วีรภัทร ตั้งข้อสังเกตคุณสมบัติประธาน กสทช. หวั่นขัดธรรมาภิบาล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๗

วีรภัทร คันธะ ตั้งข้อสังเกตถึงความเหลื่อมล้ำในการลงโทษทางการเมืองและตั้งคำถามต่อคุณสมบัติของประธาน กสทช. ที่ยังคงดำรงตำแหน่งทั้งที่มีพันธะกับผู้รับใบอนุญาตสื่อและไม่ลาออกจากราชการ พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และเร่งรัดการดำเนินงานของ กสทช. ที่ล่าช้าและไร้ประสิทธิภาพ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล กฎหมาย และเจตนารมณ์ของประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ

นายวีรภัทร คันธะ สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีรภัทร คันธะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ อำเภอพระประแดง ยกเว้นตำบลบางจาก พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาเรามีเหตุการณ์ เกิดขึ้นมากมายครับ เช่น การยุบพรรคการเมือง ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค ๑๐ ปี หรือว่า แม้แต่เรื่องของการถอดถอนนายกรัฐมนตรี ซึ่งเกิดมาจากองค์กรที่ไม่ได้สะท้อนเสียง ของประชาชนนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ พรรคการเมืองนั้นถอนง่ายครับ แต่พอเป็น ผู้บริหารขององค์กรอย่าง กสทช. นั้นที่ผ่านการพิจารณาหลายขั้นตอนว่า ผิด แต่ก็ยังคงอยู่ได้ ดำรงตำแหน่งมาได้เป็นปี มีระยะเวลายาวนานกว่านายกรัฐมนตรีที่เพิ่งพ้นตำแหน่งไปเสียอีก น่าน้อยใจนะครับ ถ้าคุณเป็นผู้มีพระคุณ เป็นพวกพ้องของใครที่กุมอำนาจในประเทศนี้ ทำผิดอย่างไรก็เอาผิดไม่ได้ มองเตสกิเออร์ (Montesquies) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เขาเคยบอกไว้ว่า ไม่มีความเลวร้ายใดที่โหดร้ายทารุณไปกว่าการถูกกดขี่ข่มเหง โดยอาศัย อำนาจตามกฎหมายหรือในนามของกระบวนการยุติธรรม ผมเข้าใจว่าวันนี้ กสทช. เตรียมมา แถลงต่อสภาในประเด็นเรื่องของผลงานนะครับ แต่สำหรับผมนี่ผลงานใดที่เกิดขึ้นจาก ความไม่ถูกต้องก็ไม่สมควรที่จะต้องถูกจดจำว่า ถูกต้องครับ ฉะนั้นผมขอใช้พื้นที่สภานี้ ในการทวงถามข้อสงสัย ติดตาม และถามหาความจริง ความถูกต้องของการทำงานของ กสทช. ใน ๔ ประเด็นดังนี้ครับ

ประเด็นแรกครับ ประเด็นเรื่องของการขาดคุณสมบัติ ผมขออนุญาตเอ่ยนาม ของศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ตามเอกสาร สอบข้อเท็จจริงของกรรมาธิการ ICT ของวุฒิสภา ในมือผมนี้เป็นรายงานที่มีเนื้อหา ประมาณ ๗๐ หน้า ซึ่งมีเขียนไว้ว่า รายงานการสอบหาข้อเท็จจริงกรณีขอความอนุเคราะห์ตรวจสอบ คุณสมบัติของศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. โดย กมธ. ICT นะครับ

ประเด็นที่ ๒ ประเด็นเรื่องของการปฏิบัติงานล่าช้า ไม่มีประสิทธิภาพ ดองงานกว่า ๙ เดือน ในเอกสารวาระทั้ง ๆ ที่ กสทช. รับเงินเดือนเต็ม มีการประชุมถี่ พอสมควร ทั้งที่ไม่ต้องรอถึง ๙ เดือนนะครับในการพิจารณา และการสรรหาเลขาธิการ กสทช. ที่ว่างเว้นกว่า ๔ ปี เปลี่ยนรักษาการแล้วก็ยังไม่มีตัวจริงสักที แล้วก็ค่าเสียโอกาส ของประเทศนี้ที่ต้องแลกกับการบริหารงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ การมีผู้บริหารหน่วยงาน ที่มาอย่างไม่ถูกต้อง และผลกระทบที่มีต่อทั้ง Operator ผู้ประกอบการและประชาชน ที่กำลังจะมาถึงว่าท่านจะรับผิดชอบอย่างไร

ประเด็นแรก เรื่องของการขาดคุณสมบัติของทางประธาน กสทช. นะครับ ซึ่งตามเอกสารสอบข้อเท็จจริงของ กมธ. ICT มีลักษณะเป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะ ต้องห้ามตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบ กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๗ ข. (๑๒) มาตรา ๘ มาตรา ๑๘ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๖ พร้อมเอกสารประกอบกว่า ๗๐ หน้า แม้ล่าสุดศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำสั่งยกฟ้อง ขออนุญาตเอ่ยนาม นายภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ รองเลขาธิการ กสทช. เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานะครับ แต่ประเด็นที่อยู่ในเอกสารที่ไม่อาจมองข้ามได้นั้น ก็สมควรหยิบยกมาพูดในโอกาสที่ท่าน ได้เดินทางมาที่สภาแห่งนี้นะครับ ที่ผมจะไม่ขอใช้พื้นที่นี้ในการสรุปเนื้อหา แต่ผมจะลงให้ ประชาชนได้อ่านไว้ในช่องทาง Social Media ของผม เพื่อให้ประชาชนได้ชมด้วยตา ของท่านพวกเองนะครับ

อย่างแรก เรื่องของคุณสมบัติดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ผลงานใดที่เกิดจาก ความไม่ถูกต้อง ก็ไม่สมควรที่จะถูกจดจำว่า ถูกต้องนะครับ การที่ท่านขาดคุณสมบัติ แต่ยังคงดำรงตำแหน่ง และดำเนินการทำงานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นการเพิกเฉย ต่อหลักการคุณธรรม จริยธรรมของประเทศนี้ใน ๓ ประเด็นสำคัญ ๑. ประธาน กสทช. ยังมีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ทำหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยที่ได้รับค่าตอบแทน รายชั่วโมงของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ๒. ประธาน กสทช. ยินยอมให้เสนอชื่อตัวเองในที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีของธนาคารกรุงเทพ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นเลือกและยอมรับการเป็นกรรมการของธนาคารดังกล่าว พร้อมทั้งมิได้ลาออก จากตำแหน่ง ถึงแม้จะได้รับการโปรดเกล้าฯ รับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ก็ตาม ๓. ประธาน กสทช. ยังคงมีสถานะเป็นผู้บริหาร หรือพนักงานของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่เป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ ช่อง Rama Channel ก่อนเข้ารับตำแหน่ง กรรมการ กสทช. ทั้งที่รู้ว่าการนั่งเป็นกรรมการของธนาคารกรุงเทพก่อนวันลงนาม การรับเงิน จากโรงพยาบาลแม้จะไม่ได้อยู่ในสถานะลูกจ้าง หรือแม้กระทั่งข้อมูลที่ยื่นแสดงรายได้ ต่อกรมสรรพากรของท่านเอง ก่อนวันที่จะทูลเกล้าฯ เข้ารับตำแหน่ง ท่านรู้อยู่แก่ใจ และทุกอย่างมีเอกสารหลักฐานผ่านการสอบสวนแล้วว่า ผิดจริง แต่ท่านก็ไม่ได้แสดง Spirit ลาออก หรือพยายามแก้ไขให้ข้อมูลแต่อย่างใด ก็ยังคงลอยหน้าลอยตาทำงานปฏิบัติหน้าที่ จนถึงทุกวันนี้นะครับ

๒. กว่าจะได้มาเป็นตัวรายงานที่ผ่านการสอบสวนของวุฒิสภา ภาคเอกชน ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ทั้งสำนักงานสภาผู้บริโภค ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร การโทรคมนาคม หรือ กมธ. ICT ของวุฒิสภา ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ จึงนำมาสู่การสอบข้อเท็จจริง เรื่องการขาดคุณสมบัติ

๓. ย้อนวาระไปถึงประธาน สว. ชุดที่แล้ว ซึ่งแต่งตั้งโดย คสช. เรื่องที่ประธาน วุฒิสภา ขออนุญาตเอ่ยนาม ศาสตราจารย์พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ที่ได้รับรายงานการสอบ ข้อเท็จจริงกรณีขอความอนุเคราะห์ตรวจคุณสมบัติประธาน กสทช. ตั้งแต่มิถุนายน ๒๕๖๗ แต่ไม่รายงานต่อนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น หรือดำเนินการใด ๆ จนเวลาล่วงเลยจนพ้นวาระ จนวันนี้ที่ตอนแรกตั้งใจมาร้องต่อท่านนายกรัฐมนตรีไปด้วยเลย ก็เป็นจังหวะสุญญากาศ ทางการเมืองไปเสียอีก จากอำนาจที่มองไม่เห็น ไม่อย่างนั้นผมคงขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ได้โปรดมีคำสั่งให้ทางประธาน กสทช. หยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานและกรรมการ กสทช. ไว้ก่อน เนื่องจากนายแพทย์สรณ ควรจะต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะ ต้องห้าม หากยังคงให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป อาจก่อให้เกิดความเสียหายในอนาคต เพราะการ อนุมัติต่าง ๆ อาจถือเป็นโมฆะได้

ประเด็นที่ ๒ ประเด็นเรื่องของการปฏิบัติงานล่าช้า ไม่มีประสิทธิภาพ ดองงาน กว่า ๙ เดือน ขออนุญาตนะครับ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญในเอกสารวาระ ทั้ง ๆ ที่ กสทช. รับเงินเดือนเต็ม และมีการประชุมถี่พอสมควร ไม่ต้องรอถึง ๙ เดือน ในการพิจารณา ก็อยากทวงถามแทนนักข่าว แทน Super Board และแทนประชาชนว่า จากเมื่อเดือนมีนาคม ปี ๒๕๖๗ ที่ว่ามีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน กสทช. เปิดเผยรายงานประจำปี ๒๕๖๖ ระบุว่า กสทช. ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ มีแต่ตรวจสอบ ไม่ส่งเสริมกิจการ การประชุมที่มีวาระค้างพิจารณาจำนวนมาก มีวาระการประชุม ๗๗ เรื่อง ค้างพิจารณา ๓๔ เรื่อง ในขณะที่วาระพิจารณาครั้งนี้มี ๒๔ เรื่อง ซึ่งเกินครึ่งหนึ่งวาระค้าง ที่สำคัญนะครับ เช่น วาระเรื่องการปรับปรุงระเบียบ กสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ถึงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๗ ถูกดองรวม ๙ เดือน ๑๐ วัน วาระรายงานผลการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการดำเนินการของสำนักงาน กสทช. เกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด รายการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย (ลับ) ถูกดองรวม ๘ เดือน ๑๔ วัน วาระร่างโครงสร้างของสำนักงาน กสทช. ถูกดองรวม ๗ เดือน ๑๐ วัน ท่านได้สะสางทั้งหมดแล้วหรือยัง ผมคิดว่าประเด็นปัญหา และอุปสรรค ที่ท่านนำเสนอมามีเพียง ๒ เรื่อง คือการจัดระเบียบสายสื่อสาร นำสายสื่อสาร ลงดิน และการให้บริการแพร่ภาพ กระจายเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต ผมคิดว่าท่าน ควรแสดงความจริงใจ โปร่งใส และพูดถึงเรื่องที่สำคัญจำเป็นกับทั้งภาคเอกชนและพี่น้อง ประชาชนอย่างตรงไปตรงมาครับ

ประเด็นที่ ๓ การสรรหาเลขาธิการ กสทช. ที่ว่างเว้นกว่า ๔ ปี เปลี่ยน รักษาการก็แล้วยังไม่มีตัวจริงสักที ตั้งแต่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ที่คุณฐากร ตัณฑสิทธิ์ ลาออก และตั้งรักษาการมาจนปัจจุบันเกือบ ๔ ปีแล้ว ดังนั้นขออนุญาตเอ่ยนาม คุณไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ทำหน้าที่รักษาการเกือบครบวาระแล้ว ไปจนถึงการดันให้คุณไตรรัตน์ เป็นเลขาธิการตัวจริง โดยที่ประชุมบอร์ด กสทช. วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๗ ได้มีมติ เสียงข้างมากไม่เห็นชอบกับชื่อนี้ ตามที่ท่านนายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เสนอรายชื่อ โดยให้เหตุผลว่าบอร์ดเสียงข้างมาก ๔ คน ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นชอบ กับกระบวนการสรรหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น เพราะยืนยันว่าการสรรหาและแต่งตั้งเลขาธิการ กสทช. เป็นอำนาจของบอร์ดทุกคน ล่วงเลยมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่มีตัวจริงเสียทีนะครับ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในประเด็นสุดท้ายครับ และ

ประเด็นสุดท้าย เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดครับ ตลอดระยะเวลาที่ท่าน ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ เป็นต้นมา จนถึงช่วงที่มีการสอบสวน ยื่นสอบหรือจบกระบวนการนั้น กสทช. แม้ว่าผมจะกล่าวไปแล้วว่าการดำเนินงานไม่มีประสิทธิภาพ การงานก็ค้างเติ่ง อยู่อย่างนี้นะครับ มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน เกี่ยวข้องกับงบประมาณกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในประเด็นหลักใจความสำคัญ อย่างประเด็นร้อนที่สังคมจับตา กลับไม่มีสิ่งที่ Operator ถามหาความชัดเจนจาก Facilitator อย่าง กสทช. ก็ไม่ได้นำมาชี้แจง ภาคเอกชนเขารอความชัดเจนอยู่นะครับ เรื่องความชัดเจนของทิศทางองค์กร อย่างตำแหน่ง เลขาธิการที่ว่างเว้นเป็นรักษาการมาเป็นปี ๆ แล้ว ล้วนแต่เป็นความเสียหาย เสียโอกาส ของประเทศและประชาชนอย่างปฏิเสธไม่ได้

สุดท้ายนี้นะครับ ผมขอย้ำอีกครั้งว่า ความถูกต้อง ความชัดเจน และสิ่งที่ ประชาชนตามหาจากการทำงานของ กสทช. ที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้เงาของใคร ไม่ได้ทำเพื่อใคร คนใดคนหนึ่งเพียงหยิบมือ แต่ทำเพื่อคนไทยทุกคน ให้สมกับวิสัยทัศน์และค่านิยม ขององค์กรของท่านว่า จะเป็นองค์กรกำกับดูแลชั้นนำในระดับสากล เพื่อพัฒนากิจการสื่อสาร เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และประเทศอย่างยั่งยืน อย่าให้มันเป็นเพียงแค่ลมปาก เศษกระดาษ หรือคำกล่าวอ้างลอย ๆ ในประเทศนี้ครับ ขอบคุณครับ