ชัยธวัช ตุลาธน อภิปรายสนับสนุนรายงานศึกษาข้อเสนอส่งเสริมให้พรรคการเมืองใกล้ชิดประชาชน โดยย้ำว่าเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างระบบประชาธิปไตยโดยรวม ไม่เกี่ยวข้องกับคดีของพรรคตนเอง พร้อมวิพากษ์ร่างกฎหมายพรรคการเมืองที่ออกแบบจากฐานคิดไม่ไว้วางใจนักการเมืองและประชาชน ซึ่งส่งผลให้ขัดขวางการพัฒนาพรรคการเมืองตามเจตจำนงประชาธิปไตย และเรียกร้องให้ทบทวนสถาบันทางการเมืองเพื่อคุ้มครองอำนาจจากการเลือกตั้งจากการแทรกแซง พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงจากการยุบพรรคที่อาจนำไปสู่การสถาปนาระบอบอำนาจนิยม ย้ำความสำคัญของการรักษาหลักประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง
เรียนประธานสภา ที่เคารพนะครับ ผม ชัยธวัช ตุลาธน ผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกล ก็ขอใช้โอกาสนี้ อภิปรายสักเล็กน้อยเพื่อสนับสนุนรายงานผลการศึกษา เรื่อง ข้อเสนอในการส่งเสริม สถาบันพรรคการเมืองให้ยึดโยงกับประชาชนของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนนะครับ ก่อนอื่นก็ต้องสารภาพก่อนนะครับ ว่าเดิมผมไม่ได้ตั้งใจจะอภิปราย ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากว่าอย่างที่ทราบครับว่า วันที่ ๗ สิงหาคมนี้พรรคของพวกผมกำลังจะถูกตัดสินชะตากรรม ที่เดิมไม่ตั้งใจจะอภิปราย เพราะว่าไม่ต้องการให้เข้าใจเจตนาของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน แล้วก็อนุกรรมาธิการที่ทำรายงานศึกษาอันนี้ผิดนะครับ แต่หลายท่านก็ได้อภิปรายอยู่แล้วนะครับว่า รายงานการศึกษาฉบับนี้ไม่ได้ทำมาเพื่อสำหรับ พวกผม แล้วก็ไม่เกี่ยวนะครับ ไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อชะตาชีวิตของพวกผมแต่อย่างใด เป็นเรื่องของพรรคการเมืองทุกพรรค และเป็นผลประโยชน์ต่อประชาธิปไตยของไทยนะครับ ดังนั้นก็จะขอพูดสักแค่ ๒-๓ ประเด็นสั้น ๆ แล้วก็คงไม่ลงรายละเอียดแล้ว เนื่องจาก เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายในรายละเอียดหลายอย่างพอสมควรแล้วนะครับ แล้วในรายงานนี้ผมคิดว่าค่อนข้างสมบูรณ์แล้วนะครับ แต่อยากจะพูดถึงประเด็นสำคัญ ในแง่กรอบความคิดที่ผมคิดว่ามันเกี่ยวข้องกับข้อเสนอของรายงานฉบับนี้ เพื่อนำไปสู่การแก้ไข ปรับปรุงกฎหมายพรรคการเมืองในอนาคต
ประเด็นแรกเลยนะครับ ผมคิดว่ากฎหมายพรรคการเมืองที่ใช้ปัจจุบัน รวมถึง รัฐธรรมนูญที่ให้กำเนิดมันนี้มีปัญหา ถ้าเราไม่ดูรายละเอียด ผมคิดว่าปัญหาใหญ่ก็คือว่า แม้ดูเหมือนว่ากฎหมายฉบับนี้ที่ออกมาบังคับใช้กับพรรคการเมือง มีเจตนารมณ์ที่ดูดีนะครับ แต่ปัญหาใหญ่ก็คือว่า มันออกแบบมาด้วยฐานคิดที่มีปัญหา กฎหมายพรรคการเมือง ในปัจจุบันพยายามออกแบบมาด้วยเป้าหมายและเจตนารมณ์ที่ดูดี คือบอกว่าพยายาม ที่จะออกกฎเกณฑ์เข้ามากำกับควบคุมการทำงานของพรรคการเมือง เพื่อให้พรรคการเมือง เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนจริง ๆ ไม่อยากให้พรรคการเมืองเป็นแค่ที่รวมตัวกัน ของกลุ่มผลประโยชน์ ของนายทุนที่จะเข้ามาใช้อำนาจทางเศรษฐกิจ เพื่อผลประโยชน์ ทางการเมืองต่าง ๆ นานานะครับ แต่ปัญหาก็คือว่าสุดท้ายมันไม่สามารถบรรลุเจตนารมณ์ หรือเป้าหมายที่ดูดีตรงนั้นได้ เพราะมันถูกออกแบบมาด้วยฐานคิดที่สุดท้ายต่อต้าน ประชาธิปไตยโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวนะครับ ก็คือถ้าเราดูรายละเอียดทั้งหมด มันเป็นกฎหมาย กฎเกณฑ์ที่ออกแบบมาด้วยความคิดที่ไม่ไว้วางใจนักการเมือง หรืออำนาจที่มาจาก การเลือกตั้ง ดังนั้นก็พยายามจะบอกทั้งหมดว่าถ้าจะตั้งพรรคการเมืองต้องทำอย่างไร จะรับสมัครสมาชิกต้องทำอย่างไร จะรับบริจาคต้องทำอย่างไร จะสร้างความเป็น ประชาธิปไตยในพรรค ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนสมาชิกพรรคหรือวิธีการเลือกคนมาลงสมัคร รับเลือกตั้ง หรือจะใช้เงินที่ได้รับบริจาคมาจากประชาชนต้องทำอย่างไร ให้อยู่ในกรอบ อยู่ในกฎ อยู่ในเกณฑ์ ที่คนออกแบบคิดว่านี่คือพรรคการเมืองที่ดีของประชาชน แต่สุดท้าย ก็พูดง่าย ๆ ว่ามองคนที่มาจากการเลือกตั้ง มองพรรคการเมืองในระบบเลือกตั้ง เป็นต้นเหตุ เป็นความเลวร้ายของการเมืองไทย ผลสุดท้ายมันก็กลับตาลปัตรไปหมด เจตนารมณ์ที่อยากเห็น พรรคการเมืองของประชาชนจริง ๆ มีวัฒนธรรมประชาธิปไตย ไม่เป็นพรรคการเมือง ของกลุ่มผลประโยชน์หรือนายทุนต่าง ๆ สุดท้ายก็ทำให้พรรคการเมืองที่ประชาชนตั้งใจ จะสร้างขึ้นมาด้วยอุดมการณ์มันเกิดได้ยากมาก เกิดได้ยากมากนะครับ
ดังนั้น สุดท้ายผมก็สนับสนุนโดยหลักการใหญ่เลยก็คือว่า พรรคการเมือง ควรจะเกิดง่าย ดำรงอยู่ง่าย แล้วก็ยุบยาก หรือควรจะยุบโดยประชาชนเท่านั้นนะครับ แต่ปัญหาของ พ.ร.ป. พรรคการเมืองมันยังสะท้อนปัญหาใหญ่กว่านั้นอีกที่เรากำลังดำรงอยู่ ผมคิดว่ารายงานฉบับนี้ไม่ควรจะเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง เท่านั้น แต่ควรจะเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การออกแบบสถาบันทางการเมือง กฎกติกา ทางการเมืองของพวกเราทั้งหมด ซึ่งมีปัญหามาจากฐานคิดเดียวกันที่พยายามทำให้ สังคมไทยเชื่อโดยไม่รู้ตัวว่าปัญหาของการเมืองไทยเกิดจากพรรคการเมือง นักการเมือง หรืออำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง แต่พยายามจะปิดเร้น ซ่อนเร้นอำนาจที่ฉ้อฉลยิ่งกว่า และไม่เคยถูกตรวจสอบ และไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง ผมเคยย้ำหลายครั้งว่า ปัญหา ของการเมืองไทยนั้น ในสถานการณ์ปัจจุบันคือเรากำลังต่อสู้กับความพยายามที่จะสถาปนา ระบอบการเมืองที่ทำให้อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอยู่เหนืออำนาจที่มาจาก การเลือกตั้ง ผมคิดว่านี่เป็นปัญหาใจกลางสำคัญของ พ.ร.ป. พรรคการเมืองและรัฐธรรมนูญ รวมถึงความคิดที่พยายามปลูกฝังแนวคิดแบบต่อต้านประชาธิปไตยให้กับสังคมไทย แบบไม่รู้ตัว ด้วยความพยายามโยนความผิด โยนความเลวร้ายให้กับพรรคการเมืองและ นักการเมือง
สุดท้ายแล้วครับท่านประธาน ผมอยากจะพูดถึงเรื่องประเด็นการยุบพรรค สักเล็กน้อย เนื่องจากว่าสมาชิกหลายท่านให้ความสำคัญนะครับ ผมไม่ลงรายละเอียด แต่ประเด็นที่ผมอยากจะสื่อสารผ่านท่านประธานไปยังสมาชิก ผมคิดว่าพัฒนาการของปัญหา เรื่องการยุบพรรคการเมืองของเรามันน่ากลัวมากยิ่งขึ้น เพราะมันไม่ใช่แค่การทำลายสถาบัน ทางการเมืองของประชาชนเท่านั้น แต่เราเริ่มเห็นอาการที่การยุบพรรคการเมืองมันกำลัง เป็นส่วนหนึ่งของการพยายามสถาปนาระบอบอำนาจนิยมหรือเผด็จการแบบไทย ๆ ที่พยายามวางหลักกฎหมาย วางระบบกฎหมาย ที่เราอาจจะเรียกว่านิติรัฐแบบไทย ๆ เอาไว้ แล้วแปลกแยกนะครับ ทำให้แปลกแยกออกห่างจากหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมากขึ้นทุกวัน นี่เป็นความอันตรายที่หลายท่านอาจจะ ไม่สังเกตเห็น แต่ลองไปสังเกต ลองไปอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ผ่านมา ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่หลวงกว่าที่เราจะมาคิดกันแค่ว่า เราจะแก้ไขกฎหมาย พรรคการเมืองอย่างไร เพื่อทำให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ของพวกเรานั้น รวมถึงอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงสถาบันนิติบัญญัติของพวกเรานั้น เป็นประชาธิปไตยจริง ๆ เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนและมีความหมายอย่างแท้จริง ไม่ใช่มีอยู่ในตัวอักษรเท่านั้น ไม่ใช่อยู่ในตัวอักษรแต่ถูกตีความและบังคับใช้โดยที่ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการนะครับ ขอขอบคุณครับ