ธิษะณา ชุณหะวัณ อภิปรายร่างพ.ร.บ.ยกเลิกประกาศ คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. บางฉบับที่ขัดกับหลักประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และเศรษฐกิจสังคม โดยตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของการรัฐประหาร การนิรโทษกรรมตนเองของ คสช. การละเมิดรัฐธรรมนูญ และผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งที่ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ กรุงเทพมหานคร หรือเขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี อดีตพรรคก้าวไกล ปัจจุบันพรรคประชาชนค่ะ วันนี้ดิฉันจะอภิปราย เพื่อช่วยให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิก และพี่น้องประชาชนได้มองเห็นทิศทางและแนวทาง ที่เกี่ยวกับทางด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และเชิงเศรษฐกิจ เรื่องร่างพระราชบัญญัติ ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ บางฉบับที่หมดความจำเป็นและไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน พ.ศ. .... ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นค่ะ ท่านประธานคะ การทำรัฐประหารที่ผ่านมาฝ่ายสนับสนุนการทำรัฐประหารให้เหตุผลว่า เป็นเพราะปัญหาความไม่สงบสุขและข้อบกพร่องที่มาจากรัฐบาลพลเรือนว่าเป็นสาเหตุ ที่พวกท่านชอบพูดกันว่านักการเมืองมาเพื่อจะโกงกิน นักการเมืองเลวอย่างโน้น อย่างนี้นะคะ แต่อย่างน้อยในระบอบประชาธิปไตยที่มีการตรวจสอบถ่วงดุล และประชาชนมีสิทธิ มีเสียง ในการลงสิทธิเลือกตั้ง ก็ยังมีการตรวจสอบถ่วงดุลและคัดกรองคนที่อาจจะเข้ามาไม่มี คุณสมบัติที่เหมาะสม หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แต่การทำรัฐประหารทุกครั้ง ไม่เพียงแต่เป็นการยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ยังมีการล้มกฎหมายสูงสุด ไปทุกครั้งอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายก่อนหน้านี้ ก็คือการล้มล้างรัฐธรรมนูญค่ะ ดิฉันเห็นว่าฝ่ายที่สนับสนุนรัฐประหารทุกครั้งจะต้องมีการนิรโทษกรรมตัวเองให้พ้นจาก การกระทำผิดกฎหมาย อันเนื่องมาจากการทำรัฐประหาร ซึ่งการทำรัฐประหารและฉีก รัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างการปกครองอย่างชัดเจน แต่คณะรัฐประหารกลับบัญญัติ ในมาตรา ๒๗๙ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ โดยระบุว่า บรรดาประกาศ คำสั่งและการกระทำ ของ คสช. ที่ใช้วันก่อนประกาศรัฐธรรมนูญ หรือบังคับใช้ต่อตามมาตรา ๒๖๕ วรรคสอง ให้ทางรัฐธรรมนูญ ทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร และทางตุลาการ ให้ประกาศคำสั่งการกระทำ ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศเป็นที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ และกฎหมายการยกเลิก หรือแก้ไขเพิ่มเติมประกาศ หรือคำสั่งดังกล่าว ให้กระทำเป็นพระราชบัญญัติ เว้นแต่ประกาศ หรือคำสั่งที่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางบริหาร นอกเหนือจากนี้ ยังมีหลายประกาศ และคำสั่งที่สมควรได้รับการตั้งคำถาม อย่างคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓/๒๕๖๐ เรื่อง การขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคี ปรองดอง ลงวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๐ กฎหมายรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้มีผู้ถูกดำเนินคดี มาตรา ๑๑๒ จำนวนหนึ่ง แต่พอถูกล้ม และเขียนรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ขึ้นมาบังคับใช้แทน กลับมีจำนวนคดีมาตรา ๑๑๒ เพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ อย่างในประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๙/๒๕๕๗ เรื่อง ความผิดสำหรับการสนับสนุนการชุมนุมทางการเมือง ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ประกาศนี้มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดความผิดสำหรับการสนับสนุนการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งเห็นได้ว่าไม่สอดคล้องกับปัจจุบันแม้แต่นิดเดียว และยังไม่สอดคล้องกับสิทธิเสรีภาพ ในการชุมนุม และสิทธิขั้นพื้นฐานที่สังคมประชาธิปไตยควรจะมีอีกด้วยค่ะท่านประธาน ซึ่งที่กล่าวมาดิฉันยังไม่เห็นว่ามีผลดีกับประชาชน หรือประชาชนที่อยู่ในสมการเลยนะคะ เพราะไม่ได้มีการนิรโทษกรรมให้ประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่าด้วยคดีล้มล้างการปกครองแบบที่ คสช. ได้นิรโทษกรรมตนเองและพวกพ้อง แต่พูดถึงการสร้างความสามัคคีปรองดอง แม้แต่ การปฏิรูปก็ดูออกมาอย่างที่พวกเราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ มันก็แปลกนะคะ เพราะคณะ รัฐประหารเริ่มมาก็ทำผิดกฎหมายแล้ว เดิมมาแล้วมาบอกว่าให้คนอื่นเคารพกฎหมาย ที่ตนเองเขียนขึ้นมาด้วยพวกพ้องของตนเอง จะเห็นได้ว่าผลของบรรดาคำสั่งและกฎหมาย ของคณะรัฐประหารก่อให้เกิดปัญหาความไม่สมเหตุสมผลดังที่กล่าวมา และสมควรยกเลิก ทั้งสิ้น วันนี้ดิฉันจึงต้องพูดถึงเนื้อหาสาระที่สำคัญที่จะต้องยกเลิกคำสั่ง คสช. ซึ่งถูกนำมาใช้ บังคับเป็นกฎหมายและไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน ส่งผลให้คนไทยจำนวนมากเดือดร้อนค่ะ ประเด็นสำคัญ นอกจากประเด็นเรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สังคม วัฒนธรรม การเมืองแล้ว ยังเป็นประเด็นสำคัญเรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชน หรือนโยบายทางด้าน เศรษฐกิจ นอกจากประเด็นนิรโทษกรรม ยังมีคำถามตามมาว่า ทำไมมาตราอื่น ๆ ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนเป็นวงกว้างจึงได้ถูกเปลี่ยนเนื้อหาตามไปด้วย อย่างที่มาของสมาชิกวุฒิสภาค่ะ ซึ่งแน่นอนเมื่อกฎหมายเปลี่ยนก็มีผู้ได้ ผู้เสียตามกฎหมาย ที่เปลี่ยนไป ระยะเวลาผ่านมาหลายปี นี่คือคำสั่ง หรือกฎหมาย คสช. ที่ได้ถูกบังคับใช้ จึงควรมีการพิจารณาผลที่เกิดขึ้นว่าคนไทยกลุ่มไหนบ้างที่ได้ประโยชน์ และคนไทย กลุ่มใดบ้างที่เสียประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ หาก ครม. ได้มีการออกนโยบายที่ไม่สอดคล้อง กับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี สามารถให้คณะกรรมการและวุฒิสภาเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ และส่งต่อ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อได้ ดังนั้นการยกเลิกกำหนดการดังกล่าว จึงสามารถถูกตีว่า เป็นความผิดแก่ผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลใหม่ จึงต้องดำเนินนโยบายต่างไปจากยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีได้ แต่แนวโน้มที่จะทำให้ธุรกิจที่ไม่ใช่ทุนใหญ่ได้รับการสนับสนุน หรือแก้ไขปัญหา ได้ง่ายขึ้นก็เป็นสิ่งที่ดี นั่นหมายถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของแรงงาน หรือพนักงานองค์กร หรือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะฉะนั้นการยกเลิกจึงไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่ในทางกลับกันจะเป็นผลดีต่อธุรกิจรายย่อย จากที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เราได้ข่าวว่า เศรษฐกิจของทุนขนาดใหญ่เติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ขณะที่วิสาหกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือที่เรียกว่า SMEs รวมไปถึงผู้ค้าอิสระ ผู้ค้าตามตลาดนัดส่วนใหญ่กำลังอยู่ใน สภาวะปริ่มน้ำค่ะ ส่วนกิจการต่างประเทศในไทยก็มีจำนวนมากพอสมควรที่มีการตั้งราคา ขายที่ต่ำ ซึ่งทุกคนก็น่าจะทราบดีนะคะว่า ต้นทุนการผลิตของสินค้าที่ไทยไม่สามารถผลิต แบบ Mass Production หรือจำนวนมาก ไม่สามารถต่อสู้ในเชิงของ Economy of Scale ได้ อีกส่วนหนึ่งบุคลากรด้าน IT ของไทย ก็ออกไปเป็นแรงงาน IT ที่อยู่กับตลาดโลกจำนวนมาก เรากำลังขาดแคลนบุคลากร หรือที่เรียกว่าอยู่ในสภาวะสมองไหล นอกจากนั้นสถานการณ์ ที่เป็นภาพขัดแย้งกันระหว่างเศรษฐกิจดีของกลุ่มคนจำนวนน้อยมาก ๆ คือกลุ่มทุนใหญ่ คือเศรษฐกิจที่ไม่ดี หรือความเหลื่อมล้ำของคนจำนวนมาก เราเรียกสภาวะนี้ เรียกว่า ความเหลื่อมล้ำรวยกระจุกจนกระจาย สถานการณ์ที่ดิฉันได้กล่าวไปข้างต้น เกิดจากปัจจัย หลายประการ นอกเสียจากว่าภาคส่วนนอกสภาจะปรับตัว จะต้องตื่นตัวและต้องต่อสู้ เรียนรู้ ดังนั้น ด้วยบริบทเหล่านี้ ส่งเสริมให้คนที่มีความรู้ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อเป็น ผู้ประกอบการ คำสั่งหรือกฎหมายของ คสช. ขอสไลด์ที่ ๔ ที่ควรจะยกเลิก คือคำสั่งกฎหมาย ที่กำหนดความผิดแก่ผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาล หากไม่ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ทราบข่าวว่าเหตุผลที่ท่านอ้างคือประเทศไทยไม่มีแผนการพัฒนาในระยะยาว แต่ก็ไม่ได้ หมายความว่าจะต้องทอดทิ้งธุรกิจรายย่อย หรือ SMEs นะคะ หากปล่อยสภาวะแวดล้อม เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอาจจะเพิ่มความเสี่ยงกับนักลงทุนค่ะ เพราะเงินงบประมาณสนับสนุน ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ส่งผลให้การใช้งบประมาณเทไปทางธุรกิจขนาดใหญ่ค่ะ ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมไปถึงอาชีพอิสระได้รับงบประมาณสนับสนุน ไม่พอค่ะ เป็นการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สมดุล และหากไม่มีการยกเลิกประกาศ คสช. เหล่านี้ แล้วเกิดเหตุการณ์ที่จำเป็นจะต้องใช้งบประมาณไปแก้ไข หรือสนับสนุนธุรกิจ ที่ไม่ใช่รายใหญ่ จนกระทบกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี รัฐบาลก็ไม่สามารถดำเนินการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือหากดำเนินการ ก็จะไม่ได้แก้ไขปัญหาอะไรเลย นี่จะดูเป็นภาระ งบประมาณไม่น้อยค่ะ บทบาทของรัฐบาลยุคนี้ควรใช้ผ่านกลไกรัฐสภา ผลักดันร่าง พระราชบัญญัตินี้ ให้มีการยกเลิกประกาศและคำสั่งของ คสช. ที่ยังเปรียบเสมือนสารตั้งต้น ของความยากลำบากของพี่น้องประชาชน ในด้านการแสดงออกทางการเมือง รวมไปถึง การที่พวกเขาได้รับส่งเสริมทางธุรกิจที่ยังไม่ใช่ธุรกิจขนาดใหญ่ และให้มีการพัฒนาการดำรงชีพ ของพวกเขาให้มากยิ่งกว่าที่ผ่านมาในช่วงคำสั่งที่มีการบังคับใช้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ