ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หารือถึงความจำเป็นในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและกำกับดูแลการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างรอบด้าน ทั้งในด้านข้อมูล จริยธรรม และความเป็นธรรม โดยเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนในการตรากฎหมายที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการใช้ข้อมูลสาธารณะอย่างปลอดภัย เปิดกว้าง และเท่าเทียม สนับสนุนนวัตกรรมและงานวิจัย พร้อมป้องกันความเหลื่อมล้ำและการละเมิดลิขสิทธิ์
ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตพูดสรุปแทนผู้เสนอญัตติ ท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร แล้วก็อยากจะนำเรียนท่านประธานว่าผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกจาก ทุกพรรควันนี้ได้นำเสนอให้เห็นถึงทั้งความเสี่ยงแล้วก็โอกาสที่จะเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี อัตโนมัติหรือว่า AI ในโลกแห่งอนาคต ผมว่าสิ่งที่พวกเราต้องหารือร่วมกัน ซึ่งตอนนี้เข้าใจว่า จากการประสานจากทางเพื่อนสมาชิก จากทางวิป ก็เข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ทุกภาคส่วน ทุกส่วนอุตสาหกรรม ทุกส่วนราชการ แล้วก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการ สามัญชุดใดชุดหนึ่ง จะไปอยู่แค่คณะสามัญ DE ก็อาจจะไม่ครอบคลุม หรือว่าจะไปอยู่ใน เรื่องของการทดแทนแรงงาน ไปอยู่ในกรรมาธิการที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของแรงงานหรือ สวัสดิการก็อาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นคิดว่าน่าจะเห็นเป็นข้อตกผลึกที่ตรงกันว่า เราควรจะต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาเพื่อให้เกิดความรอบด้าน สิ่งที่ผม อยากจะสรุปเน้นย้ำก็คือสิ่งที่เราจะต้องทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎรหรือภาครัฐครับ ท่านประธาน ในเรื่องที่ว่าหลาย ๆ คนบอกว่า AI กำลังจะมาทดแทนแรงงาน สิ่งที่ภาครัฐจะต้อง กลับเข้ามาคิดก็คือทำอย่างไรที่จะทำให้ภาคเอกชนต่าง ๆ หรือว่าแรงงานต่าง ๆ สามารถ ที่จะเอาเทคโนโลยี AI มาใช้ในการเพิ่มผลิตภาพ แล้วก็ทำให้เขาไปสามารถทำงานอย่างอื่น ที่มี Value Added หรือว่าเพิ่มมูลค่ามากขึ้นได้ โดยที่ไม่ถูกเลิกจ้างนะครับ ในภาคของ เศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกลเองก็ได้นำเสนอแล้วว่าทำอย่างไร ที่ป้องกันไม่ให้ AI หรือผู้ผลิตเทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้กำลังจะลักลอบการใช้ผลงานสร้างสรรค์ ที่ผิดลิขสิทธิ์ แน่นอนที่สุดผมคิดว่าพวกเราเห็นตรงกันครับว่าถ้า AI กำลังจะเข้าไปเรียนรู้ แหล่งข้อมูลหรือว่าผลงานทางศิลปะที่ถูกเปิดเผยเป็นสาธารณะอยู่แล้วแบบเดียวกับที่มนุษย์ ทำได้ ผมเชื่อว่าไม่มีใครเห็นคัดค้าน แต่ทำอย่างไร เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าผู้ผลิต AI แต่ละเจ้า ทำถูกกฎหมายจริง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ผลิต AI แต่ละเจ้าไม่แอบที่จะไปลักลอบให้ AI ไปเรียนรู้เพลงที่มีลิขสิทธิ์ หรือว่ารูปภาพที่มีลิขสิทธิ์ที่พอ AI เอาไปผลิตผลงานต่อแล้วกลายเป็นว่าผลงานที่ถูกผลิตขึ้น จาก AI ไม่ได้ถูกแบ่งสันปันส่วนกลับมาให้เจ้าของลิขสิทธิ์ดั้งเดิม อันนี้ผมคิดว่าเป็นทั้งโอกาส แล้วก็ความเสี่ยงที่พวกเราจะต้องมาพิจารณาร่วมกัน ในเรื่องของการศึกษาเองทำอย่างไรให้ เยาวชนสามารถที่จะเข้าถึงเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ เหล่านี้โดยไม่เกิดความเหลื่อมล้ำนะครับ ผมคิดว่าทุกเทคโนโลยีที่มนุษย์ได้ผลิตขึ้นมา ใจความสำคัญอย่างหนึ่งของมันก็คือเราทำ อย่างไรให้เทคโนโลยีชิ้นนี้เป็นเทคโนโลยีสำหรับทุกคน ไม่ใช่เทคโนโลยีสำหรับกลุ่มคน บางกลุ่มที่มีทรัพยากรมากกว่าในการผลิต AI ขึ้นมาใช้ แล้วก็ยิ่งจะสร้างความได้เปรียบให้กับ พวกเขาด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าเพื่อน ๆ ทุกคนได้พูดมาจนตกผลึกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ว่าถ้าผมอยากจะสรุปให้ท่านประธานฟังรวมถึงเพื่อนสมาชิกทุกคนฟังว่ากรอบอำนาจ หน้าที่ของกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ถ้าเราจะตั้งขึ้นมาเพื่อศึกษาผมคิดว่ามีอยู่ ๒ องค์ประกอบด้วยกันที่สำคัญ AI ทุกตัวบนโลกใบนี้จะฉลาดได้ประกอบไปด้วย ๒ สิ่ง เท่านั้น สิ่งแรกก็คือในเรื่องของตรรกะ Logic หรือว่าที่เราเรียกกันภาษาคอมพิวเตอร์ว่า Algorithm อีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้ AI ฉลาดได้ก็คือในส่วนของข้อมูลที่ป้อนให้ AI เข้าไป เรียนรู้ ดังนั้นภาครัฐถ้าจะกำกับดูแลกฎหมายหรือกฎระเบียบเพื่อทำให้ AI เป็นเทคโนโลยี สำหรับทุกคน มีจริยธรรมและมีความโปร่งใส นั่นก็คือภาครัฐจะต้องออกกฎหมายมากำกับ ดูแลทั้ง ๒ ส่วน คือส่วนของ Algorithm และส่วนของข้อมูล ในส่วนของ Algorithm ผมพูดสั้น ๆ นิดหนึ่ง ยกเป็นตัวอย่างว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันสภาคองเกรส กำลังมีการพิจารณากฎหมายฉบับหนึ่งที่เราเรียกชื่อเล่น Triple A ย่อมาจาก Algorithmic Accountability Act หรือแปลเป็นภาษาไทยว่าร่าง พ.ร.บ. ที่ทำให้เกิดความรับผิดรับชอบ ทางด้านการใช้ Algorithm ตามหน้าข่าวที่เราเคยเห็นว่าเจ้าของ Facebook เองเคยเข้าไป ชี้แจงกับสภาคองเกรสในแง่ที่ว่าทาง Feed Algorithm ของ Facebook กำลังจะ Favor ผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใดรายหนึ่งหรือเปล่า กฎหมายฉบับนี้ที่จะเข้ามาทำให้รัฐมีอำนาจ ในการกำกับดูแลว่าผู้ผลิต Algorithm อย่าง Facebook หรือว่า AI ในอนาคตเขากำลังจะใส่ Logic หรือ Algorithm ต่าง ๆ ที่มีจริยธรรมเพียงพอหรือเปล่า ก็เป็นการทำให้ Logic หรือ Algorithm ตรงนี้มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ผมอยากนำเรียนทุกท่านครับว่ากฎหมายลักษณะ แบบนี้ไม่ได้เป็นการทำลายเรื่องของความลับทางการค้า บางท่านอาจจะมีข้อโต้แย้งว่า ก็ในเมื่อบริษัทเหล่านี้เขาวิจัยขึ้นมา เขาคิดค้นขึ้นมา แล้วภาครัฐจะเข้าไปมีส่วน พูดง่าย ๆ คือเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ได้อย่างไรในเมื่อมันเป็นความลับทางการค้าของเขา ผมอยากจะ ย้อนกลับไปที่ต้นทางครับท่านประธาน AI จะฉลาดได้ก็คือต้องมีทั้ง Logic และ Algorithm เพราะฉะนั้นสิ่งที่สาธารณชนควรจะต้องรับทราบก็คือควรจะรับทราบว่าบรรดา Platform Big Tech ต่าง ๆ เขากำลังจะผลิตเครื่องมือที่มาควบคุมมนุษย์หรือเปล่า หรือจริง ๆ แล้วมนุษย์ ควรจะต้องตรวจสอบเครื่องมือเหล่านั้นได้ เพราะฉะนั้นวิธีการเดียวที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ มีจริยธรรมหรือมีความรับผิดรับชอบก็คือการเปิดเผยหรือให้องค์กรที่มาจากประชาชน สามารถเข้าไปตรวจสอบการผลิต Algorithm ของ Platform ต่าง ๆ เหล่านี้ได้ โดยที่เรา ไม่ได้เข้าไปเข้าถึงข้อมูลของ Platform ต่าง ๆ เหล่านั้น เพราะฉะนั้นตราบใดที่เรายัง ไม่สามารถถือครองข้อมูลได้แบบที่ Facebook ทำ หรือว่าแบบที่ทาง Google ทำ หรือ Big Tech ทำได้ เราเห็นแค่ตัว Logic หรือ Algorithm เพื่อยืนยันว่า Algorithm เหล่านั้น ไม่มีการฝัง Code ที่กระทำการผิดจริยธรรมของมนุษย์ เราเองก็ไม่สามารถที่จะไปผลิต AI ได้แบบ Facebook หรือ Google ได้ ตราบใดที่เรายังไม่มีข้อมูลแบบเขา อย่าลืมว่า AI จะฉลาดได้ต้องประกอบไปด้วย ๒ สิ่งด้วยกัน
อีกสิ่งหนึ่งที่ภาครัฐควรจะต้องกำกับดูแลก็คือในส่วนของข้อมูล ข้อมูลเอง ถ้าเราดูตัวอย่างจากทางสหภาพยุโรปหรือ EU ทันทีที่เขามีการออกกฎหมายคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล GDPR เขามีการออกกฎหมายอีก ๒ ฉบับที่ตอนนี้มีผลบังคับใช้แล้วชื่อว่า Data Act และ Data Governance Act แปลเป็นภาษาไทยก็คือ พ.ร.บ. ข้อมูล และ พ.ร.บ. ธรรมาภิบาลข้อมูล ประเทศไทยเราเองเรามี PDPA ที่คล้าย ๆ GDPR ของสหภาพยุโรป แต่เรายังไม่มีกฎหมายที่กำกับดูแลการใช้ประโยชน์ข้อมูลแบบที่สหภาพยุโรปมี แน่นอนที่สุด ภาครัฐจะต้องสามารถสอดส่องข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้ทั้งหมด ไม่ใช่แบบนั้น แต่ว่าข้อมูลบางอย่างที่เป็นประโยชน์สาธารณะ อย่างเช่นประวัติการรักษา การวินิจฉัยโรค ต่าง ๆ ที่ถอด ID ของคนไข้ ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เราสามารถเอาข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้มากองอยู่ในถังกลาง ถ้าหน่วยงานที่อาจจะรับผิดชอบ โดยตรง เช่น BDI หรือว่าสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ที่ตอนนี้ในประเทศไทยก็มีอยู่แล้ว เรา สามารถให้หน่วยงานแบบนี้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลสาธารณะแบบนี้ที่คุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลของประชาชน ไม่ระบุว่าใครเป็นใคร แล้วเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ให้ทุกภาคส่วน สามารถไปใช้ได้ ฝั่งของมหาวิทยาลัยเองก็สามารถเอาไปวิจัยได้ บริษัทเอกชนเองก็สามารถ เอาไปคิดค้นวิจัยผลิตยาใหม่ ๆ หรือว่าผลิต AI ที่ช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยโรคได้ อันนี้ก็จะ เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ควรจะต้องมีกรอบในการพิจารณา เรื่องกฎหมายแบบนี้ด้วยว่าทำอย่างไรให้ข้อมูลที่เราอยู่กันบนโลกอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันไม่ได้ ถูกสร้างความได้เปรียบจากบริษัท Big Tech บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เขาถือครองข้อมูล ไว้แค่คนเดียว ทำอย่างไรให้สาธารณะสามารถที่จะเข้าไปใช้ประโยชน์ข้อมูลจากส่วนต่าง ๆ เหล่านั้นได้ด้วยเช่นกัน ก็เป็นที่มาที่ผมคิดว่าวันนี้น่าจะตกผลึกแล้วว่าเราไม่สามารถที่จะ ทวนกระแสของเทคโนโลยี AI แบบนี้ได้ แต่ว่าหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรของเราก็คือ ทำอย่างไรให้พวกเราสามารถที่จะพิจารณาการตรากฎหมายให้เท่าทันกับโลกในอนาคต แล้วก็เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วก็อยากจะขอสรุปบอกท่านประธานว่าพวกเราเอง ก็พร้อมที่จะสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ แล้วก็อยากจะส่งถึง ท่านศรัณย์ ก็ขอขอบพระคุณนะครับที่เดินเข้ามาหารือกัน แล้วก็คิดว่าประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นประเด็นที่เราสามารถทำงานร่วมกันได้ ขอบคุณครับ