อดิศร ยันกฎหมายต้องมาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่อำนาจเผด็จการ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๗

อดิศร เพียงเกษ หารือถึงความสำคัญของประชาธิปไตยและเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายที่เกิดจากอำนาจรัฐประหารทุกฉบับเพื่อคืนความชอบธรรมให้ระบบกฎหมายไทย

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัด ขอนแก่น วันนี้เป็นวันที่สำคัญครับ เป็นวันที่เราจะทวงคืนเอกราชทางประชาธิปไตย ของพวกเราคืนมา เอกราชในทางประชาธิปไตยก็คือ เราเลือกผู้แทนของพี่น้องประชาชน มาเป็นตัวแทน ๕๐๐ คน ก็มาทำหน้าที่เสนอกฎหมาย อีก ๒๐๐ คน ก็เป็นวุฒิสภาเพื่อจะ บัญญัติกฎหมาย นี่คือระบบออกกฎหมายของประเทศที่เรียกว่า ประเทศประชาธิปไตย ถ้าการออกกฎหมายโดยวิธีอื่น เป็นการออกกฎหมายที่ไม่ใช่วิธีการของประชาธิปไตย บางคน พูดหนักว่า เป็นการออกกฎหมายแบบเผด็จการ บางคนพูดหนักกว่านั้นว่า เป็นการออก กฎหมายของโจราที่ยึดอำนาจของพี่น้องประชาชน ยึดอำนาจนิติบัญญัติไปออกกฎหมาย ผมเป็น สส. มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ จิตวิญญาณของผม ผมอยากให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับ ของนานาอารยประเทศที่ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย คนทั่วโลกเขาจะดูรัฐธรรมนูญ เขาจะดูกฎหมายว่าประเทศนั้น ๆ เป็นอย่างไร ผมไม่อยากให้มีกฎหมายที่เกิดจากอำนาจนอกระบบ หรืออำนาจเผด็จการ หรือโจราธิปไตย ปรากฏอยู่ในระบบกฎหมายของเมืองไทย เคยคิดจะเสนอกฎหมายเพียงมาตราเดียวว่า ให้ยกเลิกกฎหมายใด ๆ ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า คำสั่งคณะปฏิวัติ คณะปฏิรูป หรือคณะอื่นใดที่มา โดยมิชอบในทางนิติบัญญัติ ทางประชาธิปไตย ให้ยกเลิกทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะ คสช. ก่อนหน้านั้น คมช. คนขับแท็กซี่ร้อยเอ็ดบ้านผมแปลว่าอย่างไร ให้ไปถามเขาครับ คมช. ก่อนหน้านั้นมีคำสั่งคณะปฏิรูปของ พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ บางสมัยคำสั่งปฏิวัติ ทำลายรัฐธรรมนูญ สมัย จอมพล ถนอม กิตติขจร ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่มีรัฐธรรมนูญอยู่ ๒ ปีเศษ ๆ ครับ ทำให้ต่างประเทศมองเราว่าเป็นประเทศด้อยพัฒนา เป็นประเทศเผด็จการ กึ่งเผด็จการหรือเปล่า ผมเสียใจอธิบายต่อเพื่อนฝูงที่เป็นชาวต่างประเทศไม่รู้กี่ครั้ง ก็นึกว่า จะเป็นไปด้วยดี ประเทศชาติกำลังเจริญรุ่งเรือง สมัยพรรคไทยรักไทย ขออนุญาตเอ่ยนาม เลือกตั้งครั้งสุดท้ายได้ ๓๗๗ คะแนนจาก ๕๐๐ นายกรัฐมนตรี สมัยที่ ๒ ในขณะนั้น ขออนุญาตเอ่ยนาม ยศเป็นพันตำรวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร กำลังทำหน้าที่ที่พี่น้อง ประชาชนชาวไทยเลือกมาเป็นอันดับหนึ่งพรรคเดียวในการบริหารประเทศ แต่ถูกการรัฐประหาร แล้วก็ออกคำสั่งตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายอื่น ๆ เยอะแยะ ที่ไปจากคำสั่ง ท่านครับ ถ้าเป็นเรื่องโจราอย่างเดียว ผมก็ไม่ติดใจอะไร เพราะว่าเป็นเรื่องสันดานของเขา แต่บังเอิญของเรานิติบัญญัติ บังเอิญตุลาการก็ไปเอากับเขาด้วย ในบทสรุปของทางสภา ค้นคว้ามาดีนะครับ ประกาศและคำสั่งของคณะปฏิวัติรัฐประหารในอดีตที่ผ่านมา ศาลฎีกา มีแนวคำวินิจฉัยว่า ประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหารได้รับการยอมรับเป็นกฎหมาย คำพิพากษาฎีกา ที่ ๑๖๖๒/๐๕ เมื่อคณะปฏิวัติได้ทำการยึดอำนาจปกครองประเทศ ได้ผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมือง ข้อความใดที่หัวหน้า คณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชน ก็ต้องถือว่าเป็นกฎหมาย แม้พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงตรา ออกมาด้วยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร หรือสภานิติบัญญัติของประเทศ ก็ตาม ก็ถือเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในการปกครองในลักษณะเช่นนี้ได้ เป็นไปหมดแล้วนะครับ ถูกยึดอำนาจ ปีนช้างเหยียบปากนกไปหมด แล้วก็ยึดถือเป็นแบบอย่างกันมา วันนี้ผมคิดว่า ไม่สมควรที่จะยกเลิกเฉพาะที่ปรากฏ ๕ ฉบับนี้ครับ ต้องค้นทั้งหมดที่มีคำสั่งที่ผมพูดไป ให้ยกเลิก ให้เปลี่ยนเป็นพระราชบัญญัติ ไปต่างประเทศเราจะได้เดินสง่าผ่าเผย บ้านผมไม่มี คำสั่งคณะปฏิวัติแล้ว มีพระราชบัญญัตินั้น พระราชบัญญัตินี้ ถึงเวลาที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร จะมีความสมานสามัคคีครับ ผมว่ากฎหมายฉบับนี้ ทุกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะทำหน้าที่ เป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เห็นตรงกัน และรัฐบาลชุดนี้ก็ยอมเสนอกฎหมายเรื่องยกเลิก กฎหมายที่เป็นคำสั่งคณะปฏิวัติด้วย ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีครับ ผมไม่อยากให้ระบบการออก กฎหมายมันบิดเบี้ยว ผมไม่อยากให้คนยกมือไหว้คนที่ทำรัฐประหาร สังคมเราต้องตราหน้าว่า คน ๆ นี้ไม่ควรยกมือไหว้ ขึ้นบ้านใหม่ก็ไม่ต้องเชิญ ผ้าป่าสามัคคีก็ไม่ต้องเชิญ แต่ประเทศไทย เรากลับยกย่องคนที่ทำรัฐประหาร แปลกไหมครับ จนทำให้สภาแห่งนี้เสียเวลาต้องมายกเลิก กฎที่ไม่ใช่การออกกฎหมายที่ชอบด้วยกฎหมาย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าหมดเวลา ในการรัฐประหารหรือยัง หมดเวลาที่จะมีคำสั่งคณะรัฐประหารในอนาคตหรือยัง มีบางคน ตอบพูดไปเถอะ ถึงเวลาเขาก็จัดการเอง มันจะเป็นวน ๆ เวียน ๆ ซ้ำซากอย่างนี้ครับ ผมจึงคิดว่าประชาธิปไตย วันนี้เราพูดเรื่องประชาธิปไตยกับเผด็จการมันแตกต่างกันอย่างยิ่ง คำสั่งของคณะปฏิวัติ หรือ คสช. ใด ๆ เขาทำโดยคณะบุคคล ไม่มีสภาสูง ไม่มีสภาต่ำ กลั่นกรอง ไม่มีคณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมโดน คสช. ไปอยู่วัง ๗ วัน ไปอยู่วังทั้งทีไปอยู่วังน้อย อยู่ ๗ วัน ไปอยู่บ้านพักทหาร ทหารทั้งหลายนี้ก็เป็นคนอีสานเกือบทั้งหมด เป็นคนซื้อก้อย ซื้อลาบให้ผมนี่ละ เขาก็ไม่รู้เรื่อง อย่าให้สภาพอย่างนี้มาเลยครับ ผมโดนว่า อย่ามาพูดนะ ผมยึดอำนาจพวกท่านแล้วนะ เดี๋ยวนี้ก็เห็นหน้าเห็นตากันครับ พอเถอะ ลูกหลาน ของครอบครัวทุกครอบครัวมีทหาร ตำรวจ ทั้งนั้นครับ ให้ทำกันคนละหน้าที่ เป็นครูสอนหนังสือ เป็นทนายไปว่าความ เป็นตำรวจจับผู้ร้าย เป็นผู้พิพากษาก็ตัดสินคดีความให้มันถูกต้อง ทุกอย่างจะเป็นครรลองในการพัฒนาประเทศของเรา วันนี้ผมขออาสาเป็นกรรมาธิการ วิสามัญด้วยนะครับ จะได้ยกเลิกกันทั้งหมดเสียที ตั้งแต่ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ โน่น มีบางเว็บไซต์ บอกว่าทำไมสฤษดิ์ต้องมีภรรยามาก ไปอธิบายยกย่องเสียอีก ผมจึงอยากจะพูดอะไรเยอะครับ แต่เห็นเพื่อนสมาชิกทุกพรรค มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็ขอขอบพระคุณ ขอให้คำสั่งของ คณะปฏิวัติ คสช. หรือคณะอื่นใดจงพินาศครับ ขอให้พระราชบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา จงเจริญครับ ขอบคุณครับ