อภิชาติ ชี้ปัญหาที่ดินเรื้อรัง เสนอเปิดทางใช้หลักฐานหลากหลายแก้ความเหลื่อมล้ำ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๗

อภิชาติ ศิริสุนทร หารือปัญหาที่ดินทำกินที่เรื้อรัง พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขผ่านร่างประมวลกฎหมายที่ดินที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิ์ให้เกษตรกร รวมถึงผลักดันให้เปิดทางให้ใช้หลักฐานหลากหลายรูปแบบในการพิสูจน์สิทธิ์ที่ดิน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเป็นธรรมในการเข้าถึงที่ดินของประชาชน

นายอภิชาติ ศิริสุนทร แบบบัญชีรายชื่อ

สรุปครับท่านประธาน เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อภิชาติ ศิริสุนทร ผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผู้เสนอร่างประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ผมคงใช้เวลาไม่มาก แต่จะสรุปให้สั้นให้ได้ใจความ แต่ก่อนที่ผมจะสรุปเนื้อหาของกฎหมาย ผมขอพูดกับเพื่อน สมาชิกด้วยหัวใจลูกผู้ชายสักนิดหนึ่ง ผมได้รับเลือกจากพี่น้องประชาชนให้เป็นผู้แทนราษฎร ก็เป็นสมัยที่ ๒ นี่ก็น่าจะเข้าปีที่ ๖ สมัยแรกที่ผมเข้ามาเพื่อนสมาชิกทั้งหลายแทบทุกเดือน แทบทุกสมัยประชุมล้วนแล้วแต่หารือเรื่องปัญหาที่ดินทำกิน เพื่อนสมาชิกทั้งหลายล้วน เสนอญัตติเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่ดินของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดของ ตัวเองบ่อยมากครับท่านประธาน บ่อยจนผมฟังแล้วแทบจะรู้สึกว่ามันเป็นปัญหาแทบ ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกพื้นที่ของพี่น้องประชาชนในประเทศนี้ แต่ก็ไร้ทางแก้ ไร้ทางออก ผมอยู่ในกรรมาธิการที่ดินก็เช่นเดียวกัน พี่น้องประชาชนก็แห่มาร้องเรียนที่กรรมาธิการ ที่ดินปีละเป็นพันเรื่องครับท่านประธาน เราศึกษาข้อมูลว่าปัญหาต้นตอมันมาจากไหน เราเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงว่าจะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนอย่างไร ณ วันนี้ ก็ยังแก้ไม่ได้ และสรุปขั้นสุดท้ายมันเป็นปัญหาที่แนวคิดและกฎหมายใช่ไหมครับ ถ้าพี่น้อง ผู้แทนราษฎรที่นั่งอยู่ที่นี้เห็นว่ามันเป็นปัญหาที่กฎหมาย ทำไมผมได้ยินเสียงว่าจะไม่รับ ร่าง พ.ร.บ. ที่ผมเสนอแก้ไขฉบับนี้ ท่านไร้ความรู้สึกต่อการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน หรือครับ อันไหนที่มันเป็นข้อแก้ไขได้ในวาระที่ ๒ ก็ถกเถียงกัน ก็ไปแก้ไขกัน นี่ท่านปิดประตู ในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนท่านพูดพร่ำบ่นอยู่ทุกวัน ๆ ในสภาแห่งนี้หรือครับ ผมยังไม่ได้ยินเสียงและเหตุผลของท่านที่พูดให้ผมฟังว่าร่างฉบับนี้มีข้อบกพร่องตรงไหน ไม่ได้ยินเลยครับ ทำไมท่านไม่บอกผมบ้าง และท่านทำไมไม่อภิปรายในสภาแห่งนี้เพื่อสื่อสาร ให้พี่น้องประชาชนทราบว่า พ.ร.บ. ที่ผมเสนอมามีข้อบกพร่องตรงไหน ควรแก้ตรงไหน ทำไม ท่านไม่เอาประชาชนเป็นที่ตั้งล่ะครับ ถ้าท่านยึดประชาชน ยึดปัญหาพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง ท่านก็ต้องรับหลักการสิครับ แล้วก็ไปถกเถียงแก้ไขกันในวาระที่ ๒ หากความคิดของผมด้อยปัญญา เสนอไม่ถูกต้อง ไม่ถูกจุด ท่านก็ไปเสนอในวาระที่ ๒ สิครับ ถ้าท่านเอาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เป็นที่ตั้ง เรื่องสิทธิชุมชนเป็นเรื่องที่ร่างไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่า ๒-๓ ฉบับ และฉบับล่าสุดก็คือฉบับ ๒๕๖๐ ก็ได้บัญญัติไว้ เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วว่า คำว่าสิทธิชุมชน มันไม่ได้หมายความว่าที่ดินนั้นจะเป็นที่ของเอกชน ที่ดินยังเป็นที่ของรัฐ แต่ว่าให้ชุมชน ให้ท้องถิ่นเขาบริหารจัดการสิครับ ที่ผ่านมาท่านรวมศูนย์อำนาจไว้ทั้งหมดที่ส่วนกลาง พี่น้องประชาชนถูกแจ้งความดำเนินคดีกี่เรื่องแล้วครับ มากมายครับ ก็เปิดล็อกให้มี การจัดการบริหารโดยท้องถิ่น โดยชุมชนให้เขาจัดการ บริหารจัดการการใช้ประโยชน์ สถานะที่ดินก็ยังเป็นที่ของรัฐ มันจะแปลกตรงไหนครับต่างชาติประเทศที่เขาเจริญแล้ว เขาก็ทำอย่างนี้ นี่มันจะลดความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชน นี่จะเป็นการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดมรรคผลทางเศรษฐกิจของประเทศมหาศาล ท่านลอง พูดอภิปรายมาสิครับว่ามันไม่ดีตรงไหน ไม่ถูกต้องตรงไหน ผมจะน้อมรับ รับฟังแล้วก็เอาไป แก้ไข นี่ก็คือประเด็นที่ ๑

ประเด็นต่อมา เรื่องระยะเวลาการปล่อยที่รกร้างว่างเปล่า ทั่วโลกเขาก็ใช้ ระยะเวลาในการกระตุ้น เพื่อให้ผู้ที่ปล่อยที่รกร้างว่างเปล่านำที่ดินมาใช้ประโยชน์ ให้เกิด มูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ แล้วมันไม่ดีตรงไหน หรือเวลามันน้อยเกินไป ท่านก็ไปพูด ในวาระที่ ๒ ก็ไปคุยกันสิครับ โดยหลักการเขาก็ทำกันทั่วโลกครับ เพื่อนสมาชิกของผม ก็ได้อภิปรายว่าหลายประเทศ หลายมลรัฐเขากำหนดแค่ ๒ ปีเองถูกไหมครับ ของเรา ผมก็เสนอลดมาแค่ ๕ ปี ๓ ปี ถ้าท่านบอกว่ามันน้อยไปเอาเท่าเดิมก็ว่ากันไปสิครับ และเพื่อนสมาชิกท่านธีรัจชัยท่านก็บอกว่า ที่คนจนเขาไม่ปล่อยรกร้างว่างเปล่าหรอกครับ เพราะเขาใช้พื้นที่ดินทำกินทุกตารางนิ้ว หาเลี้ยงชีวิตเขาไปเป็นมื้อ ๆ หลายคนไม่มีที่ดิน ด้วยซ้ำไป มากด้วยซ้ำไปที่ไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีทางที่คนจนเขาจะปล่อยที่รกร้างว่างเปล่า มีแต่คนรวยที่ซื้อที่ดินไว้เก็งกำไรเท่านั้นครับ ไม่ได้เอามาทำการผลิต ท่านก็ต้องมาคุยกันสิครับ ในวาระที่ ๒ ท่านบอกว่าลด ๕ ปีมันน้อยไป หรือมันมากไป หรือไม่พอดีก็มาคุยกัน แต่โดยหลักการที่ทั่วโลกเขาก็ทำอย่างนี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ผมก็ยังได้เห็นคำอธิบายของท่านที่มันชัดมันเจน ในเรื่องประเด็นคำพิพากษาของศาล พี่น้องประชาชนเขาเดือดร้อนครับ เขาต้องไปจ้างทนายความ เพื่อที่จะให้ศาลเป็นผู้บอก ว่าที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ของเขา เพราะว่าเขาก็มี ส.ค.๑ เพียงเพราะเขาไม่รู้ข้อมูลข่าวสาร ตามมาตรา ๘ ให้ไปยื่นภายในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เขาต้องไปจ้างทนายความหรือครับ เพราะกระบวนการในการพิสูจน์สิทธิของกรมที่ดิน เขาก็มีขั้นตอนของเขาอยู่แล้ว จะอยากให้ พี่น้องประชาชนเสียสตางค์จ้างทนายความ เหมารถเหมารามาศาลหรือครับ ทำไมรัฐ ไม่เอื้ออำนวยความสะดวกไปออกระเบียบเพิ่ม ไปขีดข้อจำกัดเพิ่ม ทำไม ก็ปลดล็อกสิครับ ก็ขั้นตอนปกติในการพิสูจน์สิทธิของกรมที่ดินเขาก็มีอยู่แล้ว ทำไมต้องไปเพิ่มภาระให้กับ พี่น้องประชาชน อันนี้ผมก็อยากจะเห็นว่าท่านไม่รับหลักการ ท่านจะอภิปรายที่ไม่เห็นด้วย ในประเด็นตรงไหนที่เกิดช่องว่าง อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจเช่นเดียวกันครับ อีกประเด็นหนึ่ง ที่ผมเปิดช่องไว้ในประมวลกฎหมายตัวนี้ก็คือ เรื่องของการเพิ่มเรื่องของการออกโฉนด ในกรณีที่ที่ ส.ป.ก. ที่ตรวจสอบสิทธิว่าเป็นเกษตรกรตัวจริงแล้ว สามารถที่จะยื่นเข้ามา เพื่อขอออกโฉนดได้ เพราะเดิมทีใน พ.ร.บ. เดิมเขาจะออกโฉนดให้เฉพาะผู้มี ส.ค.๑ ผู้มีหลักฐานที่ทางราชการออกให้ หรือที่ที่เป็นนิคมสหกรณ์ที่ครองแล้ว ๕ ปีเท่านั้น ไม่ได้เขียนคำว่า ที่ ส.ป.ก. ออกโฉนดได้ เพื่อยกระดับสิทธิ เพื่อเพิ่มมูลค่า เพื่อเพิ่มความ มั่นคงในที่ดินทำกินของพี่น้องประชาชนในกรณี ส.ป.ก. ผมก็เอามาเพิ่มไว้ในแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลฉบับนี้ ที่มันเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ถ้าท่านไม่เห็นด้วยขอฟังคำอภิปราย เหตุผลถกกันมากครับ

นี่เป็นประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องของการพิสูจน์สิทธิ ที่ผ่านมา พี่น้องหรือแม้กระทั่งเพื่อนสมาชิก สส. ของผมทั้งหลาย บ่นเหลือเกินว่าพี่น้องประชาชน มี ส.ค.๑ จะไปออกโฉนด ทำอย่างไร เพราะเป็นพื้นที่มีความคาบเกี่ยวระหว่างที่ป่าไม้ ที่สาธารณประโยชน์ ที่ดินของรัฐประเภทต่าง ๆ แต่กรมที่ดินออก ส.ค.๑ ให้แล้ว หมู่บ้าน ทั้งหมู่บ้านมีวัดมีวา มีอนามัย กรมการปกครองตั้งหมู่บ้านให้ถูกต้องตามกฎหมายเรียบร้อย มีสถานีอนามัย มีโรงเรียน มีวัด มีใบเสมาตราตั้งเรียบร้อย แล้วพี่น้องที่เป็นเกษตรกร คนชนบท ตั้งหมู่บ้านที่ไหนย่อมจะมีสวน มีนาอยู่แล้วเป็นของธรรมชาติติดไปกับการตั้ง ถิ่นฐาน ดังนั้นกระบวนการในการพิสูจน์สิทธิที่เขียนไว้ในตัวกฎหมายเดิม ที่ให้ใช้เฉพาะ ระวางภาพถ่ายทางอากาศ หรือหลักฐานที่ทางราชการออกให้คือ ส.ค.๑ ใบตราจอง อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งสมัยก่อนนี้ผมเชื่อนะครับ ว่าการสื่อสารไม่ทั่วถึงแน่ การเดินทางจากหมู่บ้าน เข้าอำเภอก็ยากเย็นแสนเข็ญ รถสักคันก็ไม่มี หรือมีอยู่เที่ยวเดียว หรือจะมาอำเภอก็ต้องเดิน ผู้ใหญ่บ้านเวลาประชุมไม่มีหอกระจายข่าว เขาเรียกว่าตีเกราะดังโป๊ก ๆ ละครับ แล้วพี่น้อง ประชาชนหากินตามไร่ตามป่า ไม่ได้มาประชุมก็ไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร เขาก็ไม่ได้มาแจ้ง ส.ค.๑ หรือแจ้งการครอบครอง ก็ทำให้เขาหมดสิทธิในการที่จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพราะรัฐไปเขียนขีดข้อจำกัดในการพิสูจน์สิทธินั้นไว้ ดังนั้น ผมต้องการที่จะให้การ พิสูจน์สิทธิเหล่านั้นมันง่ายขึ้น มันสะดวกขึ้นไป ก็ไปปลดล็อกสิครับ ไปใช้หลักฐานอื่น ใช้ร่องรอยการทำประโยชน์ ใช้ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชุมชนเข้ามา จะทำให้พี่น้อง ประชาชนนั้นได้ไปสู่สิทธิอย่างเป็นธรรมมากขึ้น ผมก็อยากถามเช่นเดียวกันว่า สิ่งที่ผมคิด มันมีข้อผิดปกติ ผิดวิสัยที่ไม่เอื้อประโยชน์กับพี่น้องประชาชนตรงไหน ที่พี่น้องประชาชน ไม่ได้ประโยชน์ตรงไหน เอาล่ะครับ ผมก็คงจะสรุปประเด็นในร่างที่ผมเสนอคร่าว ๆ เพราะว่า ผมก็ได้เสนอไปแล้วในสมัยประชุมที่แล้ว ก็ไม่อยากจะรบกวนเวลาของท่านประธานและ เพื่อนสมาชิก แต่อย่างนี้ครับสุดท้ายผมขอเพื่อนสมาชิกได้ไหมครับว่า ถ้าท่านเห็นกับผมว่า ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินตอนนี้ ที่มันเกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายที่ดินตัวนี้ ที่กำลังเสนอแก้ ถ้าเห็นตรงกันรับหลักการไปหน่อยครับ อย่างน้อยก็เห็นแก่ประชาชน อย่างน้อยเราก็ได้ ทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรสมรูปสมแบบ เต็มคำว่าพี่น้องประชาชนได้มอบอำนาจให้ อันไหน ที่มันยังขาดตกบกพร่อง หรือยังไม่ละเอียดชัดเจน ก็ไปคุยกันในวาระที่ ๒ สิครับ มันสามารถ แก้ไขได้อยู่ ดังนั้น ผมจึงขอร้องให้เพื่อนถ้าตัดสินใจไม่ได้วันนี้ เลื่อนออกไปก็ยังได้นะครับ ไปลงมติอาทิตย์หน้า แล้วก็หารือกันใหม่ หรือจะให้ผมทำอย่างไรผมยอมละครับ สำหรับหลักการที่แก้ปัญหาที่ดินให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้นก็ขอฝากเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ไว้นะครับ ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ช่วยกันอภิปรายทุกท่าน ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แต่ที่อภิปรายผมว่าเห็นด้วยหมดนะครับ ท่านนิพนธ์ คนขยัน ก็บอกเต็มที่ตกลงพรรคท่าน เห็นด้วยในหลักการไหมครับท่านนิพนธ์ แต่อาจจะมีบางท่านบอกว่าระยะเวลา ๑๐ ปี มันดีแล้วลดลงมา ๕ ปีนะครับ เพื่อนผม พี่ชายผมก็ได้อภิปรายไปแล้วว่าหลักการทั่วโลก เขาก็ทำอย่างนี้นะครับ ก็ขอบคุณเพื่อนสมาชิก ขอบคุณท่านประธานครับ สวัสดีครับ