อนุสรณ์ ตั้งข้อสังเกตปัญหานักโทษล้นเรือนจำ-สิทธิผู้ต้องขัง-ระบบสุขภาพ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๗

อนุสรณ์ แก้ววิเชียร หารือปัญหานักโทษล้นเรือนจำจากผลการศึกษาและประสบการณ์จริง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม โดยเฉพาะการคุมขังผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีและผู้ต้องขังคดียาเสพติด พร้อมเรียกร้องให้ถ่ายโอนผู้เสพยาเสพติดซึ่งควรถือเป็นผู้ป่วยออกจากร้านจำเพื่อลดความแออัดตามเจตนารมณ์กฎหมายใหม่ และตั้งข้อสังเกตถึงการออกกฎหมายที่ทำให้มีผู้ถูกจำคุกในคดีอาญาเกินความจำเป็น รวมถึงการใช้โทษจำคุกในคดีเช็ค คดีหมิ่นประมาท และกรณีบุกรุกป่า พร้อมเสนอทางเลือกเช่นการไกล่เกลี่ยหรือการชะลอฟ้องแทนการจำคุก นอกจากนี้ยังตั้งคำถามถึงการใช้เครื่องพันธนาการกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อนอ่านคำพิพากษา ซึ่งไม่มีคำตอบจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประเด็นระบบสุขภาพในเรือนจำจากกรณีการเสียชีวิตของบุ้ง เนติพร ที่สะท้อนถึงคุณภาพการรักษาพยาบาลและข้อจำกัดด้านทรัพยากร พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในการสร้างโรงพยาบาลในเรือนจำและการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน สุดท้ายตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งในรายงานสิทธิเลือกตั้งของผู้ต้องขังที่รับรองสิทธิแต่จำกัดการเข้า

นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร นนทบุรี

เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม อนุสรณ์ แก้ววิเชียร ผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี อดีตพรรคก้าวไกล ปัจจุบันพรรคประชาชน ขออนุญาตนำเรียนกับท่านประธานอย่างนี้นะครับ ในรายงานของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เรื่อง ปัญหานักโทษล้นเรือนจำ แนวทางการย้ายเรือนจำ ออกจากเขตชุมชนเมือง และการปรับปรุงการบริหารงานราชทัณฑ์ภายในเรือนจำทั่วประเทศ ให้มีสภาพที่เหมาะสม ผมอ่านรายงานฉบับนี้ทั้งฉบับแล้ว ผมมีความเห็นด้วยกับรายงานนี้ ทั้งหมดทั้งสิ้น ในฐานะที่ผมเองเปึนกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ผมได้มีโอกาสเข้าไปดูงานในเรือนจำอยู่ ๒ แห่ง คือ เรือนจำพิเศษมีนบุรีและเรือนจำกลางคลองเปรม ผมเปึนคนที่สนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน เหมือนกับเพื่อนสมาชิกท่านอื่น ๆ แต่รายงานฉบับนี้มีทั้งเหตุและผลที่ผมเห็นด้วย และมีทั้ง เหตุที่ผมเห็นด้วย แต่ผมไม่เห็นด้วยในผล เดี๋ยวผมจะอภิปรายต่อไป ผมขอชื่นชมท่าน ที่ทำรายงานฉบับนี้ ท่านเริ่มต้นมาในรายงานหน้าที่ ๑๐ ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ก่อนนะครับ ท่านประธาน หากเรานึกสภาพของผู้ต้องขังนั่งจิบกาแฟในยามเช้าดูข่าวการเมืองผ่านทีวี ในเรือนจำ ออกไปออกกำลังกายผ่าน Fitness แล้วก็กลับเข้ามาพักในโรงนอน ท่านจะมี ความรู้สึกกับผู้ต้องขังนี้อย่างไรครับ ความรู้สึกของคนทั่วไปถูกบรรยายไว้ในหน้าที่ ๑๐ ของรายงานฉบับนี้ว่า ผู้ต้องขังไม่ควรได้รับสิทธิเท่าประชาชนทั่วไป แต่สิ่งที่เราลืมไปคือ เขาถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพแค่เพียงบางสิ่งบางประการเท่านั้น เขายังมีสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย ยังมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาล ยังมีสิทธิได้รับการศึกษา และการประกันตัว รวมถึง การเข้าถึงข่าวสารด้วย มายาคติแรกนะครับ ผู้ต้องขังไม่ใช่คนที่ต้องมาทุกข์ทรมานจาก การกระทำของตน หน้าที่ ๑๐ ของรายงานฉบับนี้บรรยายไว้ได้ดีมาก ผมเริ่มอย่างนี้แล้วกัน ครับท่านประธาน ในข้อกฎหมายผมสรุปให้ฟังอยู่ ๒ หลักแล้วกันที่อยู่ในรายงานฉบับนี้ คือ ในคดีอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนที่จะมี คำพิพากษาถึงที่สุด แสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนผู้นั้น เปึนผู้กระทำความผิดมิได้ การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลยให้กระทำได้เพียงเท่าที่ จำเปึนเพื่อปัองกันมิให้การหลบหนี ๒ หลักนี้อยู่ในรายงานฉบับนี้ ผมเริ่มต้นอย่างนี้แล้วกันว่า ทำไมนักโทษถึงล้นเรือนจำ ในรายงานฉบับนี้ระบุไว้ว่ามีนักโทษอยู่ ๒ กรณีนะครับ

กรณีแรก คือผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณา หลาย ๆ ท่านอาจจะสงสัยว่า ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคือใคร ผมแยกเปึน ๒ ประเภทแล้วกันนะครับ ประเภทแรก คือบุคคลที่ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่ได้รับการประกันตัวนั่นเอง กับอีกกรณีหนึ่ง เปึนผู้ที่ถูกกักขังแทนค่าปรับ บุคคลเหล่านี้ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเขาเปึนผู้กระทำ ความผิด แต่เขาก็ต้องมาอยู่ในเรือนจำ ในเรือนจำพิเศษมีนบุรีมีการแยกแดนอย่างชัดเจน แต่ก็เดินเข้าเรือนจำ มันขัดกับหลักเมื่อสักครู่ที่ผมพูดหรือไม่ว่า ในเมื่อยังไม่มีคำพิพากษา ถึงที่สุด เขาไม่ควรถูกปฏิบัติแบบเดียวกับผู้ที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว กับอีกกรณีหนึ่งคือ ผู้ต้องขังในคดีเสร็จเด็ดขาด เหมือนที่ท่านวิทยาพูดมาว่าผู้ต้องขังในคดีเสร็จเด็ดขาด ส่วนใหญ่จะเปึนคดียาเสพติด ซึ่งสภาแห่งนี้ได้ออกกฎหมายไปแล้วว่าเรื่องผู้เสพเปึนผู้ป์วย ผลักออกจากกระบวนการยุติธรรม ผลักเพื่อไปบำบัด แต่คำถามผมคือ ในรายงานฉบับนี้ ไม่ได้พูดถึงผู้เสพที่ยังไม่ได้ถูกเปึนผู้ป์วย แล้วยังตกค้างอยู่ในเรือนจำ ท่านจะมีกระบวนการ ถ่ายโอนบุคคลเหล่านี้ออกจากเรือนจำอย่างไร เพราะเขาเปึนบุคคลที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ในกฎหมายเดิมไปแล้ว และเขาก็เปึนส่วนหนึ่งที่ทำให้เรือนจำมันแออัด ในเมื่อกฎหมายใหม่ มันไม่ได้ย้อนไปใช้กับเขาเราจะถ่ายโอนเขาออกมาอย่างไร

อีกกรณีหนึ่ง ผมตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ว่าในรายงานฉบับนี้มีการอ้างอิง ความเห็นของฝ์ายตุลาการอยู่ ๑ ท่าน ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ เปึนผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ประจำสำนักประธานศาลฎีกา ท่านให้ความเห็นไว้ว่า ฝ์ายนิติบัญญัตินั่นละครับออกกฎหมาย เอาคนเข้าไปสู่เรือนจำในคดีอาญาเยอะเกินไป มันทำให้ผมมานั่งคิดว่า แล้วในหน้าที่ สส. ผมนี่ ผมควรจะทำอะไร ตั้งต้นอย่างนี้ในหลักกฎหมายในคดีอาญาที่มีความร้ายแรงเท่านั้น ถึงควรจะมีโทษในทางอาญา ผมยกตัวอย่างคดีเช็ค เข้าใจว่าสภาแห่งนี้ตั้งกรรมาธิการ พิจารณาแล้วว่าจะเปลี่ยนโทษอาญาในคดีความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค คำถามผมต่อไป คือคดีหมิ่นประมาทเปึนการแสดงความคิดเห็น เปึนโทษทางความคิด เรายังควรเอาเขาไป จำคุกอยู่หรือไม่ ลามไปถึงกระบวนการไกล่เกลี่ยก่อนฟัอง การชะลอฟัอง การพักโทษ โดยเฉพาะการชะลอฟัอง ผมได้รับข้อร้องเรียนจากพ่อแม่พี่น้องทับลานและบางกลอย ในเรื่องของการบุกรุกป์า ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการพิสูจน์สิทธิ แต่บางคนบางท่านจำเปึนต้อง รับสารภาพเพื่อให้ได้รับการรอการลงโทษหรือลดโทษ แต่ในศาลอุทธรณ์ ในเมื่อพนักงาน อัยการอุทธรณ์เขานำเข้าสู่เรือนจำ การแก้ปัญหาป์าด้วยการเอาประชาชนไปขังไว้ในเรือนจำ ผมว่ามันไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง

สุดท้าย ผมขอยกตัวอย่างอยู่ ๒ เรื่อง เปึนคำถามที่ผมคาใจอยู่ในรายงาน ฉบับนี้ ผมเห็นด้วยกับการลดเครื่องพันธนาการต่าง ๆ แต่ท่านทราบไหมครับว่าในรายงาน ฉบับนี้ ในหน้าที่ ๔๐ มีการพูดถึงการพันธนาการในชั้นศาล เพื่อนสมาชิกครับ มีเพื่อนสมาชิก ของเราอยู่ ๑ ท่าน เดินทางไปฟังคำพิพากษาที่ศาลอาญา ก่อนที่ศาลจะอ่านคำพิพากษา เพื่อนสมาชิกเราเปึนสมาชิกในสภาชุดปัจจุบันถูกใส่กุญแจมือ หลังจากที่ศาลอ่านคำพิพากษา แล้วโทษจำคุกได้รับการรอการลงโทษ ผมถามไปทางผู้บริหารศาลว่าใครสั่งให้ใช้เครื่อง พันธนาการก่อนที่ศาลจะอ่านคำพิพากษา ไม่ได้รับคำตอบ ผมถามด้วยวาจาผ่านรองอธิบดี กรมราชทัณฑ์ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมว่า เจ้าหน้าที่ของราชทัณฑ์ ดำเนินการหรือเปล่า ไม่ได้รับคำตอบ ในรายงานฉบับนี้ หน้าที่ ๔๐ ก็ไม่ได้พูดว่ากระบวนการ พิจารณาในชั้นศาล การใช้เครื่องพันธนาการใครเปึนคนมีอำนาจ โดยเฉพาะกรณีที่ยังไม่ได้ อ่านคำพิพากษา

อีกกรณีหนึ่ง เปึนกรณีของบุ้ง เนติพร ในรายงานฉบับนี้พูดถึงกระบวนการ ระบบสุขภาพในเรือนจำค่อนข้างเยอะ บุ้ง เนติพร ไม่ใช่ผู้ต้องหาในคดีมาตรา ๑๑๒ เปึนคดี ละเมิดอำนาจศาล เขาประท้วงด้วยการอดอาหาร ผลสุดท้ายทุกวันนี้การเสียชีวิตของเขา ยังไม่ถูกพิสูจน์เลย เขาเสียชีวิตอยู่ในระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงาน มีข่าวลือ ข่าวเล่า ข่าวอ้างกันว่ามีการใส่ท่อช่วยหายใจที่เข้าไปในหลอดอาหารจึงทำให้การช่วยหายใจนั้น ล้มเหลวจริงหรือไม่ ไม่ทราบ อันนี้ฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คราวนี้ประเด็น ของผมย้อนกลับมาในรายงานฉบับนี้ ระบบสุขภาพในเรือนจำที่ท่านระบุไว้ในหน้า ๗๒ ที่ท่านมีความเห็นว่าทุกแห่งควรมีสถานบริการ ผมเรียนท่านอย่างนี้ว่าระบบการ รักษาพยาบาลในเรือนจำไม่สามารถทัดเทียมกับโรงพยาบาลข้างนอกได้ ไม่ว่าจะเปึน ศักยภาพของเครื่องไม้เครื่องมือ ยา และบุคลากรทางการแพทย์ การที่ท่านจะพยายามสร้าง โรงพยาบาลในราชทัณฑ์หรือในเรือนจำต่าง ๆ มันแทบเปึนไปไม่ได้ สิ่งที่ท่านต้องคิดคือระบบ สุขภาพในเรือนจำมากกว่า สิ่งที่ท่านยึดโยงกับสิทธิ สปสช. ผมเคยอภิปรายในสภาแห่งนี้ ไปแล้วว่า สปสช. ไม่มีโรงพยาบาลของตัวเอง เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยกับท่านว่าสิทธิ การรักษาพยาบาลในเรือนจำจำเปึนต้องมี แต่ผมไม่ได้เห็นด้วยกับการสร้างโรงพยาบาลให้กับ เรือนจำทุกแห่ง

อีกเรื่องหนึ่ง ท่านระบุไว้ในหน้า ๓๐ ว่าราชทัณฑ์มีแบบสามารถสร้างเสร็จได้ ภายใน ๓ ป้ เหมือนที่เพื่อนสมาชิกท่านธนกรอภิปรายไปแล้ว คำถามคือ ท่านระบุไว้ เพื่ออะไร จริง ๆ ท่านต้องการให้เอกชนเข้ามาสร้างถูกต้องไหมครับ มันสอดรับกับรายงาน ของท่านเลย เรื่องผู้ป์วยระยะสุดท้าย เรื่องผู้ที่มีโรคประจำตัวร้ายแรง มันสามารถใช้แบบ ที่ท่านบอกได้

สุดท้ายแล้วครับท่านประธาน สิทธิเลือกตั้ง ผมดีใจครับที่ในรายงานฉบับนี้ ท่านพูดถึงสิทธิเลือกตั้งของผู้ต้องขัง แต่ในรายงานฉบับเดียวกันกลับบอกว่าผู้ต้องขังไม่มีสิทธิ รับรู้ข่าวสารทางการเมือง ท่านวิทยาบอกว่ามีผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำปัจจุบัน ๒๘๙,๐๐๐ กว่าคน ถ้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใดสามารถหาเสียงกับผู้ต้องขังได้ แปลงคะแนนเสียง ๒๘๙,๐๐๐ กว่าคน ได้ Party-list กี่คนครับ แต่ทำอย่างไร ในเมื่อผู้ต้องขังไม่สามารถรับรู้ ข่าวสารทางการเมืองได้ สุดท้ายผมเห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ แต่ขอให้ท่านไปพิจารณา ในข้อสังเกตของผมเพิ่มเติม ขอบคุณครับท่านประธานครับ