วรวุฒิ ชี้ข้อสังเกตกฎหมายเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งใน พ.ร.ป. พรรคการเมือง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗

วรวุฒิ บุตรมาตร ชี้ข้อสังเกตทางกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดกรอบเวลาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งใน พ.ร.ป. พรรคการเมือง โดยอ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรมว่า การไม่ระบุระยะเวลาทำให้ขาดความชัดเจน และเสนอให้จำกัดไว้ที่ 5 ปี เพื่อความมั่นคงทางนิติฐานะ

นายวรวุฒิ บุตรมาตร กรรมาธิการ

สวัสดีครับ กระผมขอเรียนอย่างนี้ครับ คือว่าเมื่อครู่ใหญ่นี้มีทางท่านสมาชิกได้สอบถามเรื่องที่ว่า เพราะเหตุใดในร่างรายงานฉบับนี้ จึงยังมีการคงโทษการยุบพรรคเก็บไว้อยู่ใช่ไหมครับ ซึ่งผมก็ต้องชี้แจงว่าโดยแท้จริงแล้ว เรื่องการยุบพรรคนี้เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยกันในการทำรายงาน คือค่อนข้างมากใช่ไหมครับ แต่เนื่องจากว่าภายใต้ข้อจำกัดก็คือได้แก่ ตัวแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเองก็ดี หรือว่าคือแบบภายใต้ข้อจำกัดที่อยู่ในตัวบทกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก็ดีนะครับ ทำให้เรา ต้องคงเรื่องโทษยุบพรรคไว้อยู่ เพียงแต่ว่าในการร่างตัวรายงานนี้ก็มีการถกเถียงกันว่า ถ้าเกิดว่า เราต้องคงโทษยุบพรรคไว้ เพราะฉะนั้นในการที่จะคงโทษยุบพรรค ก็ต้องเป็นโทษยุบพรรค ที่อะไรนะครับ ก็คือว่าต้องคำนึงถึงหลักสากลใช่ไหมครับ ต้องให้การยุบพรรคนี้ เป็น Last Resort ก็คือเป็นมาตรการสุดท้าย ใช้เท่าที่จำเป็นจริง ๆ ซึ่งก็สอดคล้องกับ ทางท่านสมาชิก ที่ได้พูดไปว่า ในทางยุโรปมีการพูดถึงโทษยุบพรรคให้ทำเป็นรายงาน โดยทำแบบ Venice ใช่ไหมครับ ซึ่งแน่นอนว่าเราก็ได้ศึกษากฎหมายเปรียบเทียบเพื่อร่างไป แต่ว่าอย่างไรก็ดี เรื่องนี้ก็เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในทางรัฐธรรมนูญ ตรงที่ว่าท้ายที่สุดแล้ว ในตัวบทบัญญัตินี้ ถ้าเกิดดูจากบทบัญญัตินี้ ในทางตัวบทรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๑๐ ไม่มีการเขียนไว้ว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจที่จะยุบพรรคได้ ซึ่งแตกต่างจากเรื่องการล้มล้าง การปกครองที่อยู่ในตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ใช่ไหมครับ ถ้าเกิดเห็นว่า เป็นการกระทำล้มล้าง ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจที่จะสั่งยุบพรรคได้ แต่ว่าในคราวนี้นะครับ ทางฝั่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่มีบทบัญญัติดังกล่าว ทำให้เป็นข้อถกเถียงกันว่า แล้วการที่ ทาง พ.ร.ป. พรรคการเมืองนั้นมีบทบัญญัติให้ยุบพรรคการเมืองได้ ถือว่าเป็นการที่เขียน ตัวกฎบัตรพรรคการเมืองนี้เกินไปกว่าทางฝั่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ว่าอย่างไรก็ดีนะครับ จากคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ หรือว่ายุบพรรคอนาคตใหม่นั้น ทางศาลรัฐธรรมนูญได้ยืนยันว่า ตัวเองมีสิทธิแล้วก็มีอำนาจในการที่จะยุบพรรคได้ ซึ่งก็ต้อง เป็นเรื่องที่ทางท่านสมาชิกในฐานะ สส. ต้องไปหาข้อตกลงฉันทามติกันว่า เราจะแก้ หลักเกณฑ์นี้อย่างไรให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ถ้าเกิดคิดว่าควรจะมีบทบัญญัติว่าด้วย การยุบพรรคนะครับ ก็ไปแก้ไขเขียนในทางรัฐธรรมนูญให้ครบถ้วนถูกต้อง หรือถ้าคิดว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจที่จะยุบพรรคได้ โดยเพียงแค่อ้างจาก พ.ร.ป. ของศาลรัฐธรรมนูญเอง หรือว่าอ้างจาก พ.ร.ป. ของทางพรรคการเมืองเองนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนว่า ทางท่าน สส. ก็สามารถยกร่างกฎหมายเพื่อยื่นแก้ไขตัดอำนาจของศาลธรรมนูญที่สร้างขึ้นเองได้ นะครับ

แล้วก็อีกประการต่อมานะครับ ก็คือเรื่องที่ว่า ๕ ปี อันนี้เป็นข้อสังเกตนะครับว่า เพราะเหตุใดเดิมใน พ.ร.ป. พรรคการเมืองที่ใช้อยู่ของปี ๒๕๖๐ มันจะมีหลายมาตราใช่ไหมครับ ที่ไม่มีกรอบเวลาของการจำกัด การเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเอาไว้ โดยตัวบทบัญญัติ ก็จะเขียนว่า ให้เพิกถอนสิทธิสมัคร แล้วก็จบแค่นั้นใช่ไหมครับ ซึ่งผมขอเรียนชี้แจงว่า เรื่องนี้ เป็นปัญหาในทางกฎหมายอย่างร้ายแรงนะครับ เราลองนึกตัวอย่างดูนะครับว่า ถ้าบทกฎหมาย ทางอาญาบอกว่า ให้ศาลมีอำนาจลงโทษจำคุก แต่ไม่กำหนดปี ถ้าอย่างนั้นหมายความว่า คนที่ถูกจำคุกนี่ถูกจำคุก ๑ วัน หรือถูกจำคุกตลอดชีวิต อาจจะมีคนถกเถียงว่า กรณีโทษ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกับโทษทางอาญานั้นมีความแตกต่างกันใช่ไหมครับ แต่ผมก็ต้องเรียนว่ามันมีคำพิพากษาศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป ผมเรียกว่าคดีโปแลนด์นะครับ หรือว่าในส่วนของคำอธิบายของศาสตราจารย์ทางกฎหมายนะครับ ก็คือท่านศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า โทษตัดสิทธิหรือโทษเพิกถอนสิทธิ ถือว่าเทียบเท่า มีความร้ายแรงเท่ากับโทษทางอาญานะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเทียบตรรกะเดียวกัน การที่บทบัญญัติอย่าง พ.ร.ป. พรรคการเมืองนั้นไม่มีการเขียนไว้ว่า ให้ศาลมีอำนาจเพิกถอน สิทธิสมัครรับเลือกตั้งกี่ปี ดังนั้นแล้ว โดยตรรกะ เมื่อตัวกฎหมายไม่เขียน ศาลก็ไม่มีสิทธิ ที่จะกำหนดได้ ผมเอาหลักคิดนี้มาจากไหนนะครับ ผมก็อยากจะชี้แจงว่า โดยทาง ศาลรัฐธรรมนูญเองเคยมีคำวินิจฉัย ในเลขที่ ๑๕/๒๕๔๑ ใช่ไหมครับ ศาลได้วินิจฉัยกรณีก็คือ การจำกัดสิทธิของคนที่ไม่ไปใช้สิทธิ กล่าวคืออะไร ก็คือว่าช่วงนั้นหลังจากมีการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มันมีบที่จำกัดสิทธิก็คือว่า ถ้าท่านไม่ไปใช้สิทธิ ท่านจะสูญเสียสิทธิอย่างไรบ้างใช่ไหม ซึ่งทาง กกต. ก็เลยมีการร่างตัวกฎหมายนะครับ ก็คือตัวประกาศหรือว่าระเบียบเองใช่ไหมครับ แล้วก็มีการถามข้อหารือไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่า เช่นนี้แล้วถ้าเกิดว่าไม่มี พ.ร.ป. เขียนไว้ ที่จะกำหนดเป็นการเฉพาะว่าจะจำกัดสิทธิกี่ปีนะครับ ทาง กกต. มีสิทธิที่จะกำหนดเอง ได้หรือไม่ ซึ่งทางฝั่งศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วางแนวมาตรฐานไว้น่าสนใจก็คือว่า องค์กรที่มีอำนาจ ในการจำกัดสิทธิมีเพียงแค่องค์กรเดียวก็คือสภา ดังนั้นซึ่งก็เป็นเรื่องน่าเศร้าคืออะไร ก็คือว่า ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คดีพรรคไทยรักษาชาติหรือว่ายุบพรรคอนาคตใหม่เองนะครับ ศาลได้ตีความกฎหมาย คิดที่จะจำกัดสิทธิเอง ก็คือศาลตีความเรื่องใช้ ๑๐ ปี โดยอ้างเรื่องหลัก และสัดส่วน ทั้งที่ความจริงแล้วนั้น พ.ร.ป. พรรคการเมืองไม่ได้มีบอกไว้เลยว่าให้จำกัดสิทธิกี่ปี ถ้าเกิดศาลรัฐธรรมนูญจะไปอ้างว่า ในกรณีรัฐธรรมนูญก็มีการจำกัดสิทธิตลอดชีวิตในกรณี มาตรา ๒๓๕ ใช่ไหมครับ ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผมก็ต้องเรียนว่าในกรณีนั้น มาตรา ๒๓๕ มีการเขียนไว้ชัดเจนว่า จะให้จำกัดสิทธิเขาตลอดชีวิต ด้วยเหตุนี้นะครับ ก็เลยขอแจงเป็นข้อสังเกตว่าทำให้เราเลยใช้หลักที่ว่า ถ้าอย่างนั้น เพื่อความมั่นคงแน่นอนในทางนิติฐานะ เพื่อให้คนที่ถูกตัดสิทธินั้นเขารู้ว่าตัวเองถูกตัดสิทธิกี่ปี ก็เลยเขียนจำกัดไว้ที่ ๕ ปี ส่วนที่ว่าแล้วเพราะเหตุใดเป็น ๕ ปี ก็คือแบบพิจารณาคำนวณ จากช่วงอดีตที่ผ่านมาที่มักจะตัดสิทธิเท่าไร แล้วก็ดูหลักและสัดส่วนคือความเหมาะสมครับ