กัลยพัชร แจงปัญหาดูแลผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยท้ายชีวิต ชี้ขาดระบบรองรับเพียงพอ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๗

กัลยพัชร รจิตโรจน์ อภิปรายรับทราบรายงานการดำเนินงานของ สปสช. ปี 2566 โดยเน้นย้ำปัญหาการดูแลผู้ป่วยระยะยาวและผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานครที่ยังขาดระบบรองรับเพียงพอ ท่ามกลางความต้องการบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงเรียกร้องให้ สปสช. และกรุงเทพมหานครร่วมพัฒนาบริการดูแลที่บ้านอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันการจัดสรรงบประมาณและกำลังคนเพื่อให้การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายมีคุณภาพและศักดิ์ศรี รวมถึงเสนอให้เร่งดำเนินการป้องกันภาวะสมองเสื่อมอย่างเป็นระบบและเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในท้องถิ่นร่วมกับกองทุนและทุกภาคส่วน

นางสาวกัลยพัชร รจิตโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพค่ะ ดิฉัน กัลยพัชร รจิตโรจน์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขอใช้โอกาสนี้อภิปรายรับทราบรายงานการดำเนินการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ ปี ๒๕๖๖ ในประเด็นการดูแลผู้ป่วยระยะยาวและระยะประคับประคอง ใน ๓ ประเด็นนะคะ พร้อมข้อเสนอแนะดังนี้ค่ะ ขอสไลด์ขึ้นด้วยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ประเด็นที่ ๑ การดูแล ผู้ป่วยระยะยาว จะเห็นได้ว่าปัจจุบันผู้มีภาวะพึ่งพิงกลุ่มติดบ้านติดเตียงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง สปสช. จัดชุดสิทธิประโยชน์ให้มีผู้จัดการดูแลและผู้ให้การดูแลถึงที่บ้าน แม้ สปสช. จะกำหนดเป้าหมายเพิ่มจากปีที่แล้วถึง ๕ เปอร์เซ็นต์นะคะ แต่ความต้องการใช้งานจริง ซึ่ง สปสช. ให้การดูแลได้กลับเพิ่มสูงกว่าปี ๒๕๖๕ ถึง ๖๖ เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ทั้งน่าชื่นชมและน่ากังวลไปพร้อม ๆ กันนะคะ เรื่องที่น่าชื่นชมก็คือแม้ สปสช. จะจัดสรร การดูแลไว้ที่ประมาณ ๒๑๐,๐๐๐ ราย แต่สามารถทำผลงานได้จริงถึง ๓๓๐,๐๐๐ ราย เรียกว่าทำผลงานเกินไปถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ นอกจากจะชื่นชม สปสช. แล้ว ดิฉันยังต้อง ขอชื่นชมท้องถิ่นที่ร่วมจัดบริการ Long Term Care นะคะ และพี่น้องผู้จัดการดูแล หรือ Care Manager และ CG หรือ Caregiver หรืออาสานักบริบาลชุมชน ที่ร่วมจัดการ บริการอย่างแข็งขัน เพื่อสมาชิกในชุมชนของท่านได้รับการดูแล ไม่ถูกทอดทิ้ง ทั้ง ๆ ที่ ค่าตอบแทนไม่มากนักและงานหนักขึ้นอย่างยิ่ง

สไลด์ถัดไปค่ะ อย่างไรก็ตามยังมีสิ่งที่น่าเป็นห่วงในโปรแกรม Long Term Care หรือการรักษาระยะยาวอยู่นะคะ มีพื้นที่ที่เป็นจุดบอดค่ะ ได้แก่ กทม. หรือเมืองหลวงของเรา นี่เองค่ะ พื้นที่ที่มีประชากรเยอะที่สุด แต่กลับจัดบริการดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงได้น้อยที่สุด โดยดูแลได้เพียง ๓,๘๘๕ คนเท่านั้น เหตุที่ กทม. ขาดผู้ดูแล เพราะค่าตอบแทนไม่จูงใจ และไม่เข้ากับบริบทการดูแลผู้สูงอายุของชุมชนในเขตเมือง ที่ผู้ป่วยและครอบครัวต้องการ ความเป็นส่วนตัว และอาจจะยังขาดความเชื่อมั่นต่อการดูแลจากนักบริบาลในภาครัฐค่ะ ดิฉันขอเสนอให้ สปสช. และ กทม. ร่วมกันผลักดันให้ระบบการดูแลผู้ป่วยระยะยาว หรือระบบทดแทนอื่นที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีภาวะพึ่งพิงในชุมชน กทม. เพื่อให้ผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง ได้รับบริการดูแลที่บ้านเช่นเดียวกันค่ะ โปรแกรมที่น่าสนใจและดิฉันมองว่ามีศักยภาพ ได้แก่ โรงพยาบาลออนไลน์ที่หลายเขตสุขภาพกำลังทำอยู่ การจัดคลินิกนวัตกรรมที่จัดบริการ เยี่ยมบ้านโดยนักบริบาลเอกชนในช่วงนอกเวลาราชการค่ะ ในการนี้ดิฉันสนับสนุนให้ สก. สส. เขต และผู้บริหาร กทม. ร่วมกันหามาตรการดูแลผู้ป่วยระยะยาวและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ให้เข้าถึงการดูแลระยะยาวอย่างต่อเนื่องที่บ้านด้วยค่ะ

สไลด์ถัดไปค่ะ ผู้ป่วยระยะสุดท้ายนะคะ เช่นเดียวกับการดูแลระยะยาวค่ะ ผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้รับการดูแลจนสามารถเสียชีวิตที่บ้าน สปสช. คุ้มครองสิทธิบริการดูแล ได้มากกว่าที่ตั้งเป้าไว้มากกว่า ๒ เท่า ก็คือตั้งเป้าดูแลระยะสุดท้ายไว้ ๓๕,๐๐๐ คน แต่สามารถดูแลได้จริงถึง ๘๓,๐๐๐ คน มีการเยี่ยมเฉลี่ยรายละ ๒.๕ ครั้งต่อคน ซึ่งช่วยให้ ครอบครัวมีความมั่นใจที่จะดูแลผู้ป่วยให้เข้าถึงการตายดีที่บ้านได้มากขึ้น จะเห็นได้ว่าตัวเลข ผู้ต้องการดูแลระยะท้ายเพิ่มขึ้น แต่กระทรวงสาธารณสุขก็ยังไม่กำหนดกรอบคน กรอบงาน และความก้าวหน้าในอาชีพให้กับพยาบาลและแพทย์อย่างเพียงพอ ดิฉันขอเสนอ ผ่านท่านประธานสภาไปยังพรรคการเมืองทุกพรรคให้ผลักดันระบบบริการสุขภาพ จัดสรร งบประมาณและกำลังคนให้เพียงพอที่จะดูแลผู้ป่วยระยะท้ายกลุ่มนี้ค่ะ ให้ได้รับการดูแล คุณภาพชีวิตช่วงท้าย สามารถจากไปอย่างสมศักดิ์ศรีค่ะ

ในปี ๒๕๖๖ เราได้เห็นนโยบายที่ สปสช. สนับสนุนสถานชีวาภิบาลให้หน่วยงาน หรือองค์กรดูแลผู้ติดเตียงและบริการดูแลแบบประคับประคองระยะท้าย เป็นสถานบริการ สาธารณสุขอื่นตามมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พูดง่าย ๆ คือ เราอนุญาตให้องค์กรการกุศล วัด ชุมชน สถานดูแลผู้สูงอายุทั้งภาครัฐและเอกชนจัดบริการ Hospice Care หรือสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแล้วเบิกเงินจาก สปสช. ได้ค่ะ เรื่องนี้ เป็นเรื่องดีและเริ่มมีการตอบรับแล้ว แต่ดิฉันยังไม่เห็นการกันงบประมาณหรือกองทุนสำหรับ จัดบริการนี้อย่างเป็นกิจจะลักษณะนะคะ

สไลด์ถัดไปค่ะ ประเด็นเรื่องสังคมสมองเสื่อมค่ะ สไลด์นี้ทุกท่านจะได้เห็น การเติบโตของผู้มีภาวะสมองเสื่อมนะคะ จากการคัดกรองภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุพบว่า อัตราความผิดปกติสูงขึ้นอย่างรวดเร็วค่ะ ประมาณได้ว่ามีผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงด้านสมองเสื่อม เพิ่มขึ้น ๒ เท่า โดยปี ๒๕๖๕ พบผู้สูงอายุสมองผิดปกติประมาณ ๘๐,๐๐๐ คน ปี ๒๕๖๖ พบเพิ่มขึ้นเป็น ๒๑๒,๐๐๐ คน นี่คือปัญหาที่คุกคามสุขภาวะไม่เพียงในผู้สูงอายุเท่านั้น แต่คือคุณภาพชีวิตของคนทั้งครอบครัว ดิฉันขอเสนอ สปสช. เร่งจัดตัวอย่างโปรแกรม สร้างเสริมสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันภาวะสมองเสื่อม หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Dementia ร่วมกับกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น หรือกองทุนตำบล และฝากไปถึง เพื่อน สส. ทุกพรรคที่จะต้องคิดถึงมาตรการป้องกันและบรรเทาอาการสมองเสื่อม อย่างเร่งด่วนด้วยค่ะ

สไลด์สุดท้ายค่ะ ข้อเสนอแนะ จะเห็นได้ว่าสังคมสูงวัยมาพร้อมกับปัญหา ที่คุกคามสุขภาวะของประชากรที่หนักหน่วง ทั้งภาวะสมองเสื่อม ภาวะพึ่งพิงที่เพิ่มขึ้น การเจ็บป่วยระยะยาวและระยะท้าย การจะรับมือกับภาระทางสุขภาพนี้ได้ ต้องการ องค์ประกอบหลายอย่างผสมกันนะคะ ทั้งระบบบริการปฐมภูมิที่เข้มแข็ง การสร้างความรู้ ด้านสุขภาพ การดูแลชีวิตช่วงท้าย นอกจากเราจะมี Health Literacy แล้ว เรายังควรจะมี Death Literacy หรือความเข้าใจเกี่ยวกับการตายด้วย ดิฉันขอเสนอให้บรรจุการสร้าง ความรอบรู้สุขภาพในประเด็นเหล่านี้ในโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพของกองทุนในตำบล ในท้องถิ่นค่ะ นอกจากนั้นควรเพิ่มงบประมาณ จัดการบริการฟื้นฟูสมรรถภาพ Intermediate Care พัฒนาคุณภาพ การทำแผนจำหน่ายผู้ป่วยก่อนส่งผู้ป่วยไปดูแลต่อที่บ้าน อย่างมีคุณภาพ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ถึงสิทธิประโยชน์ที่ได้รับค่ะ ดิฉันขอขอบคุณและให้กำลังใจทีมเจ้าหน้าที่และทีมบริหาร แน่นอนว่ายังมีอีกหลายเรื่อง ที่จะต้องปรับปรุงพัฒนา ซึ่งทีมงานสาธารณสุขประชาชนก็จะติดตาม แบ่งปันข้อเสนอแนะ และร่วมพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าต่อไปค่ะ ขอบคุณค่ะ