รอมฎอน ปันจอร์ แสดงความเห็นต่อรายงานการส่งเสริมพรรคการเมือง โดยเน้นว่าการเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ประชาชนสามารถรวมตัวจัดตั้งพรรคได้อย่างเสรีจะช่วยยับยั้งความรุนแรงและส่งเสริมสันติภาพ โดยยกตัวอย่างสถานการณ์ชายแดนใต้และกรณีต่างประเทศที่ขบวนการติดอาวุธเปลี่ยนสถานะเป็นพรรคการเมืองเมื่อมีโอกาสในการมีส่วนร่วมอย่างสันติ
เรียนท่านประธาน ผม รอมฎอน ปันจอร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาสักเล็กน้อยเติมตรงนี้ เติมความคิดเห็นต่อรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอในการส่งเสริมสถาบัน พรรคการเมืองให้ยึดโยงกับประชาชน ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนนะครับ ซึ่งคงต้องขอขอบคุณความมุ่งมั่น จริงจัง แล้วก็ละเอียดรอบคอบของทางกรรมาธิการนะครับ ในการผลิตรายงานชิ้นนี้ให้เห็น เป็นรูปธรรม ให้เห็นเป็นภาพครับ ต้องขอเรียนว่าในมุมของผมซึ่งติดตามสถานการณ์ ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กระบวนการสันติภาพที่นั่น การมีข้อเสนออย่างนี้ ปรากฏขึ้นในสภาผู้แทนราษฎรทำให้เห็นโอกาส ทำให้เห็นความหวังบางอย่างที่ผมอยากจะ แบ่งปันให้กับเพื่อน ๆ ในสภาแห่งนี้รับทราบนะครับ ในความเห็นผม ในประเทศนี้ถ้าเรามี พรรคการเมืองที่ตั้งง่าย อยู่ได้ แล้วก็ยุบยาก อย่างที่เป็นข้อเสนอของกรรมาธิการนะครับ ถ้าเรามีระบบการเมืองที่อนุญาตให้ความคิดเห็นของประชาชนที่มีความหลากหลาย ในประเทศนี้ สามารถรวมตัวกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง เป็นเครื่องมือ เป็นพาหนะ ในการนำพา Spirit จิตวิญญาณ ความคิด ความฝันของพวกเขาได้อย่างครอบคลุม ผมคิดว่า เราสามารถจะรักษาชีวิต พูดอย่างถึงที่สุดเลยนะครับ เราจะสามารถรักษาชีวิตของผู้คน ในอนาคตได้ ที่ผมกล้าพูดอย่างนี้ก็เพราะว่า ความขัดแย้งในทางการเมืองที่เล่นกันถึงตาย ที่ทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายในอดีตของเราในประเทศนี้ มันเป็นเพราะว่าเราไม่มีพื้นที่ ทางการเมืองที่มากพอครับ มันไม่แปลกที่คนจำนวนหนึ่งเห็นว่าการใช้เครื่องมือทางการเมือง ที่ขัดต่อกฎหมายหรือการใช้กำลัง การใช้ความรุนแรงนะครับ เป็นหนึ่งในเครื่องมือ เป็นทางเลือกของพวกเขา ถ้าผมนั่งฟังเพื่อน ๆ สมาชิกบางท่านได้อภิปรายถึงพัฒนาการ ของพรรคการเมืองในประเทศนี้ เรากำลังพูดถึงพรรคใต้ดิน พรรคบนดิน ครั้งหนึ่งในประเทศนี้ มีพรรคการเมืองที่จริง ๆ แล้วทรงพลังมาก แต่อยู่ใต้ดินครับ ไม่ได้ถูกอนุญาตให้ขึ้นมาอยู่บนดิน สามารถพูดถึง สามารถปรากฏตัว เสนอความคิดเห็น เสนอนโยบายได้ และพรรคใต้ดิน เหล่านั้นครับ เลือกที่จะใช้วิธีการแบบความรุนแรง สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหมือนกันครับ ท่านประธานเชื่อไหมครับ แม้กระทั่งในบรรดาองค์กรติดอาวุธที่เป็นผู้เห็นต่าง ผู้ก่อความรุนแรงในสายตาของรัฐ เป็นศัตรู เป็นอริราชศัตรู ในปัจจุบันนี้พวกเขาเอง เรียกพวกตัวเองว่าไม่ใช่เป็นองค์กร ไม่ใช่เป็นกลุ่มขบวนการนั้น นี่นะครับ พวกเขาเรียกตัวเองว่าเป็น Partai ครับ ในภาษามลายู Partai ในความหมายนี้ก็คือ พรรคการเมืองนั่นเอง เป็นคำทับศัพท์ สำหรับพวกเขา การรวมตัวกันเป็นพรรคการเมือง เป็นพรรค BRN : Barisan Revolusi Nasional เป็นพรรค BIPP เป็นพรรค PULO เป็นพรรคต่าง ๆ ก็เนื่องมาจากว่าพวกเขาเห็นว่าพื้นที่ในทางการเมือง ระบบของเรา ระบบการเมือง ในประเทศไทยไม่มีที่ไม่มีทางให้กับพวกเขาครับ และวิธีการที่พวกเขาเลือกใช้คือการใช้กำลัง ข้อเสนอของกรรมาธิการในรายงานชิ้นนี้ในความเห็นผมจึงน่าตื่นเต้นมากครับ เพราะว่า เป็นการเปิดโอกาสนะครับ ไม่ได้เปิดโอกาสให้กับอริราชศัตรูขึ้นมาใช้กำลังอาวุธอะไรนะครับ แต่เป็นการพยายามทำให้พรรคการเมืองในฐานะสถาบันทางการเมืองที่เข้ามาสู้กัน ในทางการเมืองอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ การตั้งพรรคการเมืองควรตั้งได้ง่ายและโอบอุ้ม ความคิด ความฝันของผู้คน ที่จริง ๆ แล้วในประเทศนี้มีความคิดเยอะแยะมากมายครับ ที่ไหลเวียนอยู่ข้างนอกระบบการเมือง โอบกอดเอาความคิด ความฝันเหล่านั้นเข้ามาเป็น จุดกึ่งกลาง เป็นจุดรวมศูนย์ในการดึงผู้คนเข้ามานะครับ ที่ผมต้องบอกว่าเราสามารถรักษา ชีวิตในอนาคตได้ก็เพราะผมเห็นว่า ถ้าเรายังไม่มีพื้นที่แบบนี้ ไม่มีสถาบันทางการเมือง ที่แข็งแกร่งแบบนี้ ในอนาคตก็ยังมีคนที่ยังเชื่อมั่นว่าก็ต้องต่อสู้โดยการใช้กำลังครับ และผลกระทบก็ตกมาอยู่ที่ประชาชนคนธรรมดา อย่างที่เราเห็นแล้วก็เป็นประจักษ์พยาน มาตลอดเกือบ ๒๐ ปี หรือว่ากันตามตรงก็มากกว่านั้นนะครับ หลายสิบปีก่อนหน้านี้ ผมต้องขอเรียนว่าเรื่องนี้จึงสำคัญมากครับ ต่อกระบวนการสันติภาพ ต่อการหาฉันทามติ ที่จะอยู่ร่วมกันให้ได้ในประเทศนี้ หลายบทเรียนในต่างประเทศครับ กลุ่มกำลังติดอาวุธ ก็แปรสภาพตัวเองขึ้นมาเป็นพรรคการเมืองในยามที่พวกเขาเห็นว่าโอกาสทางการเมือง เอื้อต่อสิ่งที่พวกเขาคาดหวัง ข้อตกลงสันติภาพในหลายที่นำมาซึ่งข้อเสนอในการแบ่งสรร ปันอำนาจ การกระจายอำนาจ ทำให้กองกำลังที่เคยเป็นกบฏ เป็นกองกำลังติดอาวุธนี้ครับ เป็นโจร เป็นอาชญากรนี้นะครับ พวกเขาก็เริ่มปรับเปลี่ยนสถานะขององค์กรพวกเขา เป็นพรรคการเมือง ตั้งได้ง่ายครับ ผมยกตัวอย่าง อย่างขบวนการ MILF ในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธมุสลิมที่สู้กับรัฐบาลฟิลิปปินส์มาอย่างยาวนาน ในปีหน้าจะมีการเลือกตั้ง ท้องถิ่นของเขาในภูมิภาคที่เรียกกันว่า Bangsamoro พรรค MILF เขาเปลี่ยนตัวเองเป็น United Bangsamoro Justice Party เพื่อลงประชันแข่งขันกัน หลังจากที่มีข้อตกลง สันติภาพนะครับ ในกรณีของ Gerakan Aceh Merdeka ขบวนการอาเจะฮ์เสรีเขาก็แปลงตัวเอง มาเป็น Partai Aceh พรรคอาเจะฮ์ แล้วก็แข่งขันต่อสู้ในทางการเมือง ๒ ประเทศนี้ เป็นบทเรียนใกล้ ๆ บ้านเราครับ ในหลายประเทศก็มีตัวอย่างแบบนี้ด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าถ้าเราจะแก้ปัญหาในทางการเมือง หาข้อยุติ มันต้องมีพื้นที่ให้กับ พวกเขาครับ ที่ผมพูดอย่างนี้ก็คงไม่ใช่เป็นเพราะประโยชน์ของพรรคที่เรามีอยู่ในสภานี้เท่านั้น เรากำลังมองไปในระยะไกล มากกว่านี้ถ้าเรามีการกระจายอำนาจ ถ้าเราสามารถที่จะเปิดโอกาส ให้พี่น้องประชาชนสามารถเลือกผู้นำของตัวเองในจังหวัดต่าง ๆ ในภูมิภาคต่าง ๆ ขึ้นมาได้ สิ่งที่ต้องเดินคู่กันไปคือการกระจายอำนาจ การเปิดโอกาสในทางการเมืองด้วย และนี่คือ ข้อเสนอที่ผมต้องขอแสดงความเห็นด้วยนะครับ ต่อข้อเสนอของกรรมาธิการครับ คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถรวมตัวเป็นพรรคการเมืองได้ง่าย และนี่คือโอกาส ในการสร้างสันติภาพในอนาคตด้วยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ