ฐากร ตัณฑสิทธิ์ หารือเรื่องงบประมาณปี 2568 โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการคาดการณ์ที่ไม่สมจริง และอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการกู้เงินของรัฐบาลและวิเคราะห์เงื่อนไขการกู้เงินตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ และเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงวิธีการดำเนินการตามกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อกู้เงิน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทยครับ ท่านประธาน ก่อนอื่นที่จะอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ขออนุญาตเรียนท่านประธานว่า ทางพรรคไทยสร้างไทยเอง เรารู้ว่าวันนี้ เป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจแต่อย่างใด ท่านรัฐมนตรีบางท่านที่ออกมาวิตก กังวลต่าง ๆ ขอให้ท่านสบายใจได้ คนที่จะลุกคอยขึ้นประท้วงต่าง ๆ ไม่มีนะครับ พรรคไทยสร้างไทย เรายึดในหลักกติกาครับ อภิปรายงบประมาณก็คืองบประมาณ และจะอภิปราย ในเชิงสร้างสรรค์ และในเชิงที่เราเรียกกันว่า เสนอคำ เสนอข้อ เสนอแนะให้กับรัฐบาลครับ ท่านประธาน ขออนุญาตท่านประธาน ผมขอนำเข้าสู่การอภิปรายงบประมาณปี ๒๕๖๘ ขอทางเจ้าหน้าที่ขึ้นสไลด์ที่ ๑ ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ผมขออนุญาตตั้งฉายา งบประมาณปี ๒๕๖๘ เดิมผมตั้งไว้ว่าอย่างไรครับ กู้ฉ่ำ กระเป๋าฉีก วันนี้ผมอ่าน ในรายละเอียดของเอกสารงบประมาณแล้วนะครับ งบประมาณปี ๒๕๖๘ ขออนุญาตตั้ง ฉายาเพิ่มเติมอีกว่า ซิกแซ็กไต่เส้นลวดครับท่านประธาน ทำไมผมถึงพูดอย่างนั้นว่า งบประมาณปี ๒๕๖๘ เป็นงบประมาณที่ซิกแซ็กไต่เส้นลวดครับ ขออนุญาตขึ้น สไลด์ต่อไป ๓ ความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้นกับงบประมาณปี ๒๕๖๘ ที่อยากจะเรียนท่านประธานครับ ความเสี่ยงแรกก็คือแนวโน้มการจัดเก็บรายได้ไม่เข้าตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ ท่านประธานครับ ความเสี่ยงที่ ๒ คือ อาจส่อ ขัด พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๑ ครับท่านประธาน ความเสี่ยงที่ ๓ เสี่ยงกับขัด พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณปี ๒๕๖๑ ครับ ท่านประธาน
ขออนุญาตขึ้นสไลด์ต่อไปครับ ท่านประธานมาดู เสี่ยงที่ ๑ ประเมินรายได้ การจัดเก็บ ทางพรรคไทยสร้างไทยคิดว่าจะไม่เป็นไปตามคาดการณ์ไว้ ท่านมาดูกรอบวงเงิน งบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๘ รัฐบาลขอจัดตั้งไว้ ๓,๗๕๒,๗๐๐ ล้านบาท โดยในส่วนนี้เป็น เงินรายได้ของรัฐบาลที่จะมีรายได้เกิดขึ้นคาดการณ์ว่า ๒,๘๘๗,๐๐๐ ล้านบาท เป็นส่วนเงินกู้ที่จะมาสมทบก็คือ ๘๖๕,๗๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านว่า ย้อนกลับไปปีงบประมาณ ๒๕๖๗ รัฐบาลคาดการณ์ว่าจะมีรายได้ในส่วนงบประมาณ ปี ๒๕๖๗ ก็คือ ๒๗๘,๗๐๐ ล้านบาท เป็นเงินกู้ ๖๙๓,๐๐๐ ล้านบาทท่านประธานครับ ท่านมาดูนะครับว่าในปี ๒๕๖๗ รัฐบาลคาดการณ์ว่าจะมี GDP เกิดขึ้น ๑๘,๖๕๕,๙๘๓ ล้านบาท โดยมี GDP จะโตขึ้นในปี ๒๕๖๗ ๔.๑ เปอร์เซ็นต์ ขอสไลด์ต่อไปด้วยครับ ท่านมาดูนะครับ ว่าการคาดการณ์ของรัฐบาลเป็นอย่างไรครับ สัญญาณอันตรายส่อเก็บรายได้พลาดเป้าครับ คลังชี้แจงว่ารายได้รัฐ ๗ เดือน พลาดเป้า ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ มติชนลงข่าว Big ธุรกิจห่วงเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเงินฝืด กำลังซื้อวูบ กระทบเป้าหมาย GDP หลุด ๓ เปอร์เซ็นต์ครับ ต่อไปนะครับ สภาพัฒน์หั่น GDP ไทย เหลือ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ หลังจาก Q1 ขยายตัวแค่ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ข่าวต่อไปอีกครับ ขอสไลด์ต่อไปด้วยครับ ปีกว่าโรงงานในไทยปิดตัวแล้ว ๑,๗๐๐ แห่ง เปิดใหม่ลดเหลือแค่เดือนละ ๕๐ แห่ง สุดท้ายพิษกำลังซื้อหดหายแบกภาระค่าใช้จ่ายต้นทุน ไม่ไหว ร้านค้าย่อยภูธรทยอยเจ๊งครับท่านประธานครับ วันนี้มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน เพิ่งออกมาแถลงข่าวว่าเศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๖๗ จะโตอยู่ประมาณ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ คิดค่าเฉลี่ยกลางก็คงไม่เกิน ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ตรงนี้ผมกำลังเรียนว่า งบประมาณปี ๒๕๖๘ ท่านคาดการณ์ว่าจะมี GDP โตขึ้น ๔.๙ เปอร์เซ็นต์ ก็คือจะเป็น GDP ในผลผลิตมวลรวมของประเทศ ๑๙,๕๗๐,๑๒๖ ล้านบาท มันจะเป็นไปได้หรือครับ ท่านประธาน ปีนี้โตไม่ถึง ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ปีนี้ผมคิดว่ามันเป็นปีจะบอกว่าเผาหลอกก็ไม่ได้ครับ ปีนี้คือปีเผาจริง ปีหน้าคือปีที่เราเรียกกันว่าเก็บกระดูกครับ เดี๋ยวปี ๒๕๖๘ มันเป็นสัญญาณ อันตรายจริง ๆ ครับท่านประธานว่ารายได้มันจะเข้าเป้าตามนี้หรือไม่
ท่านประธานครับ ตามมาเรื่อย ๆ ผมขอสไลด์ต่อไปครับ เสี่ยงแรกที่ผมบอก ว่ารายได้ของรัฐบาลจะไม่เป็นไปตามแผนก็คือจะเป็นกรอบวงเงินที่ขอจัดตั้งงบประมาณไว้ ๓,๗๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ผมคิดว่าจะทำให้รัฐบาลดำเนินการงบประมาณรายจ่าย แต่อาจจะมี รายรับไม่เข้าเป้าตามที่กำหนดไว้ครับท่านประธานครับ มาดูเสี่ยงที่ ๒ ท่านประธานครับ เสี่ยงที่ ๒ ที่ผมจะนำเสนอในวันนี้เป็นเรื่องซิกแซ็กครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่า คำว่า ซิกแซ็ก คือมันเดินไม่ตรงครับ ทำอะไรมันไม่ตรงไปตรงมาแค่นั้นเองครับ คือการซิกแซ็ก ท่านดูนะครับ ทำไมพอผมมาศึกษางบประมาณปี ๒๕๖๘ เรามาดูตรงงบประมาณรายจ่าย รายการงบกลางครับ ตั้งไว้จำนวนทั้งสิ้น ๘๐๕,๗๔๕ ล้านบาท ท่านมาดูใน (๕) นะครับ ใน (๕) ก็คือค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ครับ ตั้งไว้ ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาทครับ ตรงนี้ทุกคนก็รู้กันหมดแล้วนะครับว่าเป็นงบที่เราเรียก กันว่า Digital Wallet ที่เกิดขึ้น ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตว่าทำไมถึงเรียกว่า ซิกแซ็ก ท่านมาไล่ Timeline กันนะครับท่านประธาน
ขออนุญาตสไลด์ต่อไปครับ Timeline นะครับ หลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น ปี ๒๕๖๖ ท่านนายกรัฐมนตรีแถลง ๑๑ กันยายน ปี ๒๕๖๖ ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบาย เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ๑๔ กันยายน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมา คัดค้านครับ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๖ นักเศรษฐศาสตร์ ๙๙ คน รวมชื่อคัดค้าน ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๖ พรรคฝ่ายค้าน พรรคก้าวไกล พรรคไทยสร้างไทย ไม่เห็นด้วยกับวิธีการแจกเงิน Digital Wallet ๑๐ เมษายน ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงจะออก พ.ร.บ. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เริ่มนโยบาย Digital Wallet แจก ๕๐ ล้านคน ๙ ธันวาคม ท่านนายกรัฐมนตรีส่งเรื่อง พ.ร.บ. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกา มั่นใจใช้ได้ ทันในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ ครับท่านประธาน ปี ๒๕๖๗ ครับ ๘ มกราคม ท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการคลังเผยกฤษฎีกาให้ความเห็นใช้นโยบาย Digital Wallet แต่ต้อง เป็นไปตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ๑๗ มกราคม ๒๕๖๗ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังยอมรับว่า Digital Wallet แจกไม่ทันในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ ครับ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ป.ป.ช. ชี้ว่านโยบาย Digital Wallet เสี่ยงขัดข้อกฎหมาย ๘ ประเด็น ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ สตง. เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา Digital Wallet ให้รัฐบาลเสนอ ขอจัดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีในระบบงบประมาณปกติ ท่านเห็นนะครับ ตรงนี้ เป็นสีเหลืองที่ผมทำไว้ ตรงขั้นตอนของสีเหลืองที่ผมนำเสนอในวันนี้ เป็นขั้นตอนที่รัฐบาล จะขอทำ พ.ร.บ. เงินกู้ที่จะขอกู้เงิน ไม่ใช้วิธีการงบประมาณในการจัดตั้งเงินดังกล่าวครับ ท่านประธานครับ เหตุผลที่รัฐบาลเดิมจะใช้วิธีการกู้เงิน เมื่อมีหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. สตง. จนกระทั่งภาคนักวิชาการต่าง ๆ และพรรคการเมือง และภาคประชาชนออกมา คัดค้านครับท่านประธาน เห็นว่าอาจจะส่อขัดกับพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง ครับท่านประธาน
ขอสไลด์ต่อไปครับ มาตรา ๕๓ กฎหมายเขียนไว้อย่างไรครับ การกู้เงินของ รัฐบาล นอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะให้ กระทรวงการคลังกระทำได้ ก็แต่โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเป็นการเฉพาะ และเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน และอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ แก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน ท่านจะเห็น นะครับว่า หลายหน่วยงานออกมาคัดค้านว่าประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติ ดังนั้น ถ้ารัฐบาล ยังขอกู้เงินตาม พ.ร.บ. เงินกู้ที่จะเกิดขึ้นตามปกติจะขัดกับ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ตามมาตรา ๕๓ รัฐบาลถอยครับ วันนี้ครับ ถอย
ผมขออนุญาตกลับไปสไลด์เมื่อสักครู่ครับ คราวนี้รัฐบาลทำอย่างไรทราบ หรือไม่ครับ ๑๐ เมษายน ปี ๒๕๖๗ รัฐบาลแถลงเงื่อนไขการแจกเงิน Digital Wallet ๕๐ ล้านคน คนละ ๑๐,๐๐๐ บาท รวม ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ครม. เห็นชอบครับ ให้ทำงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อสนองนโยบาย Digital Wallet ใน ๓ ช่องทางครับ ๑. ให้จัดตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำ ปี ๒๕๖๗ ๒. ตั้งงบประมาณปี ๒๕๖๘ ที่กำลังอยู่ในการประชุมของสภาในวันนี้ครับ ๓. กู้เงินจากธนาคาร ธ.ก.ส. ครับท่านประธานครับ มาดูอีกนะครับ Timeline ต่อไปครับ ๔ เมษายน ๒๕๖๗ ครม. เห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๗ เพิ่มเติมอีก จำนวน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท มาจากการจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มเติม ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ เป็นกรอบวงเงินกู้ชดเชยอีก ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท กรอบวงเงินกู้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาล เอามาจากไหนทราบหรือไม่ครับ รัฐบาลแถลงว่ากรอบวงเงินกู้ดังกล่าว เป็นเงินที่มาจากการ จัดเก็บรายได้เดิมที่ไม่ได้กำหนดไว้ ผมอ่านแล้วผมก็ไม่เข้าใจครับ รายได้เดิมที่ไม่ได้กำหนดไว้ มันคืออะไรนะครับ เดี๋ยวท่านตามผมไปเรื่อย ๆ นะครับ
ขอสไลด์ต่อไปครับ ทำไมผมถึงบอกว่าซิกแซ็กเงินกู้ครับ ขอสไลด์ต่อไปด้วยครับ ท่านจะเห็นว่าตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ มีการจัดตั้งในหมวดเงินงบกลางไว้ ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท และใน พ.ร.บ. การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี ที่กำลังจะเข้าสู่การที่ประชุมของรัฐสภาอีก ก็คือจะขอกู้เต็มกรอบวงเงินที่กำหนดไว้อีก ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ไปบวกกับอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทที่กำหนดไว้จะเป็น ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท สรุปนะครับ รัฐบาลจะขอกู้เงินในปี ๒๕๖๘ และปี ๒๕๖๙ เพื่อทำ Digital Wallet ก็คือ ๒๖๔,๗๐๐ ล้านบาทครับ คำถามของผมคือวันนี้ พ.ร.บ. งบประมาณนี่นะครับ เขากำหนดไว้ ผมเรียนท่านนะครับ พ.ร.บ. งบประมาณกำหนดไว้ชัดเจนว่า ใน (๘) ผมอยากจะพูดก่อน นะครับว่า พ.ร.บ. งบประมาณกำหนดไว้ว่าอย่างไรครับ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ในมาตรา ๑๐ ของ (๘) ของ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ เขียนไว้ว่างบประมาณ รายจ่ายประจำปีที่เสนอต่อรัฐสภา อย่างน้อยต้องมีเอกสารประกอบ ดังต่อไปนี้ (๘) ผลการ ดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้ว วันนี้เรากำลังพิจารณา งบประมาณของปี ๒๕๖๘ แล้วเดือนหน้าจะต้องพิจารณางบประมาณรายจ่ายของปี ๒๕๖๗ แล้วท่านจะมีผลการใช้จ่ายเงินของปี ๒๕๖๗ มายืนยันกับรัฐสภาวันนี้ได้อย่างไรครับ ท่านประธาน ผมงงมากเลย มันจะขัดกับมาตรา ๑๐ ของ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ หรือไม่ ผมยังไม่เห็นเลยครับ เพราะว่า พ.ร.บ. งบประมาณเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ ยังไม่ได้เข้ามาเลย แล้วท่านจะเอารายงานตรงนี้มาอยู่ในปี ๒๕๖๘ ได้อย่างไรครับ เห็นแล้ว ก็รู้สึกว่ากดดันแทนรัฐบาลครับ
ต่อไปนะครับ เสี่ยงที่ ๓ ของท่านคือไต่เส้นลวดครับ คำว่า ไต่เส้นลวด หมายถึงว่าบุคคลคนนั้นกำลังอยู่ในภาวะที่เป็นอันตรายครับ เดินไปตรงไหนมันจะต้องเดิน ให้ตรงนะครับท่านประธานครับ ท่านมาดูนะครับ ไต่เส้นลวดนี่ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๑ เขียนไว้ว่าอย่างไรครับท่านประธาน มาตรา ๙ คณะรัฐมนตรีต้องรักษาวินัย ในกิจการที่เกี่ยวกับเงินแผ่นดินตามพระราชบัญญัตินี้อย่างเคร่งครัด วรรคสามครับ ท่านประธานครับ คณะรัฐมนตรีต้องไม่บริหารราชการแผ่นดิน โดยมุ่งสร้างความนิยม ทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชน ในระยะยาวครับท่านประธานครับ ตรงนี้ครับท่านประธานเราแจกเงินผมอยากให้พี่น้องประชาชนได้นะครับ แต่จะทำอย่างไร ทำให้มันถูกต้อง ปรึกษาข้อกฎหมายต่าง ๆ พี่น้องประชาชนรอคอยอยู่ครับ พรรคเราก็เห็นด้วย อยากจะให้เงินถึงมือพี่น้องประชาชน อยากจะให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า การประชุมของสภาผู้แทนราษฎรวันนี้อย่างไรก็ตาม วาระที่ ๑ จะลงมติในวันที่ ๒๑ อย่างไรก็ต้องผ่าน แต่การประชุมมันจะต้องไปสู่ที่ประชุมของ วุฒิสภาต่อไปอีกครับท่านประธานครับ ตรงนี้คือสิ่งที่ผมห่วงใยรัฐบาล เราเดินทางมาด้วยกัน อยากจะให้พรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นพรรคประชาธิปไตยอยู่ให้ครบ ๔ ปีครับท่านประธานครับ จะได้ทำงานให้กับพี่น้องประชาชนจริง ๆ แต่ข้อห่วงใยของเราคือมันห่วงจริง ๆ ครับตรงนี้ เขาจะต้องยื่นเรื่องอีกหรือเปล่าครับ มันจะทำให้งบประมาณปี ๒๕๖๘ ที่ภาษากฎหมาย เขาเรียกกันว่า มันจะสะดุดลงครับท่านประธานครับ ถ้ามาดู พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ต่อไปอีกนะครับ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๐ อย่างที่ผมบอกนะครับว่า งบประมาณประจำปีที่เสนอต่อรัฐสภาอย่างน้อยต้องมีเอกสารประกอบ ก็คือสไลด์ (๘) ผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้ว แล้วท่าน จะเอามาจากไหนครับ ผมเปิดเอกสารดูอย่างไรมันก็ไม่มีครับตรงนี้มันก็ไม่มี (๘) ท่านมาดู นะครับว่าเมื่อไม่มี (๘) แล้วนี่ทำไมผมถึงบอกว่ามันมีความเสี่ยงครับ ท่านประธานครับ เงินกู้ที่ท่านขอกู้เขาเรียกกันว่าเดิมจะกู้ผ่าน พ.ร.บ. เงินกู้ปกติซึ่งตรงนั้นทุกคนออกมาคัดค้าน ทางรัฐบาลก็จะขอ ที่เราเรียกกันว่าขอจัดตั้งงบประมาณรายจ่ายแบบขาดดุลครับ ท่านประธานครับ ชื่อให้เท่ ๆ หน่อยนะครับ เท่ ๆ เขาเรียกกันว่าตั้งงบประมาณแบบขาดดุล ก็คือขอกู้เงินทั้งปี ๒๕๖๘ แล้วก็ปี ๒๕๖๗ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็คือปี ๒๕๖๘ เดิมขาดดุล เต็มเลย ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมเรียนท่านประธานครับ ผมว่ากู้ให้เต็มไปเลยครับ ถ้าจะกู้ ในกรอบวงเงินที่กำหนดไว้ที่ให้กู้ได้ครับท่านประธานครับ ผมก็อยากจะนำเรียน ท่านประธานว่ากรอบวงเงินที่ให้กู้นะครับ กรอบวงเงินที่ให้กู้นะครับ อันนี้เป็นเอกสารที่สำนัก งบประมาณแจกนะครับท่านประธานครับ กรอบวงเงินที่ให้กู้ปี ๒๕๖๘ ๘๖๕,๗๔๐ ล้านบาท ครับท่านประธานครับ รัฐบาลขอกู้ในปีนี้ในปี ๒๕๖๘ ก็คือ ๘๖๕,๗๐๐ ล้านบาท ขาดอยู่ ๔๐ ล้านบาทกู้ให้เต็มไปเลยครับ อย่างไรผมคิดคำนวณออกมา ๙๙.๙๙๙ กว่าเปอร์เซ็นต์ เอาไว้ทำไมครับ ๔๐ ล้านบาท กู้ให้เต็มไปเลยครับถ้าจะกู้ มันไม่เต็ม เพราะฉะนั้นกรอบ มันกำหนดไว้อยู่แล้วครับ แต่พอมาปี ๒๕๖๗ กรอบวงเงินที่สำนักงบประมาณนำเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนพฤษภาคมปี ๒๕๖๗ นี้บอกว่ากรอบวงเงินกู้กำหนดไว้ ๗๙๐,๖๕๖ ล้านบาท แต่มติ ครม. ออกมาบอกว่าเป็นกรอบวงเงิน ๘๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งผมก็ยึดตามเอกสาร ที่ทุกท่านแจกมา แล้วก็มีมติ ครม. ออกมาบอกว่าไม่เกินกรอบ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นอยากจะให้ทางรัฐบาลชี้แจงครับ เสร็จเรียบร้อยครับท่านประธานครับ อย่างที่ผมนำเรียนไปบอกว่า เงินกู้ที่เราเรียกกันว่าตั้งงบประมาณแบบขาดดุล แล้วเอาเงินกู้ ดังกล่าว ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานครับ สรุปก็คือเรากำลังทั้งซิกแซ็ก แล้วก็ ไต่เส้นลวดครับ ทำไมผมถึงบอก เพราะว่าสรุปก็คือเราตั้งงบประมาณแบบขาดดุลแล้วก็ ขอกู้เงิน สรุปก็คือมันกู้เหมือนกันครับ มันไม่ได้แตกต่างกันเลยต้องชดใช้เหมือนเดิม แต่เราเลี่ยงวิธีการในการทำเฉย ๆ เพื่อที่จะเดินให้มันอ้อมไปอ้อมมา คือถ้าจะกู้ กู้ไปเลยครับ ท่านประธานครับ เราไม่ต้องมาตั้งเป็นงบประมาณแบบขาดดุลแล้วก็ให้กู้เพิ่ม สรุปนี่นะครับ อยากจะเรียนท่านว่าปีงบประมาณ ๒๕๖๘ แล้วก็มีร่าง พ.ร.บ. เพิ่มเติม งบประมาณปี ๒๕๖๗ เข้ามาด้วย ซึ่งจะพิจารณาทีหลังครับ สรุปก็คือปี ๒๕๖๘ กับปี ๒๕๖๗ ปีไหนจะมาก่อนกันครับ ผมก็ตอบไม่ถูกครับตอนนี้ แล้วก็อีกหลักการหนึ่งนะครับ ในการที่ เขาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีเข้ามานี่นะครับ ๑. หมายถึงว่ารัฐบาล จัดเก็บรายได้ได้เพิ่มเติมขึ้น แล้วต้องการที่จะทำงบประมาณแบบเพิ่มเติมอีกครับ แต่นี่เป็น การที่รัฐบาลทำ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมเข้ามา เพื่อที่จะขอกู้เงินครับ ท่านประธาน สรุปก็คือกู้เงินอีกเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าทำเป็นงบ เขาเรียกว่างบขาดดุลครับ ตรงนี้ละครับที่ผมบอกว่ามันมีความเสี่ยงสูงในการที่จะทำให้ พ.ร.บ. งบประมาณดังกล่าว อาจจะต้องถูกหลายคนวิพากษ์วิจารณ์และนำไปสู่การพิจารณาข้อกฎหมายในอนาคตต่อไป ครับท่านประธาน
ผมยังเหลือเวลานะครับท่านประธาน ผมขออนุญาตลงในรายละเอียดของ งบประมาณบางกระทรวงครับท่านประธาน ขออนุญาตไปที่กระทรวง MDES ครับ ท่านประธาน กระทรวง MDES ปี ๒๕๖๗ ได้รับงบประมาณไป ๘,๖๕๕ ล้านบาท ปี ๒๕๖๘ เสนอขอตั้งงบประมาณมา ๙,๘๘๗.๖ ล้านบาทครับ เพิ่มขึ้น ๑,๒๓๒.๒ ล้านบาทครับ เพิ่มขึ้นประมาณ ๑๔.๒๓ เปอร์เซ็นต์ครับ ไม่เป็นไรครับ ผมมาดูที่กรมอุตุนิยมวิทยาครับ ถามนิดหนึ่งครับ ของกรมอุตุนิยมวิทยาปีนี้ผมดูของท่านแล้วท่านมีเสนอตั้งโครงการใหม่เข้ามา ๑ หรือ ๒ โครงการ เป็นงบประมาณใหม่ของปี ๒๕๖๘ นอกนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรมากครับ แต่ปี ๒๕๖๗ ที่ท่านขอตั้งโครงการใหม่เข้ามา ปีที่แล้วผมอภิปรายไปแล้วนะครับ ขอตั้งมา ทั้งหมด ๑๘ โครงการ เป็นเงิน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีท่านอาจจะถาม บอกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ มัน ๕๐๐-๖๐๐ ล้านบาท เวลาเขาดูงบประมาณดูที่ งบประมาณจำนวนทั้งสิ้น ไม่ใช่ตั้งในปี ๒๕๖๗ ปีเดียวนะครับ ปี ๒๕๖๗ เท่าไร ปี ๒๕๖๘ เท่าไร ปี ๒๕๖๙ เท่าไร เพราะว่าเวลาท่านออกประมูล ออกประกวดราคาท่านจะต้องทำ ในงบประมาณรวมทั้งสิ้นครับท่านประธาน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทเศษ คำถามผมคือตอนนี้ สื่อต่าง ๆ ที่ลงไป โดยเฉพาะบางสำนักข่าวที่ติดตามอยู่นะครับ เป็นบริษัทกลุ่มเดิมไหมครับ ที่บอกว่าใช้บริษัทกลุ่มเดิมที่เขากำลังเขียนเรื่องเสนอข่าวทุกวันกันอยู่ครับ ๖ บริษัทที่เป็น กลุ่มเดิมทั้งสิ้นถามหน่อยครับว่าท่านดำเนินการไปถึงไหนแล้วครับ
มาดูต่อไปครับท่านประธานครับ เรื่องต่อไปครับเกี่ยวข้องกับกระทรวง MDES พอผมมาเปิดดูงบประมาณของกระทรวง MDES ครับท่านประธาน รู้สึกว่างบประมาณของ กระทรวง MDES ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง MDES ตลอดจนนโยบาย ของรัฐบาลครับ แถลงเกี่ยวกับเรื่องแก๊ง Call Center แถลงเกี่ยวกับเรื่องการที่จะปราบ เกี่ยวกับเรื่องพนัน Online ต่าง ๆ มันเยอะมากครับท่านประธาน ผมเรียนท่านประธานว่า ตรงนี้เป็นปัญหาว่าเราจะแก้ไขได้อย่างไร ท่านดูนะครับว่าภัย Online ที่เกิดขึ้นนี้นี่นะครับ ผมขอย้อนกลับไปอีกหน้าหนึ่งครับ ภัย Online ที่เกิดขึ้นนะครับท่านจะเห็นว่าสูญพันล้าน โดนหลอกร่วมลงทุนผ่าน Application โดน ๒๒ ล้านบาทหมดตัว คุณปู่โดนไป ๒๒ ล้านบาท เคยทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตมาก่อนครับ ลูกทำงานการเงินที่สิงคโปร์ต้องบินกลับมาด่วนครับ ดูต่ออีกนะครับ ผอ. สำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นโดน Call Center หลอกดูดเงิน ไปครับ ยายยิงตัวเองพร้อมหมา ๒ ตัวครับ เนื่องจากว่าหมดตัวจากการที่เก๊ง Call Center หลอกเอาเงินไปครับท่านประธานครับ ท่านดูนะครับ ขอสไลด์ต่อไปด้วยครับ สถิตินะครับ ท่านประธานครับ แค่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๕ ถึง ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ มูลค่าความเสียหายของประเทศในเรื่องถูกแก๊ง Call center หลอกลวง เสียหายไป ๖๒,๓๖๖ ล้านบาทเศษครับท่านประธาน มันเป็นจำนวนเยอะจำนวน เงินมหาศาลมาก คดี Online ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคดีครับท่านประธาน มันจะไหวหรือครับ ท่านประธาน พอผมไปเปิดดูงบประมาณของกระทรวง MDES มีอยู่เกี่ยวกับเรื่องระบบ การป้องกันในเรื่องนี้หรือการปราบปรามในเรื่องนี้ ๗๐ หรือ ๘๐ ล้านบาทครับ แล้วจะเอาไป ทำอะไรครับท่านประธานกับการดำเนินการ แค่ไปดำเนินการจับกุมหรือป้องปรามอย่างนี้ หรือครับ วันนี้ความเสียหายมันเกิดขึ้นอย่างมหาศาลแล้วครับท่านประธาน เราทำระบบ การป้องกันเถอะครับ อย่าไปคิดเรื่องปราบปรามอย่างเดียวครับ เอาเงิน ๗๐ ล้านบาท ไปปราบ แล้วก็ให้ตำรวจ Online หรือให้ กสทช. หรือให้คนนั้นคนนี้ปิดตรงนั้นตรงนี้นะครับ มันไม่สำเร็จหรอกครับท่านประธาน เราต้องมีระบบป้องกันที่จะต้องเกิดขึ้น เราจะทำระบบ ป้องกันอย่างไรรู้หรือไม่ครับ ผมทราบครับว่าระบบป้องกันแนวบริเวณชายแดนทั้งหมด เราจะต้องทำระบบป้องกันอย่างไร เราจะวางระบบพวกนี้ได้อย่างไร แต่มันต้องใช้เงิน ซึ่งตอนแรกคิดว่ากระทรวง MDES จะขอตั้งงบประมาณในส่วนนี้ขึ้นมาเพื่อให้พี่น้องประชาชน ดีใจว่า ต่อไปนี้จะไม่โดนแก๊ง Call center หลอกลวงเงินแล้วครับท่านประธาน วันนี้ผมเรียน ท่านประธานครับ เข้าใจ งบประมาณของรัฐบาลมีปัญหา เพราะว่าจัดสรรมาก็ไม่ได้ เข้าใจว่า จะใช้เงินงบกลางในการที่จะแก้ไขปัญหาแก๊ง Call center แต่มันทำไม่ได้ครับท่านประธาน ไม่มีเงินอีก ผมเสนออย่างนี้ได้หรือไม่ครับ ฝากผ่านท่านรัฐมนตรี MDES ผมเสนออย่างนี้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีด้วยครับ ๑. มันมีโครงการอยู่โครงการหนึ่งเขาเรียกกันว่า โครงการ ๑๙๑ ครับท่านประธาน โครงการ ๑๙๑ เป็นโครงการที่ ๖ ปี ๗ ปีมาแล้วครับ ที่คณะรัฐมนตรี ขอเงินจาก กสทช. ไป ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านบาท อยากจะทำโครงการ ๑๙๑ ก็คือเบอร์เดียว เป็นการโทรแจ้งภัยได้เบอร์เดียวก็คือ ๑๙๑ เหมือนกับอเมริกาก็คือ ๙๑๑ ครับท่านประธาน แต่วันนี้มันทำไม่สำเร็จผ่านมา ๖-๗ ปีแล้วครับ เงินไปกองไว้ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้ทำอะไรครับท่านประธาน วันนี้เรียง Priority ให้มันถูกครับ เพราะฉะนั้นท่านกลับกันครับ เอาเงินพวกนี้มาใช้จ่ายโอนเปลี่ยนแปลงตามมติคณะรัฐมนตรีครับท่านประธาน เอาเงินกลุ่มนี้ มาดำเนินการแก้ไขสร้างระบบในการที่จะป้องกันแก้ไขแก๊ง Call center ต่าง ๆ วาง ในระบบของแนวชายแดนรอบประเทศทั้งหมดครับท่านประธานครับ มันจะแก้ไขปัญหา ในเรื่องนี้ได้ พี่น้องประชาชนจะได้นอนตาหลับกันครับท่านประธาน ผมสนับสนุน เพียงแต่ว่า เมื่อเห็นรัฐบาลคิดว่าเงินไม่มีหยุดเถอะครับ ๑๙๑ มันล้าสมัยไปแล้วระบบเทคโนโลยีที่ผ่านมา ก็อยากจะฝากเรียนท่านประธานในตรงนี้ของกระทรวง MDES ครับ ผมเรียนท่านประธาน บอกว่าพรรคไทยสร้างไทยเป็นฝ่ายค้าน เราไม่ได้เป็นฝ่ายค้านจะต้องบอกรัฐบาลบอกว่าไม่ดี ทุกเรื่อง เรื่องไหนที่เราเสนอแนะได้เราพร้อมที่จะเสนอแนะ เพื่อที่จะให้รัฐบาลเดินหน้า ในการทำงานให้สำเร็จ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือพี่น้องประชาชนครับ ผมไม่ได้สนใจรัฐบาล นะครับ ผมสนใจพี่น้องประชาชนกับประเทศชาติเป็นหลักครับท่านประธานครับ
ต่อไปกระทรวงสุดท้ายครับ ขอนิดหนึ่ง กระทรวงสุดท้ายก็คือกระทรวง คมนาคมครับ ฝากเรียนว่าปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ตั้งงบประมาณไว้ ๑๘๓,๒๘๐ ล้านบาท ปีงบประมาณ ๒๕๖๘ งบประมาณ ๑๙๓,๖๑๘.๖ ล้านบาทเศษ เพิ่มขึ้น ๑๐,๓๓๘.๔ ล้านบาทเศษ ผมเข้าใจครับ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โครงข่ายการคมนาคมขนส่งมันเป็นเรื่อง ที่มีความจำเป็น จำเป็นมากครับ ที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้พี่น้องประชาชนเดินหน้าในการที่ จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจตรงนี้ให้ผ่านพ้นต่อไปได้ สิ่งที่ผมอยากจะฝากทางกระทรวงคมนาคม เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ ฝากท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมครับ งานบำรุงรักษาเส้นทาง ผมดูในงบปี ๒๕๖๘ ปีเดียว ของกรมทางหลวงกับกรมทางหลวงชนบทครับ ผมรวมตัวเลขกันออกมา งบบำรุงเส้นทาง ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เข้าใจครับ มันเยอะมาก ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมกรมทางหลวง กับกรมทางหลวงชนบทเข้าด้วยกันนี่ครับ บำรุงเส้นทาง ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท พอคนเห็น ตัวเลขขึ้นมารู้สึกตกใจ ตกใจคือถนนบ้านเรานี่ มันสร้างไม่ได้สเปกหรือรถผิดกฎหมาย รถที่บรรทุกหนักไปวิ่งอยู่ตรงนั้น จนกระทั่งต้องมีการบำรุงรักษาถนนมากมายมหาศาล ขนาดนั้น มันเกิดจากปัญหาตรงไหน ท่านประธานครับ ตรงนี้อยากจะฝากเรียนท่านรอง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมครับ ถ้าท่านจะทำระบบในการป้องกัน ในเรื่องนี้ได้ เพื่อที่จะลดค่าบำรุงรักษาของถนนลง สร้างถนนให้มันตรงสเปก ๒. ก็คือรถบรรทุก หนักต่าง ๆ ดูให้เข้มงวดครับท่านประธาน มันจะทำให้เราประหยัดงบประมาณในส่วนนี้ ลงไปได้ เอางบประมาณในส่วนนี้ไปสร้างถนนหนทางเส้นใหม่เถอะครับท่านประธาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหรือเอาไปใช้ประโยชน์ในส่วนอื่นครับท่านประธาน
สุดท้ายครับท่านประธาน ด้วยความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง ผมเรียนท่านประธาน ครับว่าในนามของพรรคไทยสร้างไทยครับ เราเป็นฝ่ายค้าน แต่เราเป็นฝ่ายค้าน แบบสร้างสรรค์ สิ่งไหนที่รัฐบาลทำดีเราก็ต้องบอกว่ารัฐบาลทำดีครับท่านประธาน สิ่งไหน ที่รัฐบาลทำแล้ว ดูแล้วมันน่าจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้เราก็จะเสนอแนะให้ สิ่งไหนที่เป็นปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ เราพร้อมที่จะหาทางออกร่วมกัน เพื่อที่จะให้ประเทศชาติของเราเดินหน้า ต่อไปได้ วันนี้พรรคร่วมรัฐบาลเองหรือในกลุ่มรัฐบาลเป็นฝ่ายประชาธิปไตยเต็มที่เรา สนับสนุนครับ ขออวยพรให้ท่านอยู่ครบ ๔ ปีแล้วกันนะครับ ท่านจะได้เดินหน้าขับเคลื่อน ประเทศให้ขับเคลื่อนต่อไปได้ อยู่นาน ๆ ครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณมากครับ ขอบคุณครับ