ฉัตร สุภัทรวณิชย์ อภิปรายเสนอแนวทางส่งเสริมพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็ง มีความผูกพันกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงช่วงเลือกตั้ง โดยเน้นการแก้ไขระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงพื้นที่และการสมัครสมาชิกพรรค รวมถึงปัญหาประชาชนถูกขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกโดยไม่รู้ตัว พร้อมเสนอให้ปฏิรูประบบการระดมทุนให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพิ่มตัวแทนพรรคในคณะกรรมการกองทุนพัฒนาพรรค เพื่อเพิ่มความเป็นธรรมและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ รวมทั้งเรียกร้องให้กฎหมายพรรคการเมืองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แทนที่จะเน้นการควบคุมและจำกัดการเติบโต
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้แทนราษฎรนครราชสีมา เขต ๑ หน้าย่าโม พรรคก้าวไกลครับ ขอร่วมอภิปรายในรายงานการส่งเสริมสถาบันพรรคการเมืองให้ยึดโยงกับประชาชนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ พรรคการเมืองควรจะเป็นสถาบันและร่วมกันสร้างให้เป็นสถาบัน อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดกันย้ำ ๆ มา สถาบันทางการเมืองแห่งนี้ควรจะเกิดง่าย อยู่ได้ แล้วก็ตายยากครับ การทำงานของพรรคการเมืองไม่ใช่แค่ช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งนะครับ ผมได้ยินเพื่อน ๆ สมาชิกอภิปรายกันมาก็อยากจะเสริมเติมในส่วนของการดำเนินงาน การทำอย่างไรที่จะเป็นการส่งเสริมการทำงานของพรรคการเมือง ผมมีประเด็นมานำเสนอ สัก ๓ ประเด็นครับ
ในส่วนแรกครับ ในเรื่องของกิจกรรมในพื้นที่ เรื่องของสมาชิกสัมพันธ์ ท่านประธานครับ พรรคการเมือง สส. คณะทำงาน เครือข่ายต่าง ๆ ต้องขยันลงพื้นที่ ต้องไปพบกับพี่น้องประชาชน แล้วไปเพื่ออะไรครับ เพื่อไปประชาสัมพันธ์กลับไปหาประชาชน และแน่นอนครับ ไปเชิญชวนให้ได้มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง การเป็นสมาชิก พรรคการเมืองนั้นคือการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน เราจะทำอย่างไรให้มีการอำนวย ความสะดวกในการที่พี่น้องประชาชนจะสมัครเป็นสมาชิก เราไปถึงแล้ว เราได้สร้าง ความไว้เนื้อเชื่อใจ เราได้ไปปักธงทางความคิดหรือไม่ ให้พี่น้องประชาชนได้มั่นใจ แล้วก็ สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของเรา เราได้อำนวยความสะดวกในการยื่นหลักฐาน ในการสมัครออนไลน์ แต่เราพบว่าระเบียบที่ผ่านมานั้นเป็นอุปสรรคหลายอย่าง ในรายงาน ได้เสนอแนวทางการแก้ไข ผมเห็นด้วยและยินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่อยากจะนำเสนอเพิ่ม อีกอย่างนะครับว่า เวลาเราลงพื้นที่ไปจริง ๆ มันไม่ใช่แค่ความท้าทายที่เราจะไปสร้าง ความไว้เนื้อเชื่อใจ ชักชวนพี่น้องประชาชนให้มาสมัครเป็นสมาชิกพรรค สิ่งที่เราไปเจอคือ พี่น้องประชาชนหลายคนเขาเข้าใจโดยบริสุทธิ์ใจ แล้วก็รับรู้ว่าตัวหลาย ๆ คนนั้นไม่เคยเป็น สมาชิกพรรคการเมือง แต่พอเขาจะสมัครมาที่เราเพิ่งมาพบว่าไปเป็นสมาชิกพรรคอะไรก็ไม่รู้ อันนี้เป็นคำถามนะครับ และนำมาสู่ความยุ่งยากคืออะไร กว่าจะไปยกเลิกก็ต้องขอเอกสาร ต้องให้เจ้าตัวไปยกเลิกขั้นตอนต่าง ๆ ไปยื่น กกต. แล้วจึงจะมาสมัครพรรคใหม่ได้ แปลว่า ต้องไปยกเลิกของเก่าด้วย แล้วเราก็พบข้อมูลเชิงประจักษ์แท้จริงจากพื้นที่ว่า ทำไมพี่น้อง ประชาชนจำนวนมากไม่รู้ตัว แล้วก็ไปอยู่พรรคการเมืองอะไรก็ไม่รู้ ไปอยู่เมื่อไรก็ไม่รู้นะครับ ต่อมาครับ อยากจะบอกว่าเราควรจะสร้างแรงจูงใจในการเป็นสมาชิกให้กับพี่น้องประชาชน เพราะสมาชิกพรรคการเมืองทุกคนเราคือผู้คนและการเดินทาง
ในประเด็นที่ ๒ ครับ อยากจะพูดถึงเรื่องเงินบริจาค ใช้ยากมาก ตรรกะอะไรครับ กฎระเบียบเพียบเลย หยุมหยิม ยุบยับ เวลาจะเบิกตั้งกฎเกณฑ์เอาไว้ ๑. สนับสนุนโครงการ และแผนงานแต่ละพรรค แต่เบิกยากมาก วัตถุประสงค์ดี ๆ ใด ๆ ถูกปัดตก เบิกไม่ได้ ทำได้เพียงกรอบแคบ ๆ ๒. สนับสนุนค่าไปรษณีย์อากร สาธารณูปโภค อาทิ ไฟฟ้า โทรศัพท์ น้ำประปา เราต้องส่งไปรษณีย์กี่ฉบับครับ ถ้าพรรคก้าวไกลได้รับเงินบริจาคสัก ๕๐ ล้านบาท โอ้ จ่ายกันสนุกเลยนะครับ ทีนี้ผมอยากจะชวนคิดอย่างนี้ครับว่า เงินบริจาคที่ผู้มีจิตศรัทธา จะส่งมอบให้กับผู้รับบริจาคซึ่งเป็นพรรคการเมืองแล้ว ควรจะเป็นสิทธิ เป็นเอกสิทธิ์ ของพรรคนั้นหรือไม่ที่จะได้รับเงินแล้วก็ไปดำเนินการ ตรรกะของความห่วงใยนี้ลองคิด ตามผมนะครับ สมมุติว่ามีการบริจาคให้สาธารณกุศล ไม่ว่าจะเป็นทางด้านศาสนา โรงพยาบาล สาธารณกุศล มูลนิธิต่าง ๆ ก็ดี แล้วมีความห่วงใยทำนองนี้ ตั้งเป็นคณะกรรมการ กองทุนตามไปดูแล ผมว่ามันก็ดี แต่มันคงดีพิลึกเลย แล้ววัดอื่น ๆ ศาสนสถาน โรงพยาบาล สาธารณกุศล มูลนิธิ จะได้สัมผัสครับว่า เวลาเบิกจ่ายตั้งโครงการมันเป็นอย่างไร รับรอง เสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนเยอะเลยครับ ทีนี้มาพูดถึงคณะกรรมการกองทุนการพัฒนา พรรคการเมืองครับ ผมก็เห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ ณ ปัจจุบันทราบหรือไม่ครับว่า โครงสร้างของคณะกรรมการนี้ไม่ได้ยึดโยงกับพรรคการเมืองเลยครับ มีตัวแทนจาก พรรคการเมืองตรงไหนครับ จะดีไหมครับ ถ้ามีตัวแทน เช่น จากพรรคฝ่ายค้าน ๒ ท่าน พรรครัฐบาล ๒ คน แล้วก็มีตัวแทนจากพรรคการเมืองที่ไม่ได้มี สส. สัก ๑ ท่าน เข้าไปร่วม เป็นกรรมการ เพื่อให้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงมาจากส่วนที่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าไปมีส่วนร่วม
ต่อมาครับ ประเด็นที่ ๓ อยากจะพูดถึงเรื่องการระดมทุนของประชาชน กรุณาเถอะครับ ให้ทำง่ายขึ้น พรรคการเมืองเวลาเขามีรายรับ รายจ่าย เขาต้องลงบัญชี อย่างถูกต้อง มีหลักเกณฑ์ทางบัญชี ต้องทำงบประจำปีและต้องยื่นงบประจำปี เขามีกฎหมาย ทางบัญชีครอบคลุมอยู่นะครับ ทำซี้ซั้วไม่ได้ เพราะฉะนั้นนี่มีหลักมีเกณฑ์แล้วควรจะเปิดให้ ทำอย่างอิสระ เพราะมีกระบวนการทางบัญชีที่มีกฎหมายตรวจสอบแล้ว แล้วเราควรจะมี การป้องกันทุนใหญ่ ไม่ใช่ให้บริจาคเพดาน ๑๐ ล้านบาทแล้ว แต่กรรมการของบริษัทนั้น ไปอยู่บริษัทลูกอีกสัก ๑๐ บริษัท แล้วก็บริจาคเพิ่มอีกบริษัทละ ๑๐ ล้านบาท อันนี้เข้าข่าย ทุนใหญ่ครอบงำพรรคหรือเปล่าครับ
โดยสรุปแล้ว ผมเองก็มีความประสงค์เหมือนเพื่อนสมาชิกว่า อยากจะให้ พรรคการเมืองนั้นเกิดง่าย อยู่ได้ แล้วตายยาก ๆ จะจากไปต้องจากไปเพราะพี่น้องประชาชน เขาไม่เอาแล้วครับ ส่งเสริมการดำเนินงานให้พรรคการเมืองนั้นยึดโยงกับประชาชน มีส่วนร่วม เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ ประชาชนเป็นเจ้าของครับ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองใช้กฎระเบียบเพื่อส่งเสริมสนับสนุนพรรคการเมือง ไม่ใช่เป็นอุปสรรคขวากหนาม มีเจตนาแอบแฝงซ่อนเร้น ควบคุมกำเนิด Bonsai ไม่ต้องการ ให้เติบโต แล้วก็บดขยี้รังแกพรรคการเมืองเมื่อผู้ถืออำนาจต้องการ ผมสนับสนุนรายงาน ของอนุกรรมาธิการนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ