ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หารือปัญหาการลดลงของอัตราการเกิดที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและแรงงาน โดยเน้นว่าเป็นวิกฤติความมั่นคงแห่งชาติที่ต้องเร่งแก้ไขผ่านการจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอและนโยบายสาธารณะที่เข้มแข็ง ทั้งการขยายสิทธิเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด การสนับสนุนพ่อแม่ การพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และการยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กตั้งแต่ต้นทาง เพื่อสร้างรากฐานสังคมที่ยั่งยืนและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการอย่างครอบคลุม
ท่านประธานคะ คนสุดท้ายนะคะ ไม่ใช่วันสุดท้ายนะคะ ท่านประธานคะ ดิฉันทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ พรรคก้าวไกล เขตสายไหม คุณแม่ ลูกสองที่อยากเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ผ่านการเมืองค่ะ วันนี้ดิฉันขออนุญาตกลับมาอภิปราย งบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติเด็กเกิดต่ำอีกแล้วนะคะ ที่พูดไปแล้วเมื่อสมัย ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ แต่วันนี้จะลงลึกขึ้นค่ะ แล้วก็ให้เห็นความสำคัญของการจัดสรร งบประมาณให้มากขึ้น แล้วก็มาชี้ให้ทุกคนในห้องนี้เห็นว่าการจัดสรรงบประมาณแบบนี้ รัฐ Ignore เด็กและเยาวชนในประเทศไทยอย่างไร ท่านประธานคะ วิกฤติเด็กเกิดต่ำ ดิฉันและพรรคก้าวไกลไม่ได้คิดไปเองคนเดียวนะคะ ในห้องอนุกรรมาธิการติดตาม งบประมาณ กระทรวงสาธารณสุขเองก็ได้มาชี้แจงถึงแผนการแก้ไขปัญหาวิกฤติเด็กเกิดต่ำค่ะ โดยมีการอ้างสถิติอันหนึ่งที่น่าสนใจมาก ๆ ก็คือว่า เปิดสาเหตุที่คนไทยไม่ได้อยากมีลูก ดิฉันก็เคยพูดไปเมื่อครั้งที่แล้วเช่นเดียวกัน คล้าย ๆ กัน เด็กเกิดต่ำส่งผลกระทบต่อระบบ เศรษฐกิจอย่างไรบ้าง ก่อนอื่นต้องบอกก่อนนะคะว่า ถ้าเรายังคง Ignore แล้วก็เพิกเฉยวิกฤติ นี้ต่อไป ประเทศเราจะขาดแคลนแรงงานที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และขาดวัยแรงงานที่เป็นส่วนสำคัญในการเสียภาษีให้กับรัฐ ในการสร้างและพัฒนาประเทศ ทั้งระบบ รวมถึงสร้างเรื่องน้ำประปาของเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่นี้ด้วยนะคะ สาเหตุที่คน ไม่อยากมีลูกมาดูนะคะ
อันดับแรกบอกว่าร้อยละ ๓๘.๓ ไม่อยากเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายค่ะ ส่วนที่ น่าสนใจอีกอันร้อยละ ๓๘.๓ เหมือนกัน ก็คือไม่อยากให้เด็กหรือว่าลูกเกิดมาในสภาพสังคม ปัจจุบัน ๒ อันดับแรกรวม ๆ กันเกือบประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ คำตอบของการแก้ปัญหา เรื่องนี้ เราเลยไม่สามารถละเลยการสร้างรัฐสวัสดิการได้ การสร้างรัฐสวัสดิการจึงเป็นคำตอบ สุดท้ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดิฉันกลับไม่เห็นแผนการแก้ไขปัญหาวิกฤติเด็กเกิดต่ำในแผน งบประมาณฉบับนี้ มีแต่กระทรวงสาธารณสุขที่ไปชี้แจงในห้องอนุกรรมาธิการงบประมาณว่า จะมีการแก้ไขปัญหานี้ โดยการสนับสนุนให้กับคนที่มีบุตรยาก มีบุตรได้ง่ายขึ้น ก็ไม่ได้เป็น การแก้ไขปัญหาของคนที่ไม่ได้อยากมีลูก หรือเรื่องของการแก้ไขปัญหาของผู้สูงอายุนั่นเอง ท่านประธานคะ การสร้างรัฐสวัสดิการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบนั้นทำได้ไม่ง่าย แล้วก็ไม่เร็วค่ะ การจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติเด็กเกิดต่ำเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลควรจะต้อง ทำอย่างเร็วที่สุด ในหลาย ๆ ประเทศ เช่นที่ไต้หวันมีการเซตความมั่นคงของชาติอันดับหนึ่ง คือวิกฤติเด็กเกิดต่ำ แน่นอนถ้าเรามองวิกฤติเด็กเกิดต่ำเป็นความมั่นคงแห่งชาติ เราก็จะทุ่ม สรรพกำลัง ทุ่มงบประมาณจำนวนมากกับการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเด็ก ประเทศ ที่พัฒนาแล้วมักจะยกให้เด็กเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นศูนย์กลางของการออกแบบนโยบาย มุ่งการออกแบบนโยบายสาธารณะที่ตรงจุด แล้วก็ครอบคลุมทุกช่วงจังหวะชีวิตตั้งแต่เกิดจน โต ในหลายประเทศมีความพยายามอัดฉีดกันเต็มที่ค่ะ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี Baby Bonus อัดฉีดเงินลูกคนแรก คนที่ ๒ คนที่ ๓ คนที่ ๔ กันมหาศาล แต่จำนวนการเกิดก็ยังไม่ได้เพิ่ม ไปตามที่เขาต้องการ แต่ทุกท่านคะ อย่างน้อย ๆ ก็เป็นการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส เปลี่ยนวิกฤติเด็กเกิดต่ำให้เป็นโอกาสที่เราจะได้พัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กที่เกิดน้อยนี่ละค่ะ เรื่องนี้สอดคล้องต้องกันกับรายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัว และข้อเสนอนโยบาย เกี่ยวกับเด็กและครอบครัวของภาคประชาสังคม 101 Kid for Kids มีอยู่ ๕ ประเด็นดังนี้ค่ะ
ประเด็นแรก เขาบอกว่าประเทศไทยสิทธิลาคลอดยังไม่เพียงพอต่อการดูแล เด็กเล็ก เราอยากให้เราให้นมแม่ ๖ เดือน แต่เรายังลาคลอดได้แค่ ๙๘ วัน ในประกันสังคม แล้วก็ยังมีช่วงรอยต่อระหว่างที่ลาคลอดจนถึงประมาณ ๒ เดือนที่จะเข้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เด็กช่วงนี้ไม่รู้จะไปไหนนะคะ สวัสดิการไม่ได้มีตรงนี้เลย ทั้ง ๆ ที่ช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญของ การพัฒนาคุณภาพบุคลากรของประเทศในอนาคตมากที่สุด
ประการที่ ๒ คือประเทศไทยเรายังลงทุนกับเด็กเล็กไม่เพียงพอ แล้วก็ ไม่ครอบคลุม นั่นก็คือเงินอุดหนุนเด็กเล็กที่ให้เฉพาะครอบครัวที่ยากจน ขนาดยากจน ยังตกหล่นประมาณร้อยละ ๓๐ เลยนะคะ ตั้งแต่ระบบการคัดกรองเลย นอกจากนั้นจำนวน เงินไม่เพียงพอค่ะ ๖๐๐ บาท สำหรับกลุ่มที่ยากจนที่พอจะข้ามเส้นความยากจนไป ๖๐๐ บาท ไม่พออยู่แล้วที่จะเลี้ยงเด็กให้มีคุณภาพ
ประการที่ ๓ คือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของแต่ละพื้นที่ยังมีมาตรฐานไม่เท่ากัน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหลายที่ประมาณร้อยละ ๑๐ ในอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่รัฐบาลเราลงทุนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแค่ร้อยละ ๐.๒๕ ของ GDP เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริง Minimum ควรจะต้องร้อยละ ๑ ของ GDP ด้วยซ้ำ ต่ำกว่า มาตรฐานมาก ๆ
ประเด็นที่ ๔ คือเรื่องระบบนิเวศของการเรียนรู้ ยังคงกระจุกตัวอยู่ ในห้องเรียนที่บอกว่าตามโลกไม่ทัน ห้องเรียนที่ยังคงอยู่ในยุคสมัยก่อนอยู่ แล้วก็ระบบ การเรียนรู้ยังคงกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ เช่น กรุงเทพมหานคร หรือว่าอำเภอเมืองของ แต่ละจังหวัดต่าง ๆ
ประเด็นสุดท้ายสำคัญที่สุดค่ะ ที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้อยากมีลูก เพราะว่าสิทธิเสรีภาพของเด็กไทยในปัจจุบันอยู่ในขั้นที่เรียกว่าวิกฤติเลยนะคะ เด็กไร้สัญชาติ จำนวนมากยังไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานเลย รวมถึงการใช้ความรุนแรง การคุกคามเยาวชน ปรากฏตั้งแต่ในระดับครอบครัว สถาบันการศึกษา รวมถึงมีการปิดกั้นช่องทางการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองจากหน่วยงานภาครัฐ ส่งผลให้เยาวชนขาดพื้นที่ในการแสดงพลัง แล้วก็ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งมันบาน ปลายโดยไม่จำเป็น สถานการณ์เมื่อวาน สิทธิในการประกันตัวเราก็คงจะได้เห็นอยู่แล้ว ใช่ไหมคะว่ามันมีความแตกต่างกันอย่างไร Double Standard ๒ มาตรฐานอย่างไร แล้วอย่างนี้จะให้คนไทยมีลูกกันไหวหรือคะ ทุกท่านคะ เมื่อเราทราบถึงปัญหาต่าง ๆ ที่ดิฉัน กล่าวมาข้างต้นแล้ว ดิฉันจะชวนทุกท่านมาดูกันว่าการจัดสรรงบประมาณของรัฐในปี ๒๕๖๘ จะช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ นี้อย่างไร ท่านประธานคะ อย่างที่บอกตอนแรกว่าเราเพิ่มปริมาณ ไม่ได้ อย่างน้อย ๆ เราสามารถเพิ่มคุณภาพได้ เพราะว่าในช่วงที่เด็กเกิดต่ำ ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง เราใช้งบประมาณน้อยลงกว่าเดิมหลายเท่า ถ้ารัฐมองว่าการเลี้ยงลูกคืองานอย่างหนึ่ง ถ้าเรา ไม่ลงทุนในเด็กและเยาวชน รัฐก็ต้องหมดงบประมาณมหาศาลไปกับการแก้ไขปัญหาที่ปลาย เหตุอยู่ดี เช่น งบประมาณแผนบูรณาการยาเสพติด ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท งบประมาณ ในการแก้ไขปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ความรุนแรงในครอบครัว หรืองบประมาณที่ลงทุน ในกรมราชทัณฑ์ สิ่งเหล่านี้เกิดจากการที่เราเพิกเฉยต่อการลงทุนในเด็กและเยาวชนนั่นเอง
มาดูงบประมาณกระทรวงแรกที่พูดไปแล้วตั้งแต่ครั้งที่แล้วปี ๒๕๖๗ เช่นเดียวกัน งบประมาณในการคัดกรองเด็กของกรมอนามัย ของปี ๒๕๖๗ ก็ได้พูดไปว่า รัฐได้ตั้งวิกฤติเด็กเกิดต่ำเป็นวาระแห่งชาติ แต่กำหนดงบประมาณในการคักรองเด็กอยู่ที่ ๒ ล้านบาท ปีนี้ก็คาดหวังว่าจะมากขึ้น แต่งบประมาณที่ได้มาก็ประมาณ ๑.๘ ล้านบาท น้อยลงอยู่ดีนะคะ กระทรวงสาธารณสุขเอง กรมอนามัยเอง บอกว่ามีการพยายามที่จะเขียน ของบประมาณให้เพิ่มขึ้นแล้ว แต่ก็ยังถูกตัดอยู่ดี แสดงให้เห็นว่ารัฐไม่ได้ให้ความสำคัญกับ การคัดกรองเด็กเลยแม้แต่น้อยค่ะ
งบประมาณถัดมาค่ะ ก็ต้องมาทวงกันอีกรอบนะคะ สำหรับเงินอุดหนุน เด็กแรกเกิด ๖๐๐ บาท ที่ไม่ถ้วนหน้าสักที ปีนี้ก็คิดว่าจะถ้วนหน้านะคะ เพราะว่ารัฐบาลเอง ก็รับรู้ปัญหามาโดยตลอดอยู่แล้วว่าเงินอุดหนุนมันน้อยมาก ไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่าย ของผู้ปกครองอยู่แล้ว รัฐบาลเองก็เคยรับปากกับภาคประชาชนไว้เหมือนกัน เสียดาย ท่านวราวุธไม่มานะคะ ท่านวราวุธเองก็รับปากกับภาคประชาสังคมไว้แล้วว่า ถ้วนหน้า แน่นอนปี ๒๕๖๘ หรือเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายนที่ผ่านมา ท่านธรรมนัส พรหมเผ่า ของเรา ก็ได้ไปรับปากไว้เช่นเดียวกันว่า ๖๐๐ บาทถ้วนหน้าแน่นอน วันนั้นก็ไปแทนท่านรอง นายกรัฐมนตรีภูมิธรรม เวชยชัย ด้วยนะคะ ๓ คน รับผิดชอบร่วมกันด้วยนะคะ ประชาชน เขาก็รอฟังอยู่ว่าสรุปจะถ้วนหน้าจริงไหม เพราะว่าในงบประมาณปี ๒๕๖๘ ดิฉันไม่เห็น การเพิ่มขึ้นของงบประมาณสวัสดิการถ้วนหน้าตามที่สัญญาไว้เลย และปีนี้หนักกว่าเดิม รู้ไหมทำไมคะ ปีนี้ไม่มีแม้กระทั่งในคำของบประมาณด้วยซ้ำ ในห้องอนุกรรมาธิการติดตาม งบประมาณดิฉันก็เข้าไปทวงถาม พยายามถามว่าสรุป ๒๕๖๘ ถ้วนหน้าไหม เจ้าหน้าที่ก็มอง กันเลิ่กลั่ก ๆ แล้วบอกว่าน่าจะไม่นะครับ ถามต่อไปว่าแล้ว ๒๕๖๙ ล่ะ ถ้วนหน้าไหม เขาก็ยังคงมองหน้ากันแล้วก็บอกว่า อันนี้ก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้น ก็อยากจะฟังคำตอบเหมือนกันว่าสรุปที่ไปรับปากกันไว้ ก็ไม่อยากให้รับปากกันแค่ลมปาก อย่างเดียว ช่วยทำให้ภาคประชาสังคมเห็นด้วยว่าที่รับปากไปทำได้จริง ๆ หรือถ้าทำไม่ได้ ติดขัดตรงไหนก็บอกกันตรง ๆ ค่ะ
งบประมาณถัดมา งบประมาณเงินอุดหนุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในกระทรวง พม. ที่เกี่ยวกับศูนย์รับเลี้ยงเด็กและสถานสงเคราะห์เด็กและเยาวชน อันนี้ภาคประชาสังคม ฝากมาเช่นเดียวกันว่ามันน้อยมาก เพราะว่าในห้องงบประมาณปี ๒๕๖๗ ก็ได้ถามว่า งบประมาณ ๑๕ ล้านบาท มันเป็นต่อหัวเท่าไร ก็เลยทราบว่า ๑๕ ล้านบาท เป็นเงินอุดหนุน สถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนหัวละ ๓๐๐ บาท ๓๐๐ บาทต่อคนต่อเดือน ไม่ใช่ต่อเดือน ต่อปีนะคะ ไม่ใช่ต่อเดือน เข้าใจว่าต่อเดือน จริง ๆ เป็นต่อปี ก็คือมันน้อยมาก ๆ ไม่สามารถจะชดเชย หรือว่าช่วยให้คุณภาพชีวิตของเด็กดีขึ้นได้ ปีนี้ก็เลยคาดหวังว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญเรื่อง ตรงนี้มากขึ้น มีการเพิ่มขึ้นของงบประมาณในเงินอุดหนุนมากขึ้น เพราะว่ากรมกิจการเด็ก และเยาวชนปีนี้ได้งบประมาณเพิ่มขึ้นตั้ง ๑๔๐ กว่าล้านบาท ปรากฏว่าเงินอุดหนุนศูนย์เด็ก เล็กเอกชนปีนี้ได้แค่ ๑๑.๖๕ ล้านบาทเท่านั้น น้อยกว่าปีที่แล้วด้วยนะคะ แล้วงบประมาณ ที่เพิ่มขึ้นมหาศาล ไปเพิ่มตรงไหน ก็เหมือนกับที่หลาย ๆ คนพูดไปในหลาย ๆ กระทรวงค่ะ ว่าเพิ่มในส่วนของงบอบรมเป็นหลัก งบอบรมเพิ่มขึ้น แต่งบอุดหนุนเด็กลดลงค่ะ
ถัดมาก็คือ เรื่องของงบประมาณการพัฒนาของเด็กปฐมวัยที่กระจัดกระจาย ไปตามกระทรวงต่าง ๆ กระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงศึกษาธิการเองก็ตามที่ถ้าเราดู เฉลี่ยต่อรายหัวแล้ว เด็กปฐมวัยก็ยังน้อยมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงการพัฒนาบุคลากรที่ดี ที่สุดคือการลงทุนกับเด็กปฐมวัย มีคำกล่าวหนึ่งบอกว่า ถ้าเราอยากรู้ว่ารัฐนั้นจะเจริญได้สัก แค่ไหน จะพัฒนาได้ขนาดไหน ให้ดูว่าเขาลงทุนกับเด็กปฐมวัยแบบไหน กระทรวง สาธารณสุขเองก็เห็นความสำคัญของเด็กเล็กในห้องอนุกรรมาธิการติดตามงบประมาณ ก็มีการมาบอกว่าจะมีการลงทุนสร้างศูนย์รับเลี้ยงเด็กเล็ก ลงทุนที่ละประมาณ ๒๐ ล้านบาท และใช้เงินทุนหมุนเวียนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งงบประมาณส่วนนี้ก็จะเป็นต้นทุนจม ที่รัฐก็ต้องเสียไปอาจจะเปล่าประโยชน์ก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้มีข้อเสนอดังนี้ค่ะว่าทางกรมอนามัย ควรจะต้องมีการถ่ายโอนภารกิจสิ่งนี้ให้มาเป็นภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งรัฐส่วนกลางตอนนี้ยังไม่ได้มีการถ่ายโอนตรงนี้สักที เพราะว่าทำไมต้องให้ท้องถิ่นทำ ทำไมถึงไม่ให้ส่วนกลางทำ เพราะว่าสุดท้ายแล้วท้องถิ่นจะรู้ปัญหาได้ดีที่สุดว่า แต่ละท้องที่ Demand Supply เป็นอย่างไร เช่น อันนี้อยากให้ดูของเขตตัวเองแล้วกัน เขตสายไหม อันนี้คือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในกรุงเทพมหานคร ถ้าเห็นภาพดิฉันคิดว่าศูนย์เด็กใน อบต. ดูดีกว่าเยอะเลยนะคะ บางที่แม้กระทั่งประตูก็ไม่มี หน้าต่างก็ไม่มี นี่คือความสำคัญที่ว่าทำไม เราต้องมีการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นต่าง ๆ เพื่อให้เขาทำภารกิจนี้ด้วยตัวเองค่ะ ท่านประธานคะ ความเหลื่อมล้ำตั้งแต่เกิด ตั้งแต่เรื่องเบี้ยเด็กไม่ถ้วนหน้า สิ่งที่สำคัญอีกอย่าง ดิฉันก็เน้นย้ำตลอดเวลาว่า เราต้องให้ความสำคัญกับพ่อแม่ของเด็กด้วย โดยเฉพาะแม่นะคะ เรื่องการซึมเศร้าหลังคลอด เรื่องนมแม่ก็ตาม เรื่องบางเรื่องแทบไม่ต้องใช้งบประมาณเลย ด้วยซ้ำ เช่น Regulation การวางทารกไว้แนบอกหลังคลอดทันที ดิฉันเสนอไปในห้อง อนุกรรมาธิการงบประมาณเช่นเดียวกันว่างบประมาณแทบไม่ได้ใช้เลย สไลด์นี้ยังไม่ถึงนะคะ การทำตาม Regulation เรื่องนี้จะทำให้กระตุ้นน้ำนมให้เพิ่มมากขึ้น แล้วก็ ๒. ช่วยภาวะ ซึมเศร้าด้วย มีงานวิจัยรองรับมากมาย เรื่องนี้กระทรวงสามารถทำได้เลยไม่ต้องใช้ งบประมาณแม้แต่บาทเดียว แค่ทำเป็น Regulation ที่ต้องทำทุกโรงพยาบาลเหมือนกัน
ถัดมาก็คือ Baby Box เป็นสิ่งที่จะช่วยให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึง การดูแลเด็กตั้งแต่เกิด ลดความตึงเครียดของพ่อแม่ ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาสมอง แก้ไข ปัญหาที่ต้นทาง ถ้าเราใช้งบประมาณ ๑,๐๐๐ บาท ต่อ Baby Box ๑ กล่อง อัตราการเกิด ๔๐๐,๐๐๐ คน หรือ ๕๐๐,๐๐๐ คน งบประมาณประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ถ้าเรายุบกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวไป แล้วก็สามารถมาทำงบประมาณตรงนี้ได้ สบาย ๆ เลย แล้วอันนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ด้วยนะคะ นโยบายคล้าย ๆ กันนี้ เคยเกิดขึ้น ในสมัยของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เคยทำเมื่อปี ๒๕๔๘ ก็คือนโยบาย ถุงรับขวัญ เป็นนโยบายที่ดีมาก ๆ อันนี้ชื่นชม เป็นไปได้ถ้ารัฐบาลจะนำมาปัดฝุ่นทำอีกสัก ครั้งหนึ่งก็จะเป็นพระคุณมาก ๆ ก็ขอเสนอไว้ด้วย ฝากพรรคเพื่อไทยด้วย ท่านประธานคะ ความกระจัดกระจายของงบประมาณเกี่ยวกับเด็กเล็กและไม่เป็นในทิศทางเดียวกัน ทำให้เรา ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศในระยะยาวได้ นี่เป็นวิกฤติสำคัญที่ไม่น้อยไปกว่าวิกฤติ เศรษฐกิจ หรือวิกฤติอื่น ๆ เลย รวมไปถึงการมีสวัสดิการทั้งระบบ ทั้งสวัสดิการของผู้สูงอายุ ของคนพิการ การที่มีค่าแรงขั้นต่ำที่มันเพียงพอ การที่เข้าถึงที่อยู่อาศัยอย่างเพียงพอ หรือเรื่องน้ำประปา หรือเรื่องระบบคมนาคมต่าง ๆ เรื่องเหล่านี้มันเป็นเรื่องเดียวกันค่ะ ถ้าเราอยากให้คนในประเทศมีลูกมากขึ้น พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในประเทศมากขึ้น เราก็ต้องดูทั้งหมดคล้าย ๆ กัน ดิฉันจึงมีข้อเสนอเป็นบันได ๖ ขั้นในการแก้ไขวิกฤติเด็กเกิดต่ำ ดังนี้ค่ะ
บันไดขั้นที่ ๑ เริ่มตั้งแต่เรื่องของการลาเลี้ยงลูก ๑๘๐ วัน ตอนนี้ก็เข้าไปแล้ว ก็ขอให้มีการผ่านกันมา ๑๘๐ วัน แล้วก็เรื่องของเงินอุดหนุนและในการทำห้องให้นม ในที่ทำงาน ห้องให้นมในที่สาธารณะ หรือ พ.ร.บ. ในการให้นมด้วยก็ตามนะคะ
บันไดขั้นที่ ๒ คือเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดต้องถ้วนหน้า แล้วก็เพิ่มขึ้น รวมถึง นโยบายเกี่ยวกับกล่องรับขวัญด้วยนะคะ
บันไดขั้นที่ ๓ คือเรื่องของโรงเรียนพ่อแม่ ต้องมีการลงทุน ลงงบประมาณ ไปกับการคัดกรองเด็ก งบประมาณไปกับงบสุขภาพของมารดาแล้วก็เด็กด้วยค่ะ
บันไดขั้นที่ ๔ ในเรื่องของงบประมาณของศูนย์เด็กเล็กแล้วก็ Day Care ที่มันใกล้บ้าน งบอุดหนุนศูนย์เด็กเอกชน งบอุดหนุนศูนย์เด็กต่าง ๆ หรือว่าถ้าที่ทำงานไหน มีศูนย์เด็ก ก็ควรจะมีงบอุดหนุนให้กับที่ทำงานที่นั้น ๆ ด้วย
บันไดขั้นที่ ๕ ปฏิวัติการศึกษา การศึกษาต้องมีหลักสูตรที่ดี โรงเรียนปลอดภัย แล้วก็ต้องมีงบประมาณที่ให้กับเด็กปฐมวัยมากขึ้น
บันไดขั้นสุดท้าย ก็คือเป็นภาพรวมทั้งหมดของสวัสดิการ เพื่อให้คนรู้สึกว่า การมีลูกในประเทศนี้ไม่ได้เป็นภาระ การมีลูกในประเทศนี้ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายมาก เพราะว่า รัฐจะช่วยดูแลทุกคนด้วย เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ เบี้ยคนดูแล ระบบสาธารณะ ระบบ ประปา หรือการเข้าถึง Housing ต่าง ๆ ค่ะ
สุดท้ายนะคะท่านประธาน ปัญหาสังคมในปัจจุบันที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน ที่เรามักจะบ่นกันบ่อย ๆ ในสภาแห่งนี้ว่า เด็ก เยาวชน เดี๋ยวนี้มีปัญหาเยอะจังเลย ปัญหา ต่าง ๆ เหล่านี้มันเกิดจากการที่รัฐนี่ละค่ะ Ignore กับการจัดสรรงบประมาณในการลงทุน ในเด็กและเยาวชน ทั้ง ๆ ที่การสร้างครอบครัวเป็นเหมือนปราการด่านแรกของการพัฒนา บุคลากรของประเทศ เรากลับต้องมาทุ่มงบประมาณจำนวนมากในการแก้ไขปัญหาที่ปลาย เหตุ ถ้ารัฐคือผู้กำหนดทิศทางผ่านการกำหนดนโยบาย และงบประมาณต้องสอดรับกับ นโยบาย ถ้าเราจะต้องแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชน ถ้าท่านจะ Ignite สักครั้ง ก็ Ignite ในวัยเด็กนี่ละค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ