ธัญธร ธนินวัฒนาธร อภิปรายสนับสนุนญัตติศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด โดยชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาสังคมที่เกิดจากสังคมสูงวัย เด็กขาดโอกาส ผู้พิการขาดการสนับสนุน และความยากจนในครัวเรือนเปราะบาง พร้อมทั้งหารือปัญหาโครงสร้างพื้นฐานและระบบการดูแลที่ไม่ทั่วถึง อภิปรายถึงข้อจำกัดของอาสาสมัคร การเข้าถึงสิทธิสวัสดิการที่ติดขัดจากเทคโนโลยีและเกณฑ์คุณสมบัติที่กำกวม และเสนอแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน ทั้งการเพิ่มวงเงินสนับสนุนโครงการบ้านพอเพียงและผลักดันให้ระบบสวัสดิการเป็นถ้วนหน้า
เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ธัญธร ธนินวัฒนาธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ผู้แทนของชาวบางแค ภาษีเจริญ อดีตพรรคก้าวไกล ปัจจุบันพรรคประชาชน
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ผมขอใช้โอกาสนี้อภิปราย สนับสนุนญัตติศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการในชุมชนแออัด ซึ่งเป็นปัญหาที่มี แนวโน้มที่จะรุนแรงสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้ และส่งผลกระทบต่อประชาชนกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะในสังคมเมืองใหญ่และชุมชนแออัด จากการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยสมบูรณ์ มีผู้สูงอายุถึง ๑๓ ล้านคน คิดเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมด และจะเพิ่มมากขึ้นกว่านี้อีกในปี ๒๕๗๓ ในขณะที่อัตราการเกิดก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สัดส่วนประชากรวัยแรงงานลดลง แล้วก็เพิ่มภาระผู้ดูแลผู้สูงอายุและเด็ก เศรษฐกิจ ก็ชะลอตัว และยังมีช่องว่างทางเทคโนโลยีอีกที่เป็นกระแสความเปลี่ยนแปลงระดับโลก ที่ไทยจะต้องเผชิญอยู่ครับ ผมพบทั้งเด็กที่มีการขาดโอกาสทางการศึกษา บ้างก็อดมื้อ กินมื้อ หลายคนก็ต้องเผชิญปัญหาเรื่องความรุนแรงภายในครอบครัวและสภาพแวดล้อมที่อาศัย อยู่โดยรอบ หรือการถูกทอดทิ้งจากปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม แล้วก็ผู้สูงอายุหลายท่าน ที่ไม่มีลูกหลานดูแล ขาดแคลนอาหาร ขาดยารักษาโรค และสิ่งอำนวยความสะดวก ในชีวิตประจำวัน ผู้พิการก็ขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ การเข้าถึงการศึกษาและการเข้าถึง บริการสาธารณะ จากสไลด์นี้ก็เป็นผู้พิการในชุมชน บ้านของเขาและครอบครัวก็อยู่ในสภาพ ทรุดโทรม ฝนตกก็ต้องหาที่หลบ อยู่กัน ๕ คน ผู้พิการ ๓ คน เด็ก ๑ คน ลำพังค่าอาหาร สำหรับ ๕ ท้อง ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับแต่ละวันเลยด้วยซ้ำ อย่าหวังเรื่องการมีเงินไปปรับปรุง บ้านเลยครับ
สไลด์ถัดมาครับ รูปด้านซ้ายก็เป็นบ้านผู้สูงอายุทางเดินไม้ซีกเล็ก ๆ ถ้าเป็น ผู้ป่วยก็เข้าออกลำบากมาก กว้างแค่ ๔๐ เซนติเมตร สำหรับคนทั่วไปก็ลำบากมาก ผู้พิการ ยิ่งลำบากกว่านี้มาก ๆ และนี่คือปัญหาที่ยิ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำและหนักข้อขึ้นทุกวัน จากการประสานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อช่วยเหลือ ท่านก็ให้ความร่วมมืออย่างดีมาก ครอบครัวบางที่หลังคารั่วก็ตอบรับอย่างดี ขอชื่นชม การทำงานของ พอช. กับกระทรวง พม. ที่มีโครงการบ้านพอเพียงเป็นแนวทางหนึ่ง ในการแก้ไขปัญหา โดยมุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม มีส่วนร่วมด้วยกันของคน ในชุมชน แต่โครงการนี้ก็มีข้อจำกัดอยู่ครับ กรอบวงเงินที่เอามาให้ใช้ได้แค่หลังละ ๒๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นครับ ด้วยเงินจำนวนนี้ ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสร้างบ้านได้ทั้งหลัง ทั้งค่าแรงคนงาน วัสดุอุปกรณ์ จากตัวอย่างที่กล่าวมา เงินเก็บที่เขามีอยู่ก็ไม่เพียงพอ จนสุดท้ายก็บานปลายอยู่ดีครับ และการซ่อมบ้านแต่ละครั้ง บางทีซ่อมหลังคาก็กระทบพื้น อยู่ดีครับ พื้นก็พังไปด้วย แล้วใครล่ะที่จะมาซ่อม เขาให้เงินมานะครับ ก็ต้องไปหาอยู่ดีว่า จะเลือกช่างที่ไหน
สไลด์ถัดไป ผมขอเสนอว่าควรมีการศึกษาเพื่อผลักดันเพดานการให้เงิน สนับสนุนกับชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการนี้ ให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงนะครับ จากในตัวอย่างนี้ก็เป็นบ้านประชาชนในเขตของผม ด้านซ้ายคือปรับปรุงแล้ว ได้รับเงินมา ช่างแจ้งว่าทำได้แค่พื้น หลังคาทำไม่ได้ ผมกับ สส. ทิสรัตน์ เลาหพล ก็เรี่ยไรกันเอง รูปกลางก็นำไปก่อสร้างบ้านขึ้นใหม่ให้ แล้วภาพขวาก็เป็นโถส้วมสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ใน สภาพก่อนซ่อมแซม ก็เสี่ยงหกล้มมาก ไม่ถูกหลักอนามัยเลยครับ
สไลด์สุดท้าย ก็เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า กลุ่มอาสาสมัครในพื้นที่เอง ไม่ว่าจะเป็น อพม. อสส. หรือผู้นำชุมชน สภาองค์กรชุมชน ก็ไม่ได้มีการรวมตัวและทำงาน กันอย่างเข้มแข็งเหมือนกันในทุกพื้นที่ ส่งผลให้ไม่สามารถดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ได้อย่างทั่วถึง มิหนำซ้ำช่องทางการใช้สิทธิภาครัฐบางอย่างก็ยากต่อการเข้าถึงด้วยข้อจำกัด ทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ และผู้สูงอายุ ก็ยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้ เบี้ยผู้สูงอายุในส่วนของคุณสมบัติ (๔) ที่บอกว่าเป็นผู้ไม่มีรายได้หรือมี รายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วย ผู้สูงอายุกำหนด คำถามนี้ก็ควรย้อนกลับไปที่กระทรวงมหาดไทย คือการพิจารณาว่ารายได้ เพียงพอต่อการยังชีพหรือไม่นั้น พิจารณาจากอะไร ด้วยหลักเกณฑ์ใด ทำไมผู้สูงอายุยังต้อง เข้ารับการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวอีก ทั้งที่ทุกคนสมควรได้รับเบี้ยยังชีพในฐานะผู้เสียภาษี ชาวไทยอย่างเท่าเทียมกัน ผมจึงขอฝากท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกในคณะกรรมาธิการ การสวัสดิการสังคม ที่จะรับเรื่องนี้ไปทำต่อ ไปพิจารณาศึกษาและร่วมกันผลักดันให้เกิด รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าขึ้นในประเทศไทย ให้ครอบคลุมการดูแลพี่น้องประชาชนทุกคน และมีระบบที่เข้มแข็ง ยั่งยืน แก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่านี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน