นิยม วิวรรธนดิฐกุล ชี้แจงเหตุผลที่ไม่สามารถแยกกัญชงออกจากกัญชาในกฎหมายได้ เนื่องจากเป็นพืชชนิดเดียวกันในทางวิทยาศาสตร์และมีข้อผูกพันตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ พร้อมเสนอให้ควบคุมตามสารออกฤทธิ์แทนการแยกชื่อพืช
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์นิยม วิวรรธนดิฐกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ก็อย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขนะครับ ท่านคุณหมอ ทศพร เสรีรักษ์ ได้กล่าวไปแล้วในเรื่องของการแยกกัญชงออกจากกฎหมายกัญชา ซึ่งเพื่อนสมาชิก ของเราได้ยื่นเป็นญัตติเข้ามานะครับ และทางคณะกรรมาธิการสาธารณสุขก็ได้พิจารณาแล้ว พร้อมกับเชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาให้ความคิดเห็นนะครับ โดยสรุปก็คือเราไม่สามารถ ที่จะแยกกัญชงออกจากกฎหมายกัญชาได้ ที่จริงประวัติของกัญชงมันเป็นศัพท์ที่มีใช้เฉพาะ ในประเทศไทยเท่านั้น มันไม่มีปรากฏอยู่ในหนังสือของกรมป่าไม้เลย ไม่ว่าหนังสือของ กรมป่าไม้ในปี ๒๔๙๑ ปี ๒๔๙๘ ปี ๒๕๐๓ จะมีเพียงชื่อของกัญชาเท่านั้น ก็คือ Cannabis Sativa L. ปรากฏอยู่ในหนังสือเหล่านี้เท่านั้น จึงสันนิษฐานว่าน่าจะมาจากหน่วยงาน ที่เรียกว่า ป.ป.ส. ในช่วงระหว่างปี ๒๕๒๖-๒๕๓๘ เพื่อใช้แยกพืชที่ปลูกโดยพี่น้องชาติพันธุ์ม้ง ที่ปลูกบนภูเขา และใช้เส้นใยในการทอผ้า ก็เลยเรียกว่ากัญชง ส่วนพืชเสพติดที่ปลูกตามพื้นราบ ก็เรียกว่ากัญชานะครับ ในปัจจุบันเราก็เลยเรียกกัญชงและกัญชานะครับ กัญชงในประเทศไทย จะเรียกว่า Hemp ส่วนกัญชาเรียกว่า Marijuana แต่ทั่วโลกคำว่า Hemp ก็คือกัญชา เพราะว่าที่อื่นไม่มีกัญชง มีแต่ในประเทศไทยที่บัญญัติคำว่ากัญชงขึ้นมา ก็ดังที่ได้ทราบนะครับ ประเทศไทยก็เป็นภาคีหนึ่งของอนุสัญญาเดี่ยว และพิธีสารแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องของยาเสพติด ให้โทษนะครับ คือในอนุสัญญาเดี่ยวแล้วก็พิธีสารที่แก้ไขดังกล่าวก็จะระบุชัดเจนว่า ต้นกัญชาหมายถึงพืชใด ๆ ในตระกูลกัญชา และกัญชานี้หมายถึงยอด ดอก หรือผล ของต้นกัญชาที่ยังไม่ได้สกัดเอายางไม้ออก ทั้งนี้ไม่ว่าจะใช้ชื่อเรียกอย่างไรก็ตาม อันนี้ก็คือ เป็นที่ระบุชัดเจนอยู่ในอนุสัญญานะครับ ดังนั้นการแยกกัญชง กัญชา ก็อย่างที่ท่านประธาน นายแพทย์ทศพรได้กล่าวถึง เราต้องแยกโดยสารสำคัญ Cannabidiol ๒ ตัว ก็คือ THC กับ CBD ก็แล้วกันนะครับ ซึ่งก็ได้ทราบแล้วว่าถ้าเป็นกัญชา THC จะมากกว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ CBD น้อยกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเป็นกัญชงก็คือ THC น้อยกว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ CBD มากกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสารสำคัญ ๒ อย่างก็มีผลต่อร่างกายเรา ก็คือถ้าเป็น THC มันจะเป็นสารที่มีผลต่อจิตประสาทของเราทั้งอารมณ์ ความจำ ความรู้สึก มีอาการหลอน ส่วน CBD มันจะไม่มีผลต่อจิตประสาท จะมีผลในการลดอาการปวด ลดอาการอักเสบ ลดอาการชักเกร็ง ลดความกังวล ซึ่งก็จะตรงข้ามกันนะครับ ที่เราได้เชิญสำนักงานหน่วยงาน ที่เข้ามาให้ชี้แจง แล้วก็ให้ข้อมูลนะครับ ก็มีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ยาเสพติด ป.ป.ส. นะครับ ซึ่งทางสำนักงานก็ได้มาชี้แจง เพราะว่าจริง ๆ แล้ว ป.ป.ส. ก็จะเป็นหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายเท่านั้นเองนะครับ ในเรื่องของการแยกกัญชง กัญชา ทางหน่วยงาน ป.ป.ส. ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลนะครับ หน่วยงานที่ ๒ ก็คือคณะกรรมการอาหารและยา อย. นี้นะครับ ก็ระบุชัดเจนว่าไม่ควรแยก เพราะเกี่ยวกับการดูแล การบังคับใช้กฎหมายก็จะยากขึ้นนะครับ เพราะกัญชง กัญชา มันอันเดียวกันนะครับ ส่วนกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ซึ่งให้ข้อมูลค่อนข้างเยอะนะครับ ก็ชี้แจงว่าไม่จำเป็นต้องแยก แต่ต้องกำกับดูแลควบคุมให้เหมาะสม การตรวจ THC และ CBD ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะเป็นผู้ทำก็จะมีการตรวจเบื้องต้นได้ โดยใช้ THC Kit ก็เป็นลักษณะการตรวจเหมือน Strip ที่เราตรวจหาโควิดนั่นล่ะ มี ๑ แถบ ๒ แถบอะไรอย่างนี้ อันนี้ก็เป็นการตรวจเบื้องต้นเท่านั้นสำหรับการตรวจพืช แต่ว่าเมื่อเรานำพืชมานี้ ก็คือนำกัญชง หรือกัญชามา เราต้องเอามาสกัดก่อนเราถึงจะตรวจได้นะครับ อันนี้ก็เป็นเพียงการตรวจ เบื้องต้นนะครับ ส่วนในน้ำมันกัญชาหรือว่าสารสกัดนี้เราก็จะมีลักษณะการตรวจก็คือ เขาเรียกว่า Test กัน ซึ่งทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นนะครับ แต่หลังจากนั้นแล้วเวลาเราจะให้มีความชัดเจนเฉพาะ Quick Test หรือว่า Test แบบปัจจุบันทันด่วน มันใช้ไม่ได้นะครับ มันจะต้องยืนยันด้วยการทำในห้องแล็บอีกทีหนึ่ง ซึ่งก็เรียกว่าใช้วิธีการโครมาโทกราฟี ซึ่งจะยุ่งยากแล้วก็ใช้เวลา และนอกจากนั้นก็สิ้นเปลือง ค่าใช้จ่าย ซึ่งก็สามารถทำได้ในศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทั่วประเทศนะครับ ดังนั้น ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ให้ข้อมูลมานี้ก็คือตรวจได้ แต่ว่าลักษณะของการตรวจก็คือ ค่อนข้างจะต้องใช้ในห้องแล็บแล้วก็มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างจะสูง อีกหน่วยงานหนึ่งก็คือ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก อันนี้ก็เช่นเดียวกัน ก็ได้มาชี้แจงให้กับ พวกเรานะครับ ซึ่งโดยข้อสรุปก็คือไม่สามารถที่จะแยกออกจากกันได้ เพราะจริง ๆ แล้วกัญชง กัญชา มันเป็นพืชสปีชีส์หรือสกุลเดียวกัน ก็คือ Cannabis Sativa แต่ว่าลักษณะภายนอก ไม่สามารถที่จะแยกด้วยกายภาพได้ การแยกต้องแยกด้วยสารอย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วก็คือ Cannabinoid ตัวสำคัญ THC กับ CBD เท่านั้นนะครับ แล้วกัญชง กัญชา เมื่อมันเป็นพืช ตระกูลเดียวกัน แล้วเป็นพืชชนิดเดียวกัน เวลาปลูกมันสามารถที่จะกลายเพิ่มสาร THC ซึ่งเป็นสารที่มีผลต่อจิตประสาทได้ เช่น เรานำต้นกัญชงจากบนภูเขาลงมาปลูกบนพื้นที่ราบ THC นี้ก็จะสูงขึ้น อาจจะมากกว่า ๑ มันก็กลายเป็นกัญชาไปใช่ไหมครับ เพราะว่าต้นกัญชง กัญชา มันเป็นพืชที่ขึ้นกับแสงสว่างหรือแสงแดด อุณหภูมิ แล้วก็สภาพแวดล้อมนะครับ แล้วปัจจุบันกัญชง กัญชา มันผสมพันธุ์กันได้เป็นพันเป็นหมื่นสายพันธุ์นะครับ คือข้าม สายพันธุ์กันไปหมดแล้วนะครับ โดยเฉพาะในทางการค้าก็สามารถจะนำมาผสมพันธุ์กัน จนกลายพันธุ์กันไปหมด ทำให้แยกยากว่าอันไหนจะมีลักษณะกัญชงหรือกัญชานะครับ เมื่อเป็นดังนี้เราก็จะวิเคราะห์ยากดังได้กล่าวไว้แล้ว ถ้าจะทำก็คือต้องไปแยกในห้องปฏิบัติการ ก็คือดู THC ว่ามีปริมาณมากน้อยแค่ไหน ซึ่งใช้ในห้องแล็บ โครมาโทกราฟีสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ค่อนข้างมาก และใช้เวลานะครับ ทำให้ไม่สามารถจะดำเนินคดีได้ง่าย เพราะต้องผ่าน ห้องปฏิบัติการหรือห้องแล็บก่อนนะครับ อาจจะมีการแอบอ้างปลูกกัญชา แต่บอกว่าเป็นกัญชง แล้วก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดหลีกเลี่ยงกฎหมาย เป็นช่องทางของเจ้าหน้าที่ที่จะแสวงหา ผลประโยชน์ได้ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทางหน่วยงานทั้ง ๔ หน่วยงานได้มาชี้แจงให้กับ ทางคณะกรรมาธิการนะครับ จริง ๆ แล้วเราดูในจุดประสงค์ของท่านที่ได้ยื่นญัตติ ก็คงจะมีความกังวลว่าจะใช้ประโยชน์ จากกัญชงในเชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรมอย่างไรได้ง่ายขึ้นนะครับ เช่น จะนำมาเป็นสิ่งทอ เป็นกระดาษ เอาเมล็ดมาสกัดเป็นน้ำมัน เป็นอาหารเสริม ผสมกับเครื่องสำอาง หรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ ก็คงจะเป็นความกังวล จริง ๆ แล้วไม่มีความกังวล ถึงแม้กัญชง กัญชา จะอยู่ในพระราชบัญญัติหรือว่ากฎหมายเดียวกัน ไม่ได้แยกกันนี้นะครับ เพราะจริง ๆ แล้ว ในอนุสัญญาเดี่ยวเราก็ได้ระบุไว้แล้วว่ากัญชาคือช่อดอกเท่านั้นนะครับ แล้วก็ในอนุสัญญาเดี่ยว ก็ระบุว่าไม่นำไปบังคับแก่การเพาะปลูกต้นกัญชาเพื่อการอุตสาหกรรม ไม่ว่าเส้นใยหรือเมล็ด หรือเพื่อความมุ่งหมายเป็นต้นไม้ประดับก็ไม่สามารถนำไปบังคับได้ อันนี้ในอนุสัญญาเดี่ยว ส่วนในประเทศไทยวันนี้เราก็ต้องยอมรับว่าเรายังเป็นช่องว่างอยู่ เราไม่มีพระราชบัญญัติ ไม่มีกฎหมายเฉพาะ เพราะว่าถ้าใครที่อยู่ในสภาสมัยที่แล้วเราก็ได้ทำพระราชบัญญัติกัญชง กัญชา แต่ปรากฏว่าทำไม่เสร็จ ก็เลยเหลือแต่ประกาศของกระทรวงสาธารณสุขที่ใช้บังคับอยู่ ซึ่งในอนาคตก็ยังไม่รู้ว่าจะทำเป็นพระราชบัญญัติหรือกลับไปเป็นยาเสพติดเหมือนเดิม แต่ในวันนี้ก็ไม่ต้องมีความกังวลนะครับ เพราะไม่ว่ากฎหมายจะออกมาในรูปแบบไหน เราดูแนวโน้มแล้ว สุดท้ายก็จะคุมแต่ช่อดอก เช่นเดียวกับประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ก็ให้ส่วนของช่อดอกเป็นสมุนไพรควบคุม ดังนั้นก็คิดว่าในเรื่องของกัญชง กัญชา ที่ชี้แจงก็คงจะมีประมาณเท่านี้ กราบขอบพระคุณครับ ขอบคุณครับ