พริษฐ์ แจงแนวทางปฏิรูปพรรคการเมือง เสริมความเชื่อมโยงประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗

พริษฐ์ วัชรสินธุ ชี้แจงรายงานของกรรมาธิการเกี่ยวกับการส่งเสริมบทบาทพรรคการเมืองให้มีความเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างเสรีและเป็นธรรม โดยเสนอแนวทางปฏิรูปพรรคการเมืองผ่านการลดเงื่อนไขการจัดตั้ง สนับสนุนการระดมทุนจากประชาชนทั่วไป และปรับกลไกการลงโทษให้สอดคล้องกับหลักสากล เพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและเป็นธรรม ไม่ขึ้นกับทุนหรืออำนาจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานคณะกรรมาธิการ

เรียนประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วม ของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ก็ขออนุญาตใช้เวลาในสภาแห่งนี้ เพื่ออภิปรายนำเสนอรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เรื่อง ข้อเสนอในการส่งเสริมสถาบัน พรรคการเมืองให้ยึดโยงกับประชาชน โดยผมจะขออนุญาตอภิปรายหลักการในภาพรวม ก่อนจะส่งมอบให้กับทางประธานคณะอนุกรรมาธิการ แล้วก็อนุกรรมาธิการอีก ๒ ท่าน มานำเสนอในรายละเอียดเป็นประการถัดไป

ท่านประธานครับ พรรคการเมืองนั้นเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระบอบ ประชาธิปไตยที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน นโยบายของรัฐบาล จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนในวงกว้างหรือเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนไม่กี่คน กฎหมายที่ถูกเสนอในสภาแห่งนี้จะแก้ปัญหาหรือสร้างปัญหา บุคคลที่เราส่งไปเป็น นายกรัฐมนตรีหรือว่ามาเป็นสมาชิกในสภาแห่งนี้จะมีความเหมาะสมหรือไม่ ล้วนมีต้นตอ มาจากการตัดสินใจและการดำเนินงานของพรรคการเมือง หากจะเปรียบเป็นภาพครับ ท่านประธาน พรรคการเมืองนั้นก็เปรียบเสมือนกับผู้เล่นในตลาดการเมืองที่มีประชาชน เป็นผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้า หรือว่าแนวนโยบายจากพรรคต่าง ๆ ผ่านการลงคะแนนเสียง ในการเลือกตั้ง ดังนั้นครับท่านประธาน หากเราอยากให้ตลาดการเมืองดังกล่าว เป็นตลาด ที่มีประสิทธิภาพ เป็นตลาดที่ผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภคหรือประชาชน เศรษฐศาสตร์ ๑๐๑ ก็สอนเราครับ ว่าตลาดดังกล่าวนั้นก็ต้องเป็นตลาดที่ไม่ผูกขาด แต่มีการแข่งขันกันสูงระหว่างผู้เล่นที่หลากหลายที่มีความยึดโยงและมีความเข้าใจ ในความต้องการของผู้บริโภค ตลาดดังกล่าวครับ ก็ต้องเป็นตลาดที่ผู้ชนะนั้นชนะกัน ด้วย Know how ไม่ใช่ Know who ชนะด้วยนวัตกรรมที่ดี ไม่ได้ชนะเพราะว่ารู้จักผู้มีอิทธิพล ในระบอบอุปถัมภ์ แล้วก็ต้องเป็นตลาดที่ผู้เล่นจะล้มหายตายจากไปต่อเมื่อสินค้านั้น ขายไม่ออก ไม่ใช่เพราะว่าถูกกีดกันจากตลาด โดยการฮั้วกันระหว่างคู่แข่งกับหน่วยงาน กำกับดูแลหรือว่า Regulator ด้วยเป้าหมายดังกล่าวครับท่านประธาน ทางคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จึงมีมติในการตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอ ในการส่งเสริมสถาบันพรรคการเมืองให้มีความยึดโยงกับประชาชน ซึ่งก็แปรสภาพมาเป็น รายงานฉบับดังกล่าวที่รวบรวมทั้งข้อเสนอเชิงนโยบาย รวมไปถึงร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่แนบท้ายอยู่ในรายงานฉบับนี้ ท่านประธานครับ ข้อเสนอที่ทางคณะอนุกรรมาธิการได้จัดทำขึ้นมานั้นอยู่ภายใต้กรอบของการพยายามจะทำให้ พรรคการเมืองนั้นเกิดง่าย อยู่ได้ ตายยาก

มาเริ่มกันที่ส่วนที่ ๑ ครับท่านประธาน คือการเกิดง่าย ท่านประธานครับ หากระบบการเมืองของเรามันมีประสิทธิภาพ สิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นคือการที่ประชาชนคนหนึ่ง เดินเข้าคูหาเลือกตั้งและเกิดความรู้สึกว่าไม่มีพรรคการเมืองไหนที่มีอุดมการณ์ หรือแนวทาง ที่ตรงใจกับอุดมการณ์และแนวทางของตนเอง รายงานนี้จึงมีข้อเสนออยู่หลายประการ เพื่อพยายามจะส่งเสริมให้ประชาชนที่มีอุดมการณ์ตรงกัน ซึ่งอาจจะเป็นอุดมการณ์ ที่ยังไม่ตรงกับพรรคอื่น ๆ ที่มีอยู่ในตลาด ณ ปัจจุบัน สามารถจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา ได้ง่ายขึ้น ขออนุญาตยก ๓ ตัวอย่างครับ

ตัวอย่างที่ ๑ ครับ ทางรายงานมีการเสนอให้เราลดอุปสรรคแล้วก็เงื่อนไข ที่กีดกันการจัดตั้งพรรคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขเรื่องของจำนวนผู้ร่วมจัดตั้ง ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ ๕๐๐ คน ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขเรื่องทุนประเดิม ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ ๑ ล้านบาท หรือไม่ว่าจะเป็น เงื่อนไขเกี่ยวกับเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่เรามองว่ามีมากเกินจำเป็นและยังไม่สามารถจัดทำ ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ทั้งหมด

ตัวอย่างที่ ๒ ครับท่านประธาน คือเรามีการเสนอให้เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองนั้น มีความหลากหลายได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองที่อาจจะขับเคลื่อนเชิงประเด็น อย่างเช่น พรรคที่ขับเคลื่อนเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เราเห็นกันในหลายประเทศทั่วโลก หรือแม้กระทั่งพรรคที่อาจจะขับเคลื่อนเชิงภูมิภาคหรือเชิงพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันนั้นเกิดขึ้น ได้ยากมากนะครับ เพราะว่าข้อจำกัดของกฎหมายปัจจุบันกำหนดไว้ว่าทุกพรรคนั้นจะต้องมี สาขาในทุกภาคทั่วประเทศภายใน ๑ ปี หรือ

ตัวอย่างที่ ๓ ครับท่านประธาน ในหมวดของการทำให้พรรคการเมืองนั้น เกิดได้ง่าย นั่นก็คือเราเสนอให้มีการสนับสนุนพรรคการเมืองให้สามารถขยายฐานสมาชิก ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่อยากจะสนับสนุน พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งนั้น สามารถสมัครเป็นสมาชิกได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การปรับเรื่องคุณสมบัติสมาชิกพรรคให้เปิดกว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดเอกสารที่ต้องใช้ ในการสมัครสมาชิกพรรค หรือไม่ว่าจะเป็นการหยุดการบังคับพรรคการเมืองว่าจะต้องคิด ค่าสมาชิกทั้งหมดกี่บาท

มาสู่ส่วนที่ ๒ ครับท่านประธาน นั่นคือการทำให้พรรคการเมืองนั้นสามารถ อยู่ได้ ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าการจะทำพรรคการเมืองนั้นจำเป็นที่ต้องมีค่าใช้จ่าย แต่คำถาม ที่เป็นคำถามที่สำคัญในเรื่องนี้ครับ มันไม่ใช่คำถามที่ว่าพรรคการเมืองนั้นดำรงอยู่ได้ ทางการเงินหรือไม่ แต่คำถามที่สำคัญครับ คือคำถามที่ว่าพรรคการเมืองนั้นดำรงอยู่ได้ ทางการเงินเพราะอะไร หรือเพราะใคร เพราะหากเรามีระบบการเมือง ที่บีบให้พรรคการเมืองนั้น จะดำรงอยู่ได้ต่อเมื่อได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนไม่กี่ราย หรือการสนับสนุนจากผู้มีอิทธิพล ที่ลงทุนเพื่อจะถอนทุน เราก็จะมีแต่พรรคการเมืองที่อาจจะไม่กล้าออกนโยบายที่เป็น ประโยชน์กับประชาชน หากไปขัดกับประโยชน์ของกลุ่มทุนดังกล่าว และเราก็อาจจะไม่มี พรรคการเมืองที่ไม่รู้เห็นเป็นใจหรือหลับตาข้างเดียวต่อการทุจริตคอร์รัปชัน

รายงานนี้ครับท่านประธานจะมีข้อเสนออยู่หลายประการที่พยายามจะทำให้ พรรคการเมืองนั้นสามารถดำรงอยู่ได้จากการสนับสนุนของประชาชนในวงกว้าง ขออนุญาต ยกตัวอย่างขึ้นมา ๔ ตัวอย่าง

ข้อเสนอตัวอย่างที่ ๑ ครับท่านประธาน คือเราเสนอให้มีการปรับกติกา ให้พรรคการเมืองนั้นสามารถระดมทุนจากพี่น้องประชาชนและผู้บริจาครายย่อยได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือการปลดล็อกให้พรรคการเมืองนั้นสามารถระดมทุนผ่านการขาย สินค้าออนไลน์ได้

ข้อเสนอตัวอย่างที่ ๒ ครับท่านประธาน คือเราเสนอให้มีการปรับกติกา ให้พรรคการเมืองนั้น ในทางกลับกันคือระดมทุนจากกลุ่มทุนใหญ่หรือผู้บริจาครายใหญ่ ที่อาจจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้ยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันเงินบริจาคที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย หรือการป้องกันการครอบงำพรรคการเมืองโดยทุนใหญ่ที่อาจจะใช้วิธี ในการกระจายเงินบริจาคไปตามบริษัทย่อย ๆ ต่าง ๆ ในเครือของตนเอง

ข้อเสนอตัวอย่างที่ ๓ ครับท่านประธาน คือเราเสนอให้มีการลดเงื่อนไข ที่ไปเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านธุรการโดยไม่จำเป็นกับพรรคการเมือง อย่างเช่น เงื่อนไขที่ไปกำหนด ว่าการประชุมใหญ่ของพรรคนั้นจะกระทำออนไลน์ไม่ได้ หรือว่าเงื่อนไขที่บอกว่าการแจ้ง กกต. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ข้อบังคับก็ดี การเปลี่ยนที่ตั้งสาขาพรรคก็ดี จะกระทำ ผ่านช่องทางออนไลน์ไม่ได้

ส่วนข้อเสนอตัวอย่างที่ ๔ ครับท่านประธาน คือเรามีการเสนอให้ลดเงื่อนไข ที่ไปจำกัดความคล่องตัวในการใช้จ่าย โดยการไปกำหนดว่าพรรคการเมืองนั้นจะนำรายได้ จากส่วนไหนไปใช้กับกิจกรรมอะไรได้บ้าง หรือว่าห้ามไม่ให้ไปใช้กับกิจกรรมอะไร ในส่วนของเงินอุดหนุนครับ ที่ประชาชนอุดหนุนให้พรรคการเมืองผ่านระบบภาษีในทุกปี ทางอนุกรรมาธิการเสนอให้เรามีการส่งเงินอุดหนุนดังกล่าวไปที่พรรคการเมืองโดยตรง เสมือนกับเงินบริจาค แทนที่จะต้องส่งไปผ่านกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองของ กกต. ที่ไปกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าพรรคจะใช้จ่ายกับอะไรได้บ้างจากรายได้ก้อนนี้ ในส่วนของ เงินอุดหนุนที่กองทุนของ กกต. นั้นสมทบให้กับพรรคการเมืองเพิ่มเติม อันนี้เราเข้าใจครับ ให้มีการผ่อนปรนเงื่อนไขดังกล่าว ที่เรามองว่าปัจจุบันนั้นอาจจะสร้างข้อจำกัดมากจนเกินไป ทำให้พรรคการเมืองนั้นไม่สามารถนำรายได้จากก้อนนี้ไปใช้สำหรับหลายกิจกรรม ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นหรือการสำรวจ ความเห็นของพี่น้องประชาชน เป็นต้น ว่าอาจจะเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ว่า กกต. นั้นอาจจะมี การกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม แต่เราก็เสนอครับ

ในส่วนที่ ๓ ส่วนสุดท้ายครับท่านประธาน คือข้อเสนอในการทำให้ พรรคการเมืองนั้นตายยาก ท่านประธานครับ ตลอด ๑๗ ปีที่ผ่านมาเราเห็นพรรคการเมือง ที่มีตัวแทนในสภาผู้แทนราษฎรนั้นต้องถูกยุบไปรวมกันถึงอย่างน้อย ๕ พรรคการเมือง ซึ่งล้วนไม่ได้ถูกยุบโดยปากกาของประชาชนที่หยุดให้การสนับสนุนในคูหาเลือกตั้ง แต่ถูกยุบ โดยปากกาของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่าพรรคการเมืองดังกล่าวนั้นได้กระทำผิดกฎหมาย ผมไม่ปฏิเสธนะครับว่าหากมีการกระทำผิดจริงที่ถูกพิสูจน์โดยองค์กรที่ปฏิบัติหน้าที่ อย่างเป็นกลาง ก็สมควรที่อาจจะต้องมีบทลงโทษ แต่บทลงโทษดังกล่าวครับท่านประธาน ก็ควรจะต้องบังคับใช้กับผู้กระทำผิดอย่างจำกัดวงและได้สัดส่วนกับฐานความผิด ดังนั้น รายงานนี้จึงมีข้อเสนออยู่หลายประการเพื่อจะทำให้โทษต่าง ๆ สำหรับพรรคการเมืองนั้น มีความเหมาะสม สมดุลและได้สัดส่วนมากขึ้น ผมขอยกตัวอย่าง ๓ ประการด้วยกัน

ประการที่ ๑ ครับท่านประธาน คือเราเสนอให้มีการปรับมาตรการหลายด้าน ที่ความจริงแล้วมีเจตนาที่ดีในการส่งเสริมการเติบโตของพรรคการเมือง หรือความเป็น ประชาธิปไตยภายในของพรรคการเมือง อย่างเช่น ข้อกำหนดว่าพรรคนั้นจะต้องมีสมาชิกกี่คน หรือสาขาพรรคกี่สาขาภายในกี่ปี หรือแม้กระทั่งข้อกำหนดเกี่ยวกับการทำ Primary หรือการเปิดให้สมาชิกนั้นมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง เราเสนอให้ปรับ มาตรการดังกล่าวจากปัจจุบันที่มีสภาพบังคับทางกฎหมาย จนทำให้พรรคนั้นจะต้อง สิ้นสภาพหากไม่ทำตาม เปลี่ยนมาเป็นมาตรการที่ไม่ได้มีสภาพบังคับทางกฎหมาย แต่ถูกส่งเสริมผ่านแรงจูงใจทางการเงิน ว่าหากพรรคไหนยิ่งทำเยอะ ยิ่งมีสาขาได้เยอะ ก็อาจจะได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุนของ กกต. เยอะขึ้นตามมา

ข้อเสนอที่ ๒ ครับท่านประธาน คือเราเสนอให้มีการทบทวนเงื่อนไขเกี่ยวกับ การยุบพรรคการเมือง เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากล เพื่อให้สอดรับกับหลักการ ว่าพรรคนั้นใหญ่กว่าคน และให้เป็นมาตรการสุดท้ายสำหรับเฉพาะกรณีร้ายแรงเท่านั้น ไม่ได้เป็นมาตรการที่ใช้ในการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง ยกตัวอย่างให้เห็นชัดครับ หากมี การทุจริตหรือว่าการกระทำผิดที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการพรรค ทางเราเสนอให้เปลี่ยน จากการลงโทษด้วยการยุบพรรค มาเป็นการลงโทษคณะกรรมการบริหารรายบุคคล หรือว่า รายคณะ หรือหากมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่องการล้มล้างการปกครองครับ เราเสนอให้มี การพิจารณาเรื่องการยุบพรรคเฉพาะในกรณีที่พรรคการเมืองนั้นกระทำการล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีคำพิพากษา ถึงที่สุดว่าเป็นการกระทำผิดทางอาญาเกี่ยวกับการล้มล้างการปกครอง

ส่วนข้อเสนอที่ ๓ ครับท่านประธาน คือเราเสนอให้มีการยกเลิกการมีอยู่ ของบทลงโทษเรื่องการเพิกถอนสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเรามองว่าควรเป็นสิทธิ ขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนในระบอบประชาธิปไตย

ทั้งหมดนี้ครับท่านประธาน โดยสังเขปเป็นภาพรวมของข้อเสนอที่อยู่ในรายงาน ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ฉบับดังกล่าว ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งครับว่าแม้พรรคการเมืองต่าง ๆ นั้นย่อมมีชุดความคิด อุดมการณ์ นโยบายที่แตกต่างกันออกไปเกี่ยวกับการบริหารประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่จะอยู่ เหนือความแตกต่างนั้น คือจุดยืน หลักการ และความมุ่งมั่นที่เรามีร่วมกันในการพยายาม จะทำให้พรรคการเมืองทุกพรรคนั้นมีความยึดโยงกับประชาชน และถูกกำกับโดยกติกาที่เสรี เป็นธรรม ทันสมัยและสากล ที่ผ่านมาเราพยายามอย่างยิ่งในการทำให้ข้อเสนอในรายงาน ฉบับนี้ไม่ได้เป็นข้อเสนอของพรรคใดพรรคหนึ่ง เราจัดทำข้อเสนอผ่านกลไกของกรรมาธิการ ที่มีตัวแทนของหลายพรรค เรามีเวทีรับฟังความเห็นจากตัวแทนแทบจะทุกพรรคการเมือง ตลอดกระบวนการในการจัดทำข้อเสนอ และหลังจากเราได้รับฟังคำอภิปราย แล้วก็ ข้อเสนอแนะของเพื่อนสมาชิกในสภาวันนี้ ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งครับ ว่าทุกพรรคนั้น จะมาร่วมกันลงชื่อเสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ฉบับกลางฉบับหนึ่ง โดยอาจจะมีบางพรรคที่เสนอร่างแก้ไข พ.ร.ป. พรรคการเมืองของตัวเอง เข้ามาประกบ เพื่อร่วมกันผลักดันข้อเสนอในรายงานดังกล่าวนี้ให้เกิดขึ้นจริงภายในสภาชุดนี้

ท่านประธานครับ ผมอยากจะทิ้งท้ายแบบนี้ครับ ผมไม่รู้ว่าโชคชะตากำลัง เล่นตลกกับเราหรือไม่ ที่ทำให้รายงานฉบับนี้ที่มีข้อเสนอเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.ป. พรรคการเมือง แล้วก็เกี่ยวกับเงื่อนไขของการยุบพรรค เข้าสู่การพิจารณาในสภาแห่งนี้ ไม่ถึง ๑ สัปดาห์ครับ ก่อนที่พรรคต้นสังกัดของผมนั้นจะถูกตัดสินในคดียุบพรรค ซึ่งแน่นอน เป็นการอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ป. พรรคการเมืองฉบับปัจจุบัน ผมเลยหวังครับท่านประธาน ว่าการที่ข้อเสนอในวันนี้ไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิงกฎหมายได้ทัน คำวินิจฉัยเกี่ยวกับพรรคก้าวไกลในวันที่ ๗ สิงหาคมนี้ ก็จะทำให้ทุกท่านสบายใจ แล้วก็ ไว้วางใจ ว่าข้อเสนอในรายงานฉบับนี้ไม่ได้ถูกเสนอเพื่อผลประโยชน์ของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ถูกเสนอเพื่อพยายามจะยืนยันหลักการที่เราคิดว่าถูกต้องและเพื่อยกระดับสุขภาพ ของประชาธิปไตยในประเทศไทย ขอบคุณครับท่านประธาน