เอกราช เปิดปมชุมชนแออัด ชี้ผู้พิการ-ผู้สูงอายุไร้การดูแล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗

เอกราช อุดมอำนวย อภิปรายญัตติให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด พร้อมทั้งชี้ให้เห็นความเดือดร้อนของกลุ่มเปราะบางที่ถูกละเลยจากรัฐ โดยยกตัวอย่างชีวิตยากลำบากของเยาวชนพิการในครอบครัวยากจน ผู้สูงอายุและผู้พิการที่ขาดการเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างเหมาะสม และเรียกร้องให้รัฐเร่งให้ความช่วยเหลือ รวมถึงทบทวนเส้นความยากจนที่ต่ำเกินจริงและผลกระทบจากนโยบายที่ไม่เท่าเทียม เพื่อให้เกิดการดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างแท้จริง

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมือง จากพรรคก้าวไกลครับ วันนี้ผมในฐานะผู้เสนอญัตตินะครับ ให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด ผมขออภิปราย เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเพื่อนสมาชิกเพื่อที่จะชี้ให้เห็นความสำคัญ และความจำเป็นที่จะต้อง มีการทบทวนแนวทางในการช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะ ในชุมชนแออัด ท่านประธานครับ ตั้งแต่ผมจำความได้ ภาพของชุมชนแออัดในอดีต กับปัจจุบันนี้แทบไม่แตกต่างกันเลย ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ผมเห็นสภาพความเป็นอยู่ และความเดือดร้อนที่เกิดกับพี่น้องประชาชน เป็นภาพที่รู้สึกน่าเศร้าใจ มีผู้ที่เดือดร้อน ที่เราไม่สามารถที่จะช่วยเหลือได้ ทั้งผู้ทุพพลภาพที่ไม่มีญาติคอยดูแล ถูกทิ้งไป ผู้สูงอายุ ที่ทำงานมาทั้งชีวิต ไม่ต่ำกว่า ๓๐ ปี แต่ว่าไม่มีรายได้ยามเกษียณ หรือว่าเด็กและเยาวชน ที่เปรียบได้กับอนาคตของชาติ แต่ว่าพวกเขากลับถูกรัฐเมินเฉย แล้วก็ถูกละเลยไม่ได้รับ การช่วยเหลืออย่างเหมาะสม เพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้เห็นถึงความเป็นอยู่ของประชาชน กลุ่มเปราะบางในชุมชนแออัด ผมขอใช้โอกาสนี้สะท้อนเพื่อให้เห็นชัดขึ้น

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ เยาวชน ท่านนี้นะครับ เป็นผู้ทุพพลภาพที่ตั้งแต่ได้ลืมตา เขาไม่สามารถที่จะสื่อสารได้ และที่สำคัญ เขาไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือพื้นฐานสภาพความเป็นอยู่ ของครอบครัวก็ลำบากมากนะครับ เพราะว่าต้องอยู่ ๒ คนแม่ลูก ก็อาศัยบ้านหลังเก่า ๆ แล้วก็ได้รับมรดกมา บางวันก็คือแม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อมาเลี้ยงดู แต่เป็น ที่น่าเสียใจ ไม่มีหน่วยงานรัฐให้ความสนใจดูแลเลย อย่าลืมว่านอกจากเขาจะเป็นผู้ทุพพลภาพ ที่นอนติดเตียงอยู่แล้ว ก็ยังเป็นเด็กคนหนึ่งที่ต้องการความใส่ใจมากกว่าทั่ว ๆ ไป

เคสต่อมาครับท่านประธาน ในส่วนของคุณตานะครับ ก็คือท่านป่วยด้วยอาการ เส้นเลือดในสมองตีบ ก็ติดเตียงมา ๖ ปีแล้ว ดวงตาก็มองไม่เห็น มีภรรยาดูแล อาศัยอยู่เพียง ๒ คนตายาย แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นก็คือบ้านของพวกเขาที่อยู่ริมคลองนี้ก็กำลังจะถูกไล่รื้อ จากโครงการของรัฐ แล้วก็พื้นฐานทางเศรษฐกิจนี้เขาก็เปราะบางมากครับ ไม่สามารถที่จะมี การเลี้ยงชีพ ประกอบอาชีพใด ๆ ได้ ขายของชำไปวัน ๆ อย่าว่าแต่ผ่อนบ้านเลย แค่จะเอาเงิน มาซื้อของประทังชีวิตในแต่ละวันยังลำบากเลย ในกรณีนี้ผมมองว่ารัฐไม่ได้ให้การช่วยเหลือเลย แต่ว่ายังมีภาระความเครียดจากการที่ต้องโดนไล่รื้ออีกนะครับ

ต่อไปในกรณีของคุณตาอีกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ทุพพลภาพ ลื่นล้ม เส้นเลือด ในสมองตีบ แล้วก็ติดเตียงมาเหมือนกัน ก็อยู่กัน ๒ คน มีเพื่อนบ้านมาช่วยดูแลบ้าง แล้วก็ อยู่เพิงไม้เล็ก ๆ รายได้ก็เก็บผักริมทางรถไฟไปขายบริเวณสถานีดอนเมือง ซึ่งรายได้ไม่มาก และคุณยายก็อายุค่อนข้างมาก สุขภาพก็ไม่แข็งแรง แถมมาโดนสายรถเมล์ไม่มีวิ่งแล้ว การเดินทางเข้าถึงบริการสาธารณะ จะไปหาหมอที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชอีกฝั่งหนึ่ง ก็ลำบากอีก นี่ก็คือปัญหาซ้อนปัญหา

หน้าถัดไปสถานการณ์ของกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ ของรัฐหลาย ๆ โครงการ อย่างบ้านมั่นคง ก็เอามาให้ที่ประชุมได้เห็น มีทั้งผู้ที่ทุพพลภาพ ติดเตียง พิการทางสายตา ผู้ป่วยหลายโรคเลย ท่านประธานครับ ท่านอาจสงสัยว่า ความยากลำบากและความยากจนของประเทศไทยเราวัดกันอย่างไรครับท่านประธาน เพื่อนสมาชิกหลายคนก็เคยอภิปรายไปแล้ว แต่ผมก็อยากจะขีดเส้นใต้ระหว่างบรรทัด เพื่อให้เพื่อนสมาชิก ท่านประธานได้เห็นครับว่า ความยากจนของประเทศไทยปี ๒๕๖๕ ประมาณ ๓,๐๐๐ บาท หรือประมาณ ๑๐๐ บาทต่อวันเท่านั้น แล้วก็เส้นความยากจนนี้เอง เป็นตัวชี้วัดสำหรับการมีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพในประเทศนั้น ๆ ซึ่ง ๓,๐๐๐ บาท จะไปพอได้อย่างไรครับ แล้วก็ถ้ารายได้เฉลี่ย ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน เหนือไปกว่านี้แล้ว เขาบอกไม่ใช่คนจนแล้ว สามารถดำรงชีพในเขตเมืองได้ แต่เอาแท้จริงแล้วเลขมันไปไกลกว่านั้น ผมเข้าใจว่ามันเป็นตัวเลขการวัดตามหลักขององค์กรอย่างธนาคารโลก เพราะฉะนั้น ผมชวนมาดูผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าตัวเลขดังกล่าว เอาเป็นว่าเป็นที่น่าตกใจยังมีประชากร ราวประมาณ ร้อยละ ๕.๕ หรือประมาณ ๓.๘ ล้านคนที่มีรายได้ต่ำกว่า ๑๐๐ บาทต่อวัน แล้วก็ประชากร ๑๐,๐๐๐ คน มีรายได้เพียง ๒๙ บาทต่อวัน คือไม่ถึง ๙๐๐ บาทต่อเดือนเท่านั้น ท่านประธานครับ แล้วยังน่าห่วงกว่านั้นคือในกรุงเทพมหานครนี้ครับ เมืองหลวงของเรา เส้นความยากจนนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศที่อยู่ประมาณ ๓,๓๐๐ บาท หรือ ๑๑๐ บาท ต่อเดือน ฉะนั้นคนกลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุด ๑๐,๐๐๐ คน จะสามารถดำรงชีพในเมืองหลวงได้แค่ ๘ วัน แต่ผมขอให้ท่านประธานเข้าใจว่า บางทีคนที่ไม่มีรายได้อยู่ที่ต่างจังหวัด ยังหาผัก หาปลา มีธรรมชาติดำรงชีพ ในกรุงเทพมหานครล่ะ ไม่มีนะครับ จะไปตกปลาในริมคลอง หรือครับ จะไปปลูกผัก มีพื้นที่ที่ไหนล่ะครับ ทหารเอาไปก็ครึ่งหนึ่งแล้ว คราวนี้ครับ ท่านประธาน ไม่เพียงแค่เรื่องของเงินที่เป็นตัวชี้วัดนิยามความยากจน เรายังมีเรื่องของ ความขาดแคลน ขัดสน ในโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรในการดำรงชีพที่ไม่สามารถเข้าถึง บริการพื้นฐานและความช่วยเหลือของรัฐได้อย่างเท่าเทียม ผมชวนดูสถานการณ์คุณภาพ ชีวิตที่เป็นรายงานของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในการศึกษาของไทย ปี ๒๕๖๕ เยาวชนหลุดออกไปจากการศึกษา ๒.๘ แสนคน นั่นชี้ให้เห็นถึงความจนในโอกาส ที่จะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานครับท่านประธาน ส่วนด้านสุขภาพก็พบว่ามีผู้ป่วยซึมเศร้า และผู้ที่ประสบภาวะเครียด และแนวโน้มผู้ที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูงขึ้นเช่นกัน อีกทั้ง กลุ่มชุมชนแออัดนี้นะครับ เรายังขาดโอกาสในการเข้าถึงการรักษาสุขภาพและความจำเป็นที่ต้องใช้ทุนทรัพย์ในการรักษา เอาแค่พยุงตัวเองไปโรงพยาบาล ไปอย่างไรครับ ต้องเรียกรถแน่นอน ถ้าสมมุติ เป็น Wheelchair ใช่ไหมครับ เรียกแท็กซี่ไปครั้งหนึ่งจากบ้านไปโรงพยาบาล จะพึ่งบริการ สาธารณะก็คงไม่ได้อำนวยความสะดวกขนาดนั้น แนวโน้มของผู้ที่ยากไร้ที่จะประสบปัญหา กลายเป็นคนไร้บ้านในอนาคตสูงขึ้นมากครับท่านประธาน ผมกังวลจริง ๆ นะครับว่า หากยังไม่มีการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัด อนาคตผมจะต้องตั้งญัตติเพื่อแก้ไขปัญหาคนไร้บ้าน ที่เพิ่มสูงขึ้นแทน จากเหตุการณ์ที่ผมได้ยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้ดู ผมชวนดูตัวชี้วัด การเป็นคนจนโดยสำนักงาน สศช. ๔ ด้านด้วยกันครับท่านประธาน ด้านการศึกษา ภาคบังคับ นโยบายที่จะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายก็ยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมก็ยังคงสูงอยู่ ในชุมชน แออัดเรามีเยาวชนที่ไม่ได้อยู่กับผู้ปกครอง ที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้เพราะไม่มี กำลังทรัพย์นะครับ สุขภาพใช่ไหมครับ ชีวิต ชุมชน อย่างริมคลองนี้เข้าไม่ถึงสาธารณูปโภค ที่มีคุณภาพแน่นอน น้ำสะอาดเลยครับ ง่ายที่สุดเลย แต่กลับเข้าถึงยาก ส่งผลโดยตรงกับ ประชาชนชุมชนริมคลองที่ไม่สามารถที่จะบริโภคได้ ลองคิดถึงแค่ต้องไปซื้อน้ำรับประทาน เดือนหนึ่งเท่าไรแล้ว แล้วด้วยปัจจัยทุนทรัพย์ที่ไม่เพียงพอในการดำรงชีพนี้เอง ไม่สามารถ ที่จะเข้าถึงโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพได้ ความเป็นอยู่ก็ยังพบเรื่องของระบบการจัดการขยะ ที่ไม่ดีอีก มีอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน ทั้งกลิ่น สารปนเปื้อนต่าง ๆ ลองเดิน ไปดูได้ครับ ปัจจัยต่อมาพบว่าชุมชนแออัดยังคงอาศัยอยู่ในที่อยู่อาศัยที่สภาพโดยรวมไม่มั่นคง และเป็นอันตราย ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย เพราะฉะนั้นปัจจัยที่สำนักงานเศรษฐกิจได้พูดถึง ก็คือปัจจัยทางด้านการเงิน ซึ่งสไลด์ก่อนหน้านี้ก็น่าจะพอบรรยายได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็ อีกปัญหาหนึ่งก็คือเรื่องของสิทธิแรงงาน เพราะว่าแรงงานนอกระบบก็ไม่ได้ถูกคุ้มครอง อย่างเป็นธรรมถูกไหม ผมชวนดูความยากจนในระดับภาคขึ้นไปครับท่านประธาน หากพิจารณาความยากจนปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ แม้ว่าจะพบสัดส่วนคนจนในภูมิภาค ปรับลดลง แต่ กทม. เองกลับเพิ่มขึ้นร้อยละ ๐.๕๗ เป็นร้อยละ ๑.๓๗ กล่าวได้ว่าจากเดิม ประชากร ๒๐๐ คน พบคนจน ๑ คน ตอนนี้เพิ่มเป็น ๓ คนแล้วครับท่านประธาน ทั้งหมดนี้ เป็นผลมาจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นนะครับ ครัวเรือนมีรายได้ลดลง ความยากจนก็เพิ่มขึ้น ผมไม่มั่นใจนะครับว่ากรุงเทพมหานครเองจะเป็นเขตปกครองพิเศษ ความยากลำบาก ของ กทม. ก็เลยต้องพิเศษกว่าที่อื่นหรือไม่ ผมชวนดูอย่างนี้ ใน กทม. เองมีชุมชนแออัด ๖๔๑ ชุมชน ซึ่งทั้งหมดมี ๑๔๖,๐๐๐ ครัวเรือน และประชากรกว่า ๕๘๐,๐๐๐ คน ผลสำรวจว่าส่วนหนึ่งที่ผู้อาศัยในชุมชนแออัดเป็นประชากรแฝงเข้ามาทำงานในเมืองหลวงด้วย แล้วก็ในแง่หนึ่งพวกเขาเองก็เป็นฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ กทม. แล้วก็ สร้างกรุงเทพมหานครอย่างแท้จริง จากรายงานความเหลื่อมล้ำนะครับ เส้นความยากจน ที่ผมได้กล่าวไปแล้ว แต่ครอบครัวของเยาวชนที่ยากจนใน กทม. เฉลี่ยนะครับ คนอื่นเขา ๓,๐๐๐ แต่ถ้าเจาะไปนี้คนกรุงเทพมหานคร ๒,๐๐๐ เท่านั้นเองครับ เยาวชนที่อยู่ในชุมชน แออัดก็หลุดจากสภาพคล่องพวกนี้ละครับ แล้วก็รายได้ของกลุ่มที่ยากจนพิเศษปรับลดลง เหลือ ๓๔ บาทต่อวันเท่านั้น ที่น่าห่วงที่สุดก็คือ ๑ ใน ๑๐ ของคนนั้นมีโอกาสที่จะเข้าสู่ การศึกษาในระดับอุดมศึกษา โดยที่ผมบอกว่าความลำบากของเยาวชนในกรุงเทพมหานครนั้น พิเศษกว่าที่อื่นก็เพราะที่ได้กล่าวไปนี้นะครับ ผมชวนดูสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษาครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นเมืองใหญ่ที่สะสมความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร โรงเรียนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก พบปัญหาที่เยาวชนขาดแคลน ทรัพยากรทางการศึกษา ทุกท่านอาจคิดว่าเมืองหลวงจะได้รับอุปกรณ์การศึกษาและปัจจัยพื้นฐานเข้าถึงง่าย แต่เชื่อไหมครับว่ามีข้อมูลว่าร้อยละ ๔ ของเด็กยากจนพิเศษต้องใช้น้ำบาดาลร้อยละ ๕๙ ยังไม่มีโทรทัศน์ใช้นะครับ และที่น่าตกใจก็คือในยุคโลกาภิวัตน์ที่โลกกำลังเข้าสู่สังคมออนไลน์ เด็กยากจนพิเศษเพียง ๗ คนทั้งหมดที่มีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่พร้อมใช้ ผมกังวลว่า คุณภาพการเติบโตของเยาวชน ผู้ที่จะเป็นแรงงานและอนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร และสไลด์ถัดไปครับท่านประธาน ผมขอพูดถึงสิ่งที่เราต้องเจอครับ ก็คือว่ารัฐช่วยเหลือ อะไรกันบ้าง แนวโน้มของการอุดหนุน เบี้ยยังชีพก็ค่อนข้างตกใจ แล้วก็สถานการณ์ ทางเศรษฐกิจก็มีค่าครองชีพที่สูงขึ้น เมื่อย้อนกลับมา รัฐกลับอุดหนุน มูลค่าในการอุดหนุนนี้ มันลดลงเพราะอะไร เบี้ยผู้สูงอายุ ๖๐๐ บาทต่อเดือนขึ้นเป็นบันได ก็มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ แล้วค่าครองชีพตอนนี้เท่าไร เงินเฟ้อเท่าไรครับ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดก็ ๖๐๐ บาท มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ หรือคนพิการเองก็ได้รับ ๘๐๐ บาทมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ แล้วครับ ท่านประธาน ลองคิดดูเล่น ๆ นะครับว่า ครอบครัวหนึ่งมีตายายอายุ ๖๐ ปี พิการทั้งคู่ หาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ มีรายได้เพียง ๒,๘๐๐ บาท ยังไม่ถึงรายได้ขั้นต่ำของเส้นความยากจน เลยครับ และหากมองความเป็นจริง ๒,๘๐๐ บาทนี้ค่าไฟที่แพงอยู่ในรัฐบาลนี้ก็เอาไป ครึ่งหนึ่งแล้วครับ จะเอาเงินที่ไหนกิน ฉะนั้นผมขอเสนอวิธีการแก้ปัญหาไว้คร่าว ๆ ครับ ท่านประธาน ก่อนที่จะให้กรรมาธิการได้ช่วยนำข้อมูลต่าง ๆ ไปดูแล ทำข้อมูลมากขึ้นนะครับ สิ่งที่จำเป็นมากก็คือ Policy Package เพื่อแก้ปัญหาความยากจนให้ครอบคลุม เช่น การสร้างหลักประกันรายได้ และการส่งเสริมการออม เรื่องทักษะการเงิน การเรียนรู้ ตลอดชีวิต เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ในส่วนต่อมาครับ เราต้องการพัฒนาระบบ ข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าประชาชนไม่น้อยตกหล่น ไม่ถูกรัฐ สำรวจเลย ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่หน่วยงานจะประเมินอย่างถูกต้อง เราจึงจำเป็นต้องพัฒนา ส่วนดังกล่าว ออกแบบทิศทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และออกแบบนโยบายที่เหมาะสม ตอบโจทย์อย่างแท้จริง ผมเชื่อว่าการมีฐานข้อมูลจะช่วยตอบโจทย์ในเรื่องนโยบายให้เห็นภาพ อย่างที่ผมยกตัวอย่างการเก็บข้อมูลมีส่วนสำคัญที่จะโยงกัน แล้วก็แก้ปัญหาทั้งอายุ อาชีพ รายได้ เงินฝาก หนี้ในระบบ นอกระบบ ที่อยู่อาศัย แล้วก็มาประกบกันเป็นฐานข้อมูล ที่จะวิเคราะห์ได้ว่าเราควรจะจัดสวัสดิการแบบไหน และแนวทางช่วยเหลืออย่างไร และที่สำคัญจะได้รู้ว่าครอบครัวไหนคือครอบครัวที่วิกฤติจริง ๆ ครอบครัวหนึ่งมีผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ว่างงาน เป็นหนี้นอกระบบ หรือมีอาชีพอิสระ มีเด็กแรกเกิด มีผู้พิการ ก็สามารถ ช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด บูรณาการได้อย่างถูกต้อง ท่านประธานครับ ประเทศไทยเรา ก็ยังให้สวัสดิการโดยการลงทะเบียนอยู่ ผมชวนดูในการใช้ข้อมูลที่ผ่านการลงทะเบียน ของต่างประเทศครับ เขาบูรณาการอย่างไรบ้างที่ชิลี เขาลงทะเบียนโดยเพียงแค่ใช้ เลขบัตรประชาชน ซึ่งเชื่อมโยงได้กว่า ๔๐ แห่ง ข้อมูลทั้งหมดจะไปวิเคราะห์แต่ละครัวเรือน เพื่อออกแบบสวัสดิการให้เหมาะสมกับครัวเรือนนั้น ๆ แล้วก็การติดตามแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ พัฒนาการเด็ก ตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึง ๔ ขวบที่ตุรกีครับท่านประธาน เขาลงทะเบียน ทำผ่านกระทรวง ซึ่งมีสำนักงานในทุกท้องถิ่น หน่วยงานจะเข้าไปสำรวจครัวเรือนด้วยตนเอง โดยจะไม่แจ้งล่วงหน้าโดยสำรวจทั้งคุณภาพ ที่อยู่อาศัย ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภค แล้วก็ นำข้อมูลมาจัดสวัสดิการ เหมือนคล้าย ๆ กันกับชิลี แต่เมื่อมองกลับมาที่ไทยครับ ผมเห็นฐานข้อมูลที่ค่อนข้างน่ากังวลครับ จะรับสวัสดิการทั้งทีต้องลงทะเบียนไม่รู้กี่หน่วยงาน ออกแบบที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการนะครับ จริง ๆ แล้วเพราะไม่มีการตรวจสอบ ความต้องการแต่ละครัวเรือนจริง ๆ ในแง่งบประมาณว่าจะทำอย่างไรให้ครอบคลุม และตอบโจทย์ ฉะนั้นการแก้ปัญหาเรื่องข้อมูลก็คิดว่าสำคัญเช่นกัน

ท่านประธานครับ สุดท้ายผมฝากไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ในขณะที่เรา กำลังนั่งประชุมอยู่ตรงนี้ ยังมีพี่น้องประชาชนอีกจำนวนมากที่ต้องเอาตัวรอด แม้เราจะมี คำพูดติดปากของผู้ที่มีรายได้น้อยว่าต้องทำงานหาเงินใช้แบบเดือนชนเดือน แต่พวกเขากลุ่มนี้ คิดเพียงแค่ว่ามื้อต่อไปจะมีอะไรกิน พรุ่งนี้จะโดนตัดน้ำตัดไฟหรือยัง สัปดาห์หน้าหมอนัด จะเอาเงินที่ไหนนั่งรถไปโรงพยาบาล อย่าว่าแต่เดือนชนเดือนเลยครับท่านประธาน แค่เอาตัวรอดแบบวันเดียวก็ไม่รู้จะผ่านไปได้หรือไม่ ฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ต้องให้ความสำคัญ กับสิทธิขั้นพื้นฐาน แล้วก็ให้ความสำคัญกับผู้เปราะบาง โดยเฉพาะที่อยู่ในชุมชนแออัด ขอบพระคุณท่านประธานครับ