพิ่มภาระให้กับ สำนักงบประมาณด้วย เพราะว่าสำนักงบประมาณต้องมานั่งเลือก นั่งคัดโครงการ อันนี้ก็เลยอยากจะเสนอว่าให้เป็นระบบแบบ Top Down Budgeting คือกำหนดกรอบ งบประมาณมาเลย เพราะว่าเราทราบกันอยู่แล้วว่ากรอบงบประมาณของประเทศเรา ปกติมันจะ ๓.๕-๓.๘ ใช่ไหมคะ อยากจะให้มีการกำหนดกรอบเป็นรายกระทรวง หรือว่ารายแผนงานไปเลยว่าแต่ละกระทรวง แต่ละแผนงาน หรือว่าแต่ละผู้รับผิดชอบ จะได้งบประมาณเท่าไร แล้วรัฐบาลต้องเรียกว่าให้หน่วยงานต่าง ๆ ของบประมาณต่ำกว่า Ceiling เท่านั้น เพราะว่าปัญหาที่ประสบพบเจออยู่ในปัจจุบันนี้ นอกจากว่าคำของบประมาณ ล้นเกินแล้ว สำนักงบประมาณเรียกได้ว่าเป็นทั้งหนังหน้าไฟให้กับรัฐบาล แล้วก็ข้าราชการ แล้วก็เรียกได้ว่ายังเป็นดินแดนสนธยาด้วย ดิฉันจะอธิบายแบบนี้ คือเวลาข้าราชการ ส่งคำขอขึ้นมา ต้องส่งเป็น ๒ เท่า เพราะว่าอะไร เพราะว่าต้องเผื่อเอาไว้ว่าเวลาประชาชน มาทวงถามว่าทำไมไม่มีโครงการนั้น ไม่มีโครงการนี้ ก็จะได้เหมือนกับเอาสำนักงบประมาณ เป็นหลังพิงว่า จริง ๆ ส่งโครงการไปแล้ว แต่ว่าสำนักงบเขาไปตัดออก ซึ่งรัฐบาลเองก็อาจจะใช้ หลังพิงเป็นสำนักงบประมาณเช่นเดียวกัน ซึ่งกระบวนการนี้บอกตามตรงว่ามันทำให้ สำนักงบประมาณกลายเป็นดินแดนสนธยาที่มันไม่สามารถที่จะมีใครตรวจสอบได้ว่า กระบวนการจัดสรรงบประมาณนี้มันโปร่งใสตรงไปตรงมาหรือไม่ อันนี้ถ้าใช้ Top Down Budgeting เข้ามาตรงนี้ก็คิดว่ามันจะสามารถทำให้ตรงกับโจทย์ ตรงกับนโยบายของรัฐบาล ได้มากขึ้น แล้วราชการก็จะต้องชงคำขอขึ้นมาภายใต้ Ceiling แล้วเขาก็ต้องคัดเลือก คัดสรรสิ่งที่เขาคิดว่าสำคัญที่สุด สิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุด ด้วยความเชี่ยวชาญของเขาเอง ซึ่งมันก็เหมาะสมมากกว่าที่กรมชลประทาน หรือว่ากรมโยธาธิการและผังเมือง เขารู้ว่าเขาจะต้องไปสร้างอะไร ที่ไหน แต่ว่าปกติทุกวันนี้ก็คือชงคำขอขึ้นมาก่อน แล้วก็ให้สำนักงบประมาณไปเลือกไปตัดออก ดังนั้นดิฉันคิดว่ากำหนดกรอบงบประมาณให้ แต่ละแผนงาน ให้แต่ละกระทรวง แล้วก็ทำภายใต้กรอบคำขอ มันจะช่วยให้กระบวนการ งบประมาณมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
ต่อไปก็เป็นในส่วนของการเข้าถึงข้อมูลคำของบประมาณ แล้วก็การทำ งบประมาณแบบโปร่งใส ตรวจสอบได้ อันนี้ต้องบอกว่าทุกวันนี้สภาผู้แทนราษฎรยังไม่ได้ เข้าถึงข้อมูลคำของบประมาณ เราจะเห็นเฉพาะร่าง พ.ร.บ. งบประมาณประจำปีเท่านั้น ซึ่งมันก็จะทำให้เป็นคำถามว่าทำไมโครงการนั้นไม่มี โครงการนี้ทำไมไม่ทำ จริง ๆ แล้ว ข้าราชการก็อาจจะชงขึ้นมาแล้วก็ได้ แต่ว่าโครงการที่สำคัญเหล่านั้นไม่ถูกคัดเลือกนะคะ ถ้าเราได้เห็นคำของบประมาณทั้งหมด เราก็จะสามารถเรียกว่า พิจารณาได้ว่า การจัดสรร งบประมาณนั้นมันเป็นไปอย่างตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลหรือไม่ อันนี้ดิฉันคิดว่ามันเป็นผลดี กับสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็คือการทำงบประมาณแบบเปิดเผย โปร่งใส ซึ่งต้องบอกว่าสำนักงบประมาณก็พยายามที่จะพัฒนาทำเป็น File Excel ให้กับสภาผู้แทนราษฎร หรือว่าประชาชนได้เข้ามาพิจารณา แต่ว่าทุกวันนี้ File Excel ที่สำนักงบประมาณทำมาให้ ดิฉันก็ต้องบอกว่ามันยังไม่เป็น File Excel ที่ Consolidate ข้อมูลงบประมาณทั้งหมด มันยังแยกเป็น Folder แต่ละกระทรวงต้องคลิกเข้าไป แล้วก็แต่ละกระทรวงคลิกเข้าไป เป็นแต่ละกรม แต่ละกรมก็คลิกเข้าไปย่อยเป็นรายแผนงานอีก อันนี้มันไม่ใช่รูปแบบ Machine Readable ที่มันจะสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ ดิฉันก็อยากจะขอให้ ครม. ได้มีคำสั่งให้สำนักงบประมาณได้ทำให้กระบวนการตรงนี้มันง่ายต่อการพิจารณา เพราะว่ามันจะดีกับสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณางบประมาณเองค่ะ ดิฉันตั้งคำถาม มาตลอดว่าก่อนที่เราจะมี File Excel จากภาคประชาชน WeVis สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา งบประมาณกันอย่างไร เพราะว่ามันเป็นเล่มขาวคาดแดง ๒๐ กว่าเล่มมา แล้วท่านก็มีเวลา พิจารณากันอยู่เพียง ๑๔ วันเท่านั้น ต้องยอมรับว่าการดูด้วยกระดาษกับการที่ทำมาเป็น File แล้วเราให้เทคโนโลยีช่วยในการประมวลผล การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยประมวลผล มันต้องได้ข้อมูลที่แม่นยำ แล้วก็รวดเร็วกว่า ดังนั้นดิฉันก็อยากให้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณา มีคำสั่งให้สำนักงบประมาณได้ปรับปรุงกระบวนการตรงนี้ค่ะ
อีกอย่างหนึ่งนะคะ กรรมาธิการที่เป็นหมวกครอบคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาการจัดทำคำของบประมาณนี้ ชื่อเต็มก็คือกรรมาธิการศึกษาการจัดทำ ติดตาม การบริหารงบประมาณ แต่เราก็ยังถูกสำนักงบประมาณปฏิเสธที่จะส่งคำของบประมาณ มาให้กับกรรมาธิการ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นชื่อ แล้วก็เป็นอำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการที่จะสามารถ เรียกสิ่งนี้ได้ ดิฉันก็อยากให้กรรมาธิการทุกกรรมาธิการศักดิ์สิทธิ์ในการเรียกเอกสาร ก็ต้องฝากด้วยค่ะ แล้วก็ข้อถัดไปคือการปฏิรูป การรวบรวมระบบการเงินการคลัง ข้อมูล งบประมาณ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
อันนี้อาจจะต้องซูมนิดหนึ่ง ต้องขออภัยจริง ๆ อย่างที่ทุกท่านจะได้เห็นในสไลด์นี้ ตรงสีเขียวด้านล่าง ที่เป็นพื้นที่สีเขียว ที่เป็นช่องเล็ก ๆ มันจะมีสีเขียวอ่อนกับสีเขียวเข้ม อันนี้ดิฉันต้องบอกว่าระบบการเงินการคลัง หรือว่าระบบข้อมูลงบประมาณของประเทศเรานี้ มันยังไม่เป็นระบบเดียวกัน ดิฉันยกตัวอย่าง อย่างนี้ สำนักงบประมาณก็จะมีระบบ e-Budgeting แล้วก็ระบบ e-BGIS ส่วนท้องถิ่นก็จะมี ระบบ e-LAAS แล้วก็สภาพัฒน์จะมีระบบ eMENSCR แล้วก็กรมบัญชีกลางจะมีระบบ GFMIS แล้วก็ระบบ e-GP และยังมีแยกย่อยไปอีก อย่างกองทุน ววน. อะไรอย่างไรนี้ เขาก็จะมี ระบบของเขาเอง ซึ่งระบบทั้งหมดตรงนี้ยังไม่ได้ Consolidate ข้อมูลกันให้เป็นระบบเดียว ถึงแม้ว่าสำนักงบประมาณจะยืนยันว่ามันมีบางอย่างที่เรียกว่าเชื่อมต่อกัน แต่ต้องบอกว่า เวลาดูข้อมูล หน่วยงานราชการ เป็นคน Feedback กับคณะกรรมาธิการเองว่าในการทำงาน ของเขามันเหมือนกับว่าต้องมาทำงานหลายครั้ง แล้วก็หน่วยงานราชการเป็นคนบอกดิฉัน แล้วก็บอกกับอนุกรรมาธิการว่าเขาต้องทำงานซ้ำซ้อนหลายครั้ง กรอกเข้าไปในระบบ e-Budgeting แล้วก็ยังต้องกรอกเข้าไปในระบบ eMENSCR มันเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อน ถ้าเราสามารถทำให้ระบบทั้งหมดนี้เชื่อมโยงข้อมูลกันได้ ตั้งแต่การเก็บภาษีเข้ามา เก็บภาษี ได้ปีละเท่าไร และเราก็เอามาใช้เป็นระบบงบประมาณอย่างไร จัดซื้อจัดจ้างอย่างไร แล้วก็เห็นเลยว่าภาระทางการคลัง ภาระหนี้เรามีเท่าไร อันนี้ดิฉันรวมถึงกับระบบงบประมาณ ของรัฐวิสาหกิจด้วย เราต้องมองว่าระบบงบประมาณทั้งหมดนี้เป็นระบบงบประมาณ ของแผ่นดิน ยกตัวอย่างในประเทศเกาหลี ดิฉันได้มีโอกาสได้ไปดูงานที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเมื่อก่อนประเทศเกาหลีใต้ก็ใช้ระบบงบประมาณที่เป็นแตกแยกย่อยแบบของประเทศเรา ซึ่งวันหนึ่งเขาก็สามารถที่จะรู้แจ้งได้ว่าระบบงบประมาณแบบนี้มันอาจจะไม่ Work ในการบริหารงบประมาณของประเทศเขา เพราะว่าวิกฤติทางเศรษฐกิจหรือว่าของประเทศ เขาด้วย ทำให้เขาต้องพยายามที่จะปฏิรูประบบงบประมาณของตัวเอง แต่ว่าดิฉันคิดว่า เราไม่ต้องรอให้ประเทศเรามีวิกฤติถึงขนาดนั้นก็ได้ เขามีระบบที่ชื่อว่า KFIS ที่สามารถ เชื่อมโยงได้ตั้งแต่บาทแรกที่ประชาชนจ่ายภาษีเข้ามา แล้วก็ Track ไปว่าเขาเข้ามาในระบบ ภาษีเท่าไร แล้วก็ระบบภาษีนี้จะถูกส่งไปเป็นงบประมาณ แล้วก็ชำระหนี้ แล้วก็มีการเชื่อมโยง กับรัฐวิสาหกิจ คือสามารถรวบรวมข้อมูลงบประมาณการใช้จ่ายของภาครัฐการเงินการคลัง เอาไว้ได้เป็นระบบเดียว อันนี้มันทำให้ประเทศเขาสามารถวิเคราะห์ข้อมูล แล้วก็นำข้อมูล ไปใช้ประโยชน์ แล้วก็เป็นประโยชน์กับรัฐบาลเองด้วยในการที่จะทำงานได้ง่ายขึ้นนะคะ
ส่วนสุดท้ายคือการคำนวณต้นทุน การวัดผลเพื่อไปข้างหน้า แล้วก็ Zero Based Budgeting ขอสไลด์สุดท้ายเมื่อสักครู่ ประเทศไทยเท่าที่ดิฉันถามกับหน่วยงานมานี้ บอกกันตามตรงคือยังไม่มีการคำนวณต้นทุนในการที่แต่ละภารกิจ แต่ละโครงการ ซึ่งเป็นโครงการพื้นฐาน หรือไม่พื้นฐานก็ตาม ว่าแต่ละภารกิจมีต้นทุนเท่าไร ซึ่งอันนี้ เป็นข้อเสนอของอนุกรรมาธิการต่อคณะรัฐมนตรี คืออยากให้มีการดูว่าภารกิจมีอะไรบ้าง แล้วก็มาคำนวณต้นทุนของแต่ละภารกิจ แล้วก็ดูรายได้ที่จัดเก็บมา หักลบกัน เราจะได้รู้ว่า เราต้องสมทบงบประมาณเท่าไร พูดอย่างนี้นะคะ ช่องสีม่วงก็คือภารกิจ ท่านก็ List มาว่า ภารกิจของท่านที่ต้องทำมีอะไรบ้าง แล้วก็ในส่วนของต้นทุน ก็คือต้นทุนต่อหน่วยว่า ท่านจะทำอะไร ด้วยจำนวนเท่าไร แล้วก็รวมกันมา แล้วก็ดูว่ารายได้ที่เกิดจากภารกิจนั้น ทำรายได้เท่าไร แล้วก็หักลบกันมา มันก็คืองบประมาณแผ่นดินที่ต้องอุดไป ดิฉันอธิบายแบบนี้ ให้เห็นภาพง่าย ๆ นะคะ ถ้าท่านจะทำน้ำประปาดื่มได้ ท่านก็ต้องรู้ว่า ประเทศไทยมีกี่ตำบล ที่อยากที่จะทำน้ำประปาดื่มได้ให้เกิดขึ้น แล้วก็จะต้องใช้งบประมาณแต่ละตำบลเท่าไร อันนี้คือต้นทุนที่เราสามารถคำนวณได้ และรายได้ก็คือรายได้ที่ถ้าเกิดน้ำประปาดื่มได้ ทั่วประเทศ รัฐจะสามารถจัดเก็บแต่ละเดือนได้เท่าไร ถ้าท่านสามารถมีข้อมูล ๒ สิ่งนี้ ท่านก็จะสามารถรู้ว่าจัดสรรงบประมาณอย่างไรให้มันมีประสิทธิภาพ แล้วก็ตรงจุด ตรงเป้า แล้วก็โปะงบประมาณแบบมีประสิทธิภาพ แล้วก็ตรงเป้ามากขึ้น อันนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่ประเทศไทย เราอาจจะยังไม่ได้ทำกันอย่างชัดเจน แล้วก็การวัดเพื่อไปข้างหน้า ก็คือพอท่านทราบ เมื่อสักครู่พอท่านทราบต้นทุน แล้วก็ทราบว่ารายได้เท่าไร แล้วก็ต้องจัดสรรงบประมาณไป เพื่อภารกิจนั้นเพิ่มเติมเท่าไร มันก็จะนำมาสู่การวัดผล ซึ่งการวัดผลของประเทศเราทุกวันนี้ ดิฉันต้องบอกว่ามันเป็นแบบ Self Report ถ้าหลายท่านที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ก็ได้มีการพิจารณา งบประมาณ ท่านน่าจะรู้แล้วว่าหน่วยงานเป็นคนที่ทำภารกิจนั้นถูกไหมคะ และหน่วยงาน ก็เป็นคนที่เขียนตัวชี้วัดนั้น และหน่วยงานก็เป็นคนที่วัดผลเอง และประเมินผลเอง มันเป็น Self Report ทั้งหมด แบบนี้คือมันจะไม่สามารถวัดอะไรได้เลยค่ะ เพราะว่า หน่วยงานก็จะตั้งตัวชี้วัดในแบบที่ตัวเองสามารถทำได้ต่อปี และมันก็จะไม่สามารถทำให้ ประเทศเรามันตอบโจทย์กับนโยบายได้อย่างตรงเป้า ซึ่งอันนี้ดิฉันก็เสนอว่าอาจจะให้ สำนักงบประมาณ หรือว่าร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ มาเป็นคนกำหนดตัวชี้วัด ให้ตัวชี้วัด มันมีความทะเยอทะยานมากขึ้น แล้วก็ตอบโจทย์กับการไปข้างหน้าของประเทศเรา ให้มันไม่เป็น Self Report อันนี้อาจจะทำให้หน่วยงานราชการได้กระตือรือร้นในการทำงานกัน มากขึ้น ซึ่งการคำนวณต้นทุนแล้วก็การวัดผลเพื่อไปข้างหน้า มันจะนำไปสู่ Zero Based Budgeting ถ้าท่านคำนวณต้นทุน และท่านก็วัดผลแล้ว แล้วรู้ว่ามันไม่คุ้มค่า เราก็แค่เลิกทำ โครงการนั้น แล้วก็เอาเงินจากโครงการที่มันถูกคำนวณ มันถูกวัดผลแล้วว่าไม่คุ้มค่านี้ ไปทำโครงการใหม่ ซึ่งอันนี้ดิฉันก็เสนอว่าเราควรที่จะเริ่มมี Sandbox สมมุติว่าเราจะทำ น้ำประปาดื่มได้ทั่วประเทศ ท่านก็ควรที่จะเริ่มจากบางภูมิภาคก่อน จิ้มออกมาก่อน สักกี่ตำบล กี่อำเภอ หรือกี่จังหวัด แล้วก็ลองทำ Sandbox ถ้ามัน Work ก็คือกระจายไป ทั่วประเทศ เราก็จะทราบทั้งต้นทุน แล้วก็อุปสรรค และมันก็สามารถกระจายไปทั้งประเทศได้ อันนี้ก็คือข้อเสนอสุดท้ายที่ดิฉันอยากเสนอ ต้องบอกอย่างนี้ว่าข้อเสนอทั้งหมดนี้ ดิฉันคิดว่า ถ้ามีปีงบประมาณใหม่เข้ามา เราสามารถนำข้อเสนอนี้ไปปรับใช้ได้ในทุก ๆ ครั้ง เพราะว่า มันเป็นข้อเสนอที่มันเป็นประโยชน์กับสภาผู้แทนราษฎรจริง ๆ และมันจะสามารถทำให้ รัฐบาลนำส่งนโยบายไปถึงมือของพ่อแม่พี่น้องประชาชนได้จริง ๆ อันนี้เป็นข้อเสนอที่ดิฉัน พูดตรง ๆ ว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจากพรรคไหน ดิฉันก็เชียร์ให้ทำแบบนี้ เพราะว่ามันเป็นประโยชน์ กับรัฐบาลเองจริง ๆ ก็มีเท่านี้ที่เป็นข้อสังเกตที่อยากจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีค่ะ ขอบคุณค่ะ