สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗

ทศพร เสรีรักษ์ รายงานผลการพิจารณาเรื่องการแยกกัญชงออกจากกฎหมายว่าด้วยกัญชา และการควบคุมการใช้พืชกระท่อม โดยเสนอรายงานผลการพิจารณาและขอความเห็นชอบ โดยเน้นย้ำถึงผลบังคับใช้ของพระราชบัญญัติ พืชกระท่อม พ.ศ. 2565 และขอเสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ

นายทศพร เสรีรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายทศพร เสรีรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร กระผมขออนุญาตเสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแยกกัญชงออกจากกฎหมายว่าด้วยกัญชา และการควบคุมการใช้พืชกระท่อมต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาดังต่อไปนี้

ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๖ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่สอง) วันพฤหัสบดีที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขพิจารณาญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแยกกัญชง ออกจากกฎหมายว่าด้วยกัญชา และการควบคุมการใช้พืชกระท่อม ซึ่งคณะกรรมาธิการ การสาธารณสุขได้มีการพิจารณาศึกษา โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เสนอญัตติ มาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และชี้แจงแสดงความคิดเห็นจำนวน ๓ ครั้ง รวมทั้งคณะกรรมาธิการ ได้มีหนังสือขอข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา จำนวน ๔ หน่วยงาน ได้แก่ ๑. กรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ๒. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ๓. สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด และ ๔. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

นอกจากนี้ยังได้พิจารณาข้อมูลที่ได้จากการเดินทางไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับ การศึกษา วิจัย และพัฒนา การนำกัญชามาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์อย่างเป็นระบบ ซึ่งจากการพิจารณาศึกษาสามารถสรุปผลได้ ดังนี้ การพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ สามารถแยกได้เป็น ๒ ประเด็นคือ

๑. ควรแยกกัญชงออกจากกฎหมายว่าด้วยกัญชาหรือไม่ และ ๒. การควบคุม การใช้พืชกระท่อม ซึ่งประเด็นแรกได้ข้อสรุปว่า ไม่ควรแยกกัญชงออกจากกฎหมายว่าด้วยกัญชา ด้วยเหตุผลดังนี้ ๑. กัญชาและกัญชงไม่สามารถแยกทางกายภาพด้วยตาเปล่าได้ ต้องแยกด้วย ปริมาณสาร Tetrahydrocannabinol : THC และ Cannabidiol : CBD โดยกัญชามีสาร THC เกินร้อยละ ๑ และมีสาร CBD ไม่เกินร้อยละ ๒ ส่วนกัญชงมีสาร THC น้อยกว่าร้อยละ ๑ และมีสาร CBD มากกว่าร้อยละ ๒ ซึ่งการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญนี้ต้องทำ ในห้องปฏิบัติการ ๒. กัญชาและกัญชงมีต้นกำเนิดจากพืชชนิดเดียวกันสปีชีส์เดียวกัน มีชื่อทางพฤกษศาสตร์เดียวกัน คือ Cannabis Sativa L. ผสมกันได้ และมีความแตกต่างกันได้ แม้แต่สายพันธุ์เดียวกัน ปริมาณสาร THC และ CBD ก็ต่างกัน ขึ้นกับปัจจัยแวดล้อม เช่น ภูมิอากาศ ความสูงของพื้นที่ ความชื้น อุณหภูมิ แสงแดด คำว่า กัญชง เป็นคำศัพท์ที่ใช้เฉพาะ ในประเทศไทย คำว่า Hemp ทั่วโลกหมายถึงกัญชา ส่วนประเทศไทย Hemp หมายถึง กัญชง ซึ่งก็คือกัญชานั่นเอง ๓. ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาเดี่ยว ว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ. ๑๙๖๑ และพิธีสารแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญาเดี่ยว ว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ. ๑๙๗๒ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกัญชา โดยระบุว่าต้นกัญชา หมายความว่า พืชใด ๆ ในตระกูลกัญชา ประเทศไทยจึงต้องบัญญัติกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว ๔. การไม่แยกกัญชง และกัญชาออกจากกัน ทำให้มาตรการในการกำกับดูแล การควบคุม การอนุญาต และการบังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจน มีประสิทธิภาพ และง่ายต่อการปฏิบัติ

ส่วนประเด็นที่ ๒ เรื่องการควบคุมการใช้พืชกระท่อม เนื่องจากมีพระราชบัญญัติ พืชกระท่อม พ.ศ. ๒๕๖๕ ออกมาบังคับใช้แล้ว โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๕ ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมในเรื่องการกำกับดูแล การขาย การโฆษณา การบริโภค และการกำหนด โทษต่าง ๆ รวมทั้งการคุ้มครองบุคคล ซึ่งอาจได้รับอันตรายจากการบริโภคใบกระท่อม และการป้องกันการใช้ใบกระท่อมในทางที่ผิด ดังนั้นการควบคุมการใช้พืชกระท่อม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข จึงขอเสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแยกกัญชง ออกจากกฎหมายว่าด้วยกัญชา และการควบคุมการใช้พืชกระท่อม ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยมีรายละเอียดปรากฏตามรายงานการศึกษาของ คณะกรรมาธิการ ที่ได้แจกจ่ายให้กับสมาชิกทุกท่านเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้จะขออนุญาต ท่านประธานให้กรรมาธิการ ๒ ท่าน คือ คุณหมอนิยม วิวรรธนดิฐกุล กรรมาธิการที่ปรึกษา ได้นำเสนอข้อคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คุณหมออลงกต มณีกาศ รองประธาน คณะกรรมาธิการ คนที่สาม ได้นำเสนอข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการที่มีต่อหน่วยงานต่าง ๆ ขอบคุณครับ